TCC Rodban

ความปลอดภัยในการขับขี่พื้นฐาน

สิงหาคม 26, 2021 / 384 / ข่าวสารยานยนต์

ในบรรดาเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่พื้นฐาน การเติมน้ำมัน เป็นขั้นตอนที่เราทุกคน ดูจะปฏิบัติกันเป็นประจำจนชิน ในการการะทำหลายๆ อย่าง ในขณะที รถรุ่นใหม่ๆ มีความสามารถมากขึ้น ขนจอดเติมน้ำมัน ไม่ต้องดับเครื่องยนต์ก็ได้ แต่ในอดีต รถยนต์ยุคก่อน จะต้องดับเครื่องยนต์ทุกครั้ง ก่อนที่เราจะเติมน้ำมัน

แล้วสรุป เราจอด เติมน้ำมัน ยังต้องดับเครื่องยนต์ นั่งทนร้อน เพื่อให้เด็กปั๊มเสียบหัวจ่ายเพิ่มพลัง ให้กับรถ ของเราหรือไม่

ในขั้นตอนเติมน้ำมันปกติ ที่ปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ จะมีคำเตือนที่หัวจ่าย หรือ หนักงานบริการ จะเตือนคุณว่าให้ดับเครื่องยนต์เสมอ เมื่อต้องเติมน้ำมัน เป็นขั้นตอนปกติที่จะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบ

ที่จริงแนวทางดับเครื่องก่อนเติมน้ำมัน นั้นมีมานาน ตั้งแต่อดีต รถสมัยก่อน ประตูเติมน้ำมัน จะใช้ดอกกุญแจเดียวกับที่คุณเปิดประตู และ สตาร์ทเครื่องยนต์ นั่นเพื่อให้ผู้ขับขี่ ต้องดับเครื่องยนต์ก่อนการเติมน้ำมัน จนกระทั่งคนบางกลุ่มเริ่มหัวหมอ ในการนำชุดกุญแจสำรอง มาใช้ในการเปิดประตู ถังน้ำมัน

ยิ่งกว่านั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ หันมาใช้ระบบเซ็นทรัลล็อก หรือสลักเปิด ในการควบคุมประตูถังน้ำมัน จากห้องโดยสาร ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจ และการทำแบบนี้ สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องดับเครื่องยนต์ จนเป็นการเริ่มปลูกฝัง พฤติกรรมและความเชื่อแบบผิดๆไปโดยไม่รู้ตัว

คนรุ่นใหม่จำนวนมาก รวมถึง มือเก๋าหลายคน เริม่จะไม่ดับเครื่องยนต์ เวลาเติมน้ำมัน ทั้งที่ แนวทางที่ให้ดับเครื่องยนต์ในการะเติมน้ำมัน นั้นมีประโยชน์มากมาย

ประการแรก คือการลดความเสี่ยงในการเกิดไอน้ำมัน ที่อาจจะเป็นต้นตอของการระเบิดได้ ไอน้ำมันในถัง หรือ Vapour จะเห็นได้ชัด ทุกครั้งที่เด็กปั๊มเปิดฝาถังออก และ จะมีต่อเนื่อง ในระหว่างที่ถังถูกเปิดผนึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่เราวิ่งรถมาในระยะทางไกลๆ เจ้าไอน้ำมันนี้ จะเยอะมากเป็นปกติ เนื่องจากมีแรงดันในถังเก็บในรถ และจะเล็ดรอดออกมา ทันที ที่มีการเปิดฝาถังน้ำมัน

ถึงจะฟังไม่อันตราย มันก็แค่ไอน้ำมัน มันจะทำอันตรายอะไรได้ แต่หลักการเดียวกันนี้ ก็ใช้ในการสันดาปปกติในเครื่องยนต์ด้วย เครื่องยนต์เบนซินรุ่นเก่า จะใช้การผสมน้ำมันกับอากาศ ก่อนเข้าสู่ห้องเผาไหม้ และ ใช้หัวเทียนสร้างประกายไฟในการจุดระเบิด เป็นแรงดันลูกสูบ เกิดกำลังเครื่องยนต์ให้เราขับขี่

ฉันใดก็ฉันนั้น หลักการเดียวกัน สามารถเกิดได้ กับโลกภายนอก เมื่อไอน้ำมันออกมาจากถัง ในระหว่างการเติมน้ำมัน การมีสิ่งใดกระตุ้นให้เกิดประกายไฟ ก็สามารถ เปลี่ยนให้การเติมน้ำมัน กลายเป็นหายนะได้ในทันที

ที่จริงในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเมืองหนาว มีความกังวลมากที่สุดว่า ประกายไฟ อาจเกิดได้จากไฟฟ้าสถิต ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้ ตั้งใจ ทั้งจาก การขึ้นลงรถ โดยใช้ร่างกายแตะกับชิ้นส่วนรถ เหมือนที่คุณชอบโดนไฟฟ้าช๊อต ในหน้าหนาว หรืออาจจะมีจากสัญญาณมือถือ กระทั่งชิ้นส่วนที่บกพร่องของเครื่องยนต์เองก็ดี อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ทางเดียวกัน แนวทางดับเครื่องยนต์ก่อนเติมน้ำมัน ก็เพื่อป้องกันความประมาทเลินเล่อในระหว่างขั้นตอนเติมน้ำมัน ของลูกค้า เช่น เผลอไปจอดเกียร์ N เป็นโดน เกียร์ D หรือ R ทำให้ รถเคลื่อนที่ หรือ รถไหล ระหว่างการเติมน้ำมัน เป็นต้น ไปจนถึง ยังป้องกัน การชักดาบของลูกค้าด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ยังช่วยลดมลภาวะจากปลายท่อไอเสีย ของเครื่องยนต์ ระหว่างการเติมน้ำมัน ซึ่งส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อผู้ปฏิบัติงานของปั๊มน้ำมัน ด้วย

ส่วนตัวเราเองก็ได้ประโยชน์ ตรงที่ จะไม่เสียน้ำมันไปฟรีๆ ในระหว่างที่เติมน้ำมัน ถึงจะนั่งอย่างสบายใจในรถ แต่ความสบายก็แลกกับน้ำมันที่ถูกเติมเพิ่มเข้ามา เนื่องจากเครื่องยนต์ยังซดน้ำมันต่อเนื่อง แม้จะอีกไม่กี่บาทก็ตามเถอะ สำคัญกว่านั้น ยังปลอดภัยต่อตัวคุณเอง และครอบครัวด้วย

ดังนั้น ถ้าถามว่า เติมน้ำมัน ควรดับเครื่องยนต์ หรือไม่

คำตอบ คือ ใช่ครับ คุณควรดับเครื่องยนต์ในระหว่างการเติมน้ำมัน และควรทำให้เป็นนิสัยในการใช้รถด้วย การทำเช่นนี้ ทำให้คุณปลอดภัย จากอันตรายในเรื่องไฟฟ้า สถิตที่อาจจะแจ็คพอท เกิดขึ้นได้ โดยไม่ตั้งใจ นั่นสำคัญกว่าความสบายเพียงไม่กี่นาที ในระหว่างการเติมน้ำมัน

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.ridebuster.com/why-stop-engine-refuel-2021/

น้ำยาหม้อน้ำลดลง…มันหายไปไหน?

สิงหาคม 26, 2021 / 378 / ข่าวสารยานยนต์
น้ำยาในหม้อน้ำลดลง เกิดจากสาเหตุใด?

ใครกำลังประสบปัญหานี้ เพิ่งเติมน้ำยาหม้อไปไม่นาน แต่น้ำลดลงเร็วมาก…มันหายไปไหน? เรื่องปกติ หรือ หม้อน้ำเกิดรอยรั่วตรงไหน ปล่อยทิ้งไว้จะมีปัญหาไหม วันนี้เรามีคำตอบครับ

สาเหตุการหายไปหรือการลดระดับของน้ำยาหม้อน้ำ มีอยู่หลายประเด็น ดังนี้
1) เกิดจากการใช้งาน ที่ระยะเวลายาวนานมาก (เช่น 5 ปีขึ้น) โดยไม่เปลี่ยนถ่ายหรือเติมเพิ่ม
– เพราะตามปกติแล้วน้ำยาหม้อน้ำจะไม่ลดลง เนื่องจากระบบหม้อน้ำสำหรับระบายความร้อนเป็นระบบปิด – แต่อาจเกิดจากการใช้งานที่ยาวนานมากจนเกินไป จนไปตกค้างตามชิ้นส่วนต่างๆ ที่น้ำยาหม้อน้ำไหลผ่าน หรือน้ำที่ใช้ผสมในน้ำยาหม้อน้ำ ระเหยตัวจากความร้อนเป็นบางส่วน

2) เกิดการร่วมซึมจากข้อต่อหรือท่อยางต่างๆ ในระบบ
– เนื่องจากระบบหม้อน้ำ ประกอบด้วยท่อหลายส่วน เช่น ท่อน้ำเข้าระบบฮีทเตอร์ ท่อน้ำเข้าวาล์วน้ำ ท่อน้ำเข้าหม้อน้ำ จึงอาจเกิดการรั่วจากระหว่างข้อต่อกับท่อต่างๆ หรือรั่วที่ปั๊มน้ำ
– ซึ่งหากเกิดการรั่วไหล บริเวณจุดที่กล่าว ข้อดี คือ เรายังสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายด้วยตาเปล่า จากคราบน้ำยาที่ไหลออกมา หรือน้ำยาที่หกรั่วไหลที่ตามพื้นถนน

3) การรั่วของวัสดุที่ใช้ทำหม้อน้ำ สาเหตุจากการกัดกร่อน
– อาจเกิดจาก น้ำที่ใช้ผสมกับน้ำยาหม้อน้ำเป็นน้ำกระด้าง ไม่สะอาด เช่น น้ำคลองหรือน้ำบาดาล น้ำจากแหล่งธรรมชาติ สิ่งปนเปื้อนที่ติดมากับน้ำเหล่านี้ ก่อให้เกิดสนิม คราบตะกรัน ตะกอนหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ มีผลต่อการกัดกร่อนหม้อน้ำ

4) การรั่วจากอุบัติเหตุในการขับขี่
– เช่น ที่ครีบระบายความร้อนหม้อน้ำ เกิดโดนหินกระเด็นมาชนจนมีรอยรั่ว ก็เป็นสาเหตุทำให้ระบบระบายความร้อนล้มเหลว เสียหายได้

5) การรั่วภายในเครื่องยนต์
– การรั่วลักษณะนี้ ส่งผลเสียที่ค่อนข้างรุนแรง กล่าวคือ เราไม่สามารถมองเห็นคราบ รอยรั่ว น้ำยาที่รั่วไหล ได้ด้วยตาเปล่า
– แต่น้ำยาหม้อน้ำ เกิดการรั่วไหลเข้าสู่ระบบอื่น เช่น อาจมีน้ำไหลเข้าไปสู่ห้องเผาไหม้ หรือที่อ่างน้ำมันเครื่อง ซึ่งผลที่ตามมาจะร้ายแรงกว่าประเด็นอื่นๆ อาจทำให้เครื่องยนต์พัง เสียหายได้ในที่สุด

ดังนั้น เราควรตรวจสอบระดับน้ำยาหม้อน้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ต่อครั้ง สำหรับรถเลขไมล์สูงเกินกว่า 200,000 กม. เพราะปริมาณที่ลดลงของน้ำยาหม้อน้ำ อาจส่งผลต่อการระบายความร้อนที่ไม่เพียงพอ อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อความเสียหายของเครื่องยนต์

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.valvoline.co.th/information/tips/202110.php

ใบขับขี่ มีกี่ประเภท ? และการต่อใบขับขี่ในสถานการณ์โควิด

สิงหาคม 26, 2021 / 68 / ข่าวสารยานยนต์
มาตรการการต่อใบขับขี่ในสถานการณ์โควิด

ด้วยสถานการณ์โควิดระบาดต่อเนื่อง กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ผ่อนผันการบังคับใช้กฎหมาย โดยใบขับขี่ที่หมดอายุแล้ว ยังสามารถใช้ได้ถึง 30 มิถุนายน 2564 หรือจนกว่าจะมีประกาศเป็นอย่างอื่น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนและสำหรับผู้ต้องการต่ออายุใบขับขี่สามารถต่ออายุได้ล่วงหน้า 6 เดือนก่อนใบขับขี่หมดอายุ โดยเข้าอบรมออนไลน์ได้ที่ www.dlt-elearning.com และสามารถนำผลผ่านการอบรมออนไลน์ เพื่อเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกายและออกใบอนุญาตขับรถที่สำนักงานกรมขนส่งที่สะดวก

สำหรับผู้ขับขี่ทุกคน ก่อนที่จะสามารถนำรถมาใช้บนท้องถนน ไม่ว่าจะขับรถชนิดใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่จะต้องมีและเตรียมให้พร้อมก็คือ ใบอนุญาต

ขับรถหรือใบขับขี่ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 11 ชนิด ดังนี้
1. ใบอนุญาตขับรถชนิดชั่วคราว อายุ 1 ปี
   – ใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราว
   – ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อชั่วคราว
   – ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
2. ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล อายุ 5
3. ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล อายุ 5
4. ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ อายุ 3
5. ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ อายุ 3
6. ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล อายุ 5
7. ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ อายุ 3
8. ใบอนุญาตขับรถบดถนน อายุ 5
9. ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์ อายุ 5
10. ใบอนุญาตขับรถชนิดอื่นนอกจาก (1) ถึง (9) อายุ 5
11. ใบอนุญาตขับรถตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี (ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ) อายุ 1

โดยปัจจุบันใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพถูกยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงใบขับขี่แบบชั่วคราว และแบบ 5 ปี ซึ่งมีเอกสารและขั้นตอนในการต่อใบขับขี่ดังนี้

การต่ออายุใบขับขี่ จากชนิดชั่วคราว (2 ปี) เป็น 5 ปี มีเอกสารที่ต้องใช้ต่อใบขับขี่ปี 2564 ดังนี้ :
   – ใบขับขี่ชั่วคราวอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี
   – บัตรประชาชนฉบับจริง
   – ใบรับรองแพทย์แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่งมีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด แต่ต้องออกก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน

ขั้นตอนการต่อใบขับขี่ 
1. ตรวจสอบเอกสาร และออกคำขอ
2. ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ประกอบไปด้วย
   2.1 ทดสอบการมองเห็นสี ที่จำเป็นในการขับรถ
   2.2 ทดสอบสายตาทางลึก
   2.3 ทดสอบสายตาทางกว้าง
   2.4 ทดสอบปฏิกิริยาเท้าในการเหยียบเบรกหลังเห็นไฟสัญญาณ
3. ถ่ายรูปพิมพ์ใบขับขี่
4. ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใบขับขี่ 505 บาท


**หมายเหตุ: ผู้ขับขี่สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 60 วัน หรือ 2 เดือน หากขาดต่ออายุใบขับขี่ กรณีสิ้นอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี จะต้องสอบข้อเขียนใหม่ หากสิ้นอายุเกิน 3 ปี เพิ่มขั้นตอนการอบรม, ทดสอบข้อเขียน และทดสอบขับรถ

การต่ออายุใบขับขี่ จากชนิดชั่วคราว (2 ปี) เป็น 5 ปี มีเอกสารที่ต้องใช้ต่อใบขับขี่ปี 2564 ดังนี้ :
   – ใบขับขี่ชั่วคราวอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี
   – บัตรประชาชนฉบับจริง
   – ใบรับรองแพทย์แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่งมีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด แต่ต้องออกก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน

การต่ออายุใบขับขี่ชนิด 5 ปี เป็น 5 ปี มีเอกสารที่ต้องใช้ต่อใบขับขี่ปี 2564 ดังนี้ :
   – ใบขับขี่เดิม หรือใบแทน    – บัตรประชาชนฉบับจริง

ขั้นตอนการต่อใบขับขี่
1. ตรวจสอบเอกสาร และออกคำขอ
2. ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
   2.1 ทดสอบการมองเห็นสี ที่จำเป็นในการขับรถ
   2.2 ทดสอบสายตาทางลึก
   2.3 ทดสอบสายตาทางกว้าง
   2.4 ทดสอบปฏิกิริยาเท้าในการเหยียบเบรกหลังเห็นไฟสัญญาณ
3. อบรม 1 ชั่วโมง
4. ถ่ายรูปพิมพ์ใบขับขี่
5. ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใบขับขี่ 505 บาท

**หมายเหตุ: ผู้ขับขี่สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน หรือ 3 เดือน หากขาดต่ออายุใบขับขี่ กรณีสิ้นอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี จะต้องสอบข้อเขียนใหม่ หากสิ้นอายุเกิน 3 ปี เพิ่มขั้นตอนการทดสอบข้อเขียน, การสอบขับรถ และใบรับรองแพทย์ที่ขอไว้ไม่เกิน 1 เดือน

อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์โควิดระบาดต่อเนื่อง กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ผ่อนผันการบังคับใช้กฎหมาย ใบอนุญาตขับรถและใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถที่สิ้นอายุแล้ว ยังใช้ได้ถึง 30 มิถุนายน 2564 หรือจนกว่าจะมีประกาศเป็นอย่างอื่น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน

และสำหรับผู้ต้องการต่ออายุใบขับขี่ สามารถต่ออายุได้ล่วงหน้า 6 เดือนก่อนใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุ โดยเข้าอบรมออนไลน์ได้ที่www.dlt-elearning.com และสามารถนำผลผ่านการอบรมออนไลน์ติดต่อสำนักงานขนส่งเพื่อเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกายและออกใบอนุญาตขับรถได้โดยไม่ต้องอบรมที่สำนักงานอีก

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.valvoline.co.th/information/tips/202119.php

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ

กรกฎาคม 20, 2021 / 431 / ข่าวสารยานยนต์

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ

ตัวเลขที่อยู่ในชีวิตเราล้วนมีอิทธิพลความเชื่อต่างๆ อยู่เสมอ วันนี้แม่หมอ Smile Insure จะพาทุกคนมาเช็คเลขตัวสุดท้ายของป้ายทะเบียนรถคุณ โดยที่เราจะใช้แค่เลข 1 ตัวเท่านั้น จาก 1 – 9 มาดูกันดีกว่าว่านิสัยคุณตรงตามนี้รึเปล่า? 

อย่างแรกเรามาดูวิธีการคิดกันก่อนดีกว่าค่ะ ตัวอย่างทะเบียนรถ กข 9124 ให้คุณนำตัวเลขทั้งหมดมาบวกกันดังนี้ 9+1+2+4 = 16  แต่ถ้านำมาบวกกันแล้วได้เลขสองหลัก ให้นำทั้งสองหลักนั้นมาบวกกันอีกที จะได้เป็น 1+6 = 7 ค่ะ แต่ถ้าหากได้เป็นเลข 1 หลัก ก็ได้ยึดเลขตามนั้นได้เลย

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ │Smile Insure

เลข 1

เลขนี้เป็นเลขที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้นำ นิสัยของคนขับนั้นเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองมาก ค่อนข้างใจร้อน ไม่ชอบเป็นผู้ตาม เวลาขับรถจะเป็นคนที่ชอบขับซิ่งและไม่ชอบให้ใครมาขับจี้ ชอบขับบนถนนโล่ง ไฟสว่างที่มองเห็นชัด ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่ขับรถเลขทะเบียนที่ลงท้ายด้วยเลข 1 ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้บริหาร

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ │Smile Insure

เลข 2

เลขทะเบียนที่ลงท้ายด้วยเลข 2 ถ้าผู้ใช้เป็นผู้หญิงจะเป็นอะไรที่ดีมาก แสดงถึงความอ่อนโยนของคนขับ แต่ถ้าเป็นผู้ชายก็จะมีนิสัยการขับรถแบบนุ่มนวล อ่อนโยน มีความน่ารักแบบผู้หญิงซ่อนอยู่ แต่อารมณ์จะแปรปรวนง่ายมาก ตัดสินใจช้า ในบางครั้งใจอาจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไร

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ │Smile Insure

เลข 3

เลขนี้บ่งบอกเลยว่าคุณเป็นคนใจกล้า ชัดเจน ตัดสินใจเด็ดขาด และใจร้อนมาก กล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะชอบความท้าทาย ถึงจะเป็นสิ่งที่ไม่ชินก็พร้อมเดินหน้าลุยได้ทุกเมื่อ แต่บางทีการที่ตัดสินใจเร็วไป ก็อาจจะทำให้ต้องระวังในเรื่องความปลอดภัยเวลาขับรถมากขึ้น

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ │Smile Insure

เลข 4

นิสัยของคนที่เลขทะเบียนลงท้ายด้วยเลข 4 บ่งบอกเลยว่าคนๆ นี้มีการเดินทางบ่อยทั้งใกล้ และไกลเพื่อเจรจาในเรื่องการทำงาน เพราะเป็นคนที่พูดเก่ง เรียกได้ว่าเป็นคนมีวาทศิลป์ แต่บางครั้งก็อาจจะโลเล และเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง ไม่ค่อยจะเชื่ออะไรง่ายๆ ค่อนข้างยากที่จะเดาทางได้ ไม่มีความแน่นอน สังเกตได้เลยว่ารถของคนเลขนี้มักไม่ค่อยมีระเบียบ หรือเรียกง่ายๆ ว่ารถรกนั่นเอง

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ │Smile Insure

เลข 5

เลขนี้แสดงให้เห็นว่าคุณมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ในตัวสูง มีความหนักแน่น ใจเย็น สุขุม และเป็นคนเก่งในด้านวิชาการ เมื่อขับรถก็จะขับช้าๆ ชิลๆ คันที่ตามหลังก็อาจจะหงุดหงิดได้บ้าง บางทีก็ชอบให้ทางผู้อื่น แต่คุณเป็นคนที่รักษากฎและมีวินัยจราจรมากๆ เลยล่ะ 

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ │Smile Insure

เลข 6

เลข 6 บ่งบอกเลยว่าคุณเป็นคนมีอารมณ์ศิลป์ ชอบฟังเพลง ร้องเพลงบนรถ มีเสน่ห์ที่น่าสนใจ อารมณ์นุ่มนวล งานที่ทำเหมาะจะเป็นเกี่ยวกับด้านงานศิลปะ บันเทิง แต่ในขณะเดียวกันคุณก็เป็นคนที่มีระเบียบ และก็รักรถมาก จะระมัดระวังในการขับตลอดเวลา ไม่ค่อยเจออุบัติเหตุ แต่ขอเตือนเลยว่า อย่าเพลิดเพลินกับการร้องเพลงจนเกิดอุบัติเหตุได้นะ 

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ │Smile Insure

เลข 7

คนเลขนี้ค่อนข้างเป็นขาลุย ใช้งานรถหนักเป็นประจำ เป็นคนที่ค่อนข้างจะมีความอดทน มีความละเอียด มักจะวางแผนไว้ก่อนทำอะไรบางอย่างเสมอ และเป็นคนที่หาเงินเก่งมาก แต่บางครั้งก็ต้องระวังเวลาขับรถเพราะคุณชอบวิตกกังวลแอบคิดเรื่องงานตลอด

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ │Smile Insure

เลข 8

เลขนี้เป็นคนที่มีไหวพริบดี พลิกแพลงเก่ง และมักแก้ไขสถานการณ์ได้ดี เพราะเป็นคนที่ชอบตัดสินใจเร็ว เวลาชอบอะไรก็จะชอบแค่แปปเดียว คุณเป็นคนที่ชอบการเสี่ยงโชค และมีความกล้าในการลงทุนกับอะไรบางอย่าง  คุณเป็นคนที่ใจกล้าเวลาขับรถ ชอบหาทางลัดเพื่อให้ถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ซอยแคบแค่ไหนก็พร้อมไปหมด

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ │Smile Insure

เลข 9

นิสัยของเลข 9 จะเป็นคนที่มีความขยัน คล่องแคล่ว ชอบเดินทางไกล เป็นคนที่ทันสมัย อัพเดทเกี่ยวกับเรื่องปัจจุบันตลอดเวลา ชอบทำธุรกิจติดต่อการงาน การทำงานหนักของคุณจะทำให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก

เป็นยังไงบ้างคะทุกคน ตรงกันบ้างมั้ยเอ่ย แต่ที่สำคัญกว่านั้น การขับรถอย่างมีสติ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เราได้หายห่วง ยิ่งทำประกันรถยนต์ไว้ก็อุ่นใจกว่าแน่นอน สนใจประกันประเภทไหนปรึกษา Smile Insure ได้เลย ทางเรามีประกันภัยชั้นนำจาก วิริยะ, กรุงเทพ, อาคเนย์, เมืองไทย, คุ้มภัยโตเกียวมารีน, แอลเอ็มจี, ไทยศรี, เอเชีย, สินทรัพย์, ธนชาต ให้คุณได้เลือกตามใจชอบเลยค่า

cr. smileinsure.co.th/blogs/เช็คนิสัย-จากเลขทะเบียนรถ

การดูแล รถมือสอง สีดำ จะต้องทำยังไง

กรกฎาคม 20, 2021 / 429 / ข่าวสารยานยนต์

รถสีดำ เป็นรถที่ดูแล้วสวยเข้ม มีเสน่ห์ลึกลับและดูมีพลังในตัว จึงไม่แปลกเลยที่มีคนนิยมใช้รถสีนี้กันมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นระดับผู้บริการ หรือผู้นำ เราจะเห็นว่ามีการใช้รถสีดำเยอะมากกว่าสีอื่น แต่อย่างไรก็ตาม รถสีดำ ถือเป็นรถปราบเซียน ! เนื่องจากมันเป็นรถที่เห็นรอยเปื้อนและรอยขูดขีดได้ง่ายมาก ! คนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรถ แนะนำให้เลือกรถสีอื่นดีกว่า ! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถมือสอง หากว่าเป็นรถสีดำ ต้องเลือกให้ดีตั้งแต่ตอนซื้อ ดูรอยอะไรต่างๆ ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นปัญหาสะสมภายหลังให้ปวดใจ !!

วิธีการดูแล รถมือสอง สีดำ ให้สวยอยู่ได้นาน

1.       หมั่นล้างทำความสะอาดรถอย่างน้อยๆ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง แม้ว่ารถของเราจะเป็น รถมือสอง แต่การล้างทำความสะอาดเป็นประจำทุกอาทิตย์ช่วยคืนความสดใสให้รถของเราได้ เพราะได้รับการชำระฝุ่นผงและคราบสกปรกที่ติดผิวของรถออกไป การปล่อยทิ้งไว้นานไม่มีการล้าง ทำให้เกิดคราบสกปรกฝังแน่น

2.       ในการล้างทำความสะอาดรถสีดำ เราจะต้องใช้น้ำสะอาดฉีดล้างคราบฝุ่นผงออกให้มากที่สุดก็ที่จะมีการใช้ผ้าเปียกเช็ดถูไปเบาๆ และควรเช็ดไปในทางเดียว

3.       ห้ามใช้ไม้ขนไก่ หรือผ้าแห้งๆ เช็ดทำความสะอาดรถเด็ดขาด ! อันนี้สำคัญมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือ รถมือสอง เพราะการที่เราใช้ไม้ขนไก่ หรือผ้ามาปัดๆ เช็ดๆ หวังว่าจะเป็นการทำความสะอาดนั้น มันเป็นตัวการทำให้เกิดรอยขีดข่วนขนาดเล็กที่เรียกว่ารอยขนแมว ! ซึ่งมันเห็นได้ชัดมากๆ ในรถสีดำ !!! ที่เป็นเช่นนี้ก็เกิดจาก เวลาที่เราปัด หรือเช็ด เอาฝุ่นผงออก มันเป็นการไปกดให้เม็ดฝุ่นเม็ดทรายขนาดเล็กที่มีความแข็งกว่าชั้นผิวด้านนอกของสีรถ ครูดไปมา ไม่ต่างจากกระดาษทราบเอาลงไปปัด ! ทำให้เกิดรอยขีดข่วนเล็กๆ ขึ้นได้

4.       ทำการเคลือบสีรถ หากเป็นการใช้แว็กซ์ทั่วไป ก็ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ ควรทำทุกครั้งหลังจากล้างรถเสร็จ แต่หากว่าสามารถทำได้ ก็ไปเคลือบแก้ว เคลือบเซรามิค ที่มั่นใจได้ว่ามีความแข็งและลื่นเคลือบเอาไว้อีกชั้น เป็นการเพิ่มความมั่นใจและลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสีรถ

5.       ในกรณีที่ รถมือสอง ของเรามีรอยขีดข่วนมาเยอะ ก็ควรเอาไปทำการขัดสีและทำเคลือบสีเอาไว้ ก็จะทำให้รถสีดำของเราสวยทนสวยนานมีความเงางามอยู่เสมอ

รอยขนแมวจะเห็นได้ชัดเจนถ้าเป็นรถสีดำ

รอยถลอกก็ชัด

cr. www.carszana.com/articel-detail/การดูแล-รถมือสอง-สีดำ-จะต้องทำยังไง/51/en

จอดรถพื้นลาดเอียง เป็นเวลานาน ส่งผลเสียต่อรถของคุณหรือไม่ ?

กรกฎาคม 20, 2021 / 407 / ข่าวสารยานยนต์

ด้วยพื้นที่จอดรถของคนใช้รถเเต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีพื้นที่กว้าง บางคนแคบ หรือบางคนก็ต้องจอดรถบนพื้นที่ไม่เสมอกันหรือพื้นที่เอียงลาดไปด้านใดด้านหนึ่งด้วยความจำเป็นเนื่องจากมีพื้นที่จำกัดไม่สามารถเลี่ยงได้ จึงต้องจอดรถแบบเอียงๆ ทุกวัน คำถามคือ เเล้วถ้าเรา จอดรถบนพื้นเอียงแบบนี้ทุกวันจะส่งผลเสียใดๆ กับรถ ยาง ระบบกันกระแทกของรถหรือไม่

การ จอดรถบนพื้นเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งไม่ว่าทางซ้ายหรือขวา แน่นอนว่าน้ำหนักของตัวรถจะต้องเทไปด้านที่ลาดเอียงมากกว่าปกติอยู่เเล้ว หากจอดติดต่อกันเป็นเวลานานย่อมเกิดการสึกหรอต่อ ยาง โช๊ค สปริง ลูกหมาก ได้ง่าย หากจอดทุกๆ ระบบช่วงล่างของรถย่อมต้องมีปัญหามากกว่ารถที่จอดบนพื้นเรียบปกติ ระดัับความเอียงทีจะส่งผลกระทบต่อรถมากที่สุดคือตั้งแต่ 15 องศาขึ้นไปจนถึง 45องศา เมื่อน้ำหนักของตัวรถเทไปในตำแหน่งที่ไม่เท่ากัน ระบบช่วงล่าง เช่น ยางก็ต้องรับน้ำหนักฝั่งที่เอียงมากกว่าปกติ หากจอดเป็นระยะเวลานาน หรือจอดเป็นประจำ ยางข้างที่รับน้ำหนักบ่อยๆ จะมีปัญหาบวมได้ง่ายกว่าข้างที่ไม่ต้องรับน้ำหนัก เเละรถเสื่อมเสียสมดุลย์ ไม่เท่ากัน หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า กินยาง

นอกจากเรื่องยางเเล้วการ จอดรถบนพื้นเอียงเป็นเวลานานจะทำให้รถสูญเสียสมดุลโครงสร้างของรถจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะรถยนต์ที่โครงสร้่างไม่มีคลัชซีจะยิ่งส่งผลต่อตัวรถมีโอกาสที่โครงสร้างรถเสียหาย บิดตัว รถเสียการทรงตัว รถเอียงตามมา

ดังนั้นการ จอดรถบนพื้นเอียงด้านใดด้านหนึ่งไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาย่อมส่งผลเสียต่อรถแต่หากเป็นการจอดแบบชั่วคราวยังไม่ต้องวิตกเรื่องนี้มากนักเพียงแค่อย่าลืมใส่เกียร์ P ยกเบรกมือขึ้น หรือหากเป็นการจอดบนพื้นลาดเอียงหน้าลอย หรือหน้ารถกดลงพื้น ควรหาก้อนหินมาหนุุนที่ล้อด้วย เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวของรถในเหตุสุดวิสัย

cr.www.รถนิยม.com/จอดรถพื้นลาดเอียง-เป็นเวลานาน-ส่งผลเสียต่อรถของคุณหรือไม่-สาระน่ารู้เรื่องรถ

อายุการใช้งานของ ยางรถยนต์ ไม่ควรใช้เกิน 2 ปี จริงหรือไม่

กรกฎาคม 20, 2021 / 409 / ข่าวสารยานยนต์

ยางรถยนต์ ถือว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญอันดับต้นๆ หากเราใช้งานไปสักระยะ ยางรถยนต์ ก็จะเริ่มเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ ตามวันและระยะเวลาของการขับขี่ใช้งาน แต่โดยส่วนใหญ่เรามักจะได้ยินว่า ยางรถยนต์ มีอายุการใช้งานไม่เกิน 2 ปี ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละบุคคล ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร อายุการใช้งานของยางรถยนต์ไม่ควรเกิน 2 ปี จริงหรือไม่ แล้วถ้าใช้ไปเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

หลายคนก็ตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้ว ยางรถยนต์ มีอายุการใช้งานกี่ปีกันแน่ ซึ่งความเป็นจริงแล้วอายุการใช้งานของยางรถยนต์ เราสามารถสังเกตได้จาก 3 ข้อดังนี้

  • ความลึกของดอกยาง ต้องมีความลึกประมาณ 8-9 มิลลิเมตร แต่ไม่ควรตำกว่า 3 มิลลิเมตร เพราะดอกยางมีหน้าที่ช่วยรีดน้ำออก เพื่อให้หน้ายางได้สัมผัสกับพื้นถนนได้เป็นอย่างดี
  • ความชำรุดของโครงสร้างยาง เช่น รอยแผลใหญ่ที่เกิดจากถูกของมีคม และโครงสร้างของหน้ายางโดยเฉพาะแก้มยางบอบช้ำที่เกิดจากปีนขอบข้างทางอย่างแรงจนสะเทือนไปถึงกระทะล้อชำรุด หรือถูกบดในขณะที่ขับรถในระยะทางไกลโดยไม่มีลมยาง
  • อายุของยาง นับตั้งแต่วันผลิต ไม่ควรเกิน 6 ปี สำหรับยางรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงพอ

cr. www.รถนิยม.com/อายุการใช้งานของ-ยางรถยนต์-ไม่ควรใช้เกิน-2-ปี-จริงหรือไม่-สาระน่ารู้เรื่องรถ/

ดูรถมือสองไม่ให้ถูกย้อมแมว

กรกฎาคม 16, 2021 / 431 / วิธีดูรถมือสอง

รถมือสองย้อมแมวดูยังไง

ถ้าหากเราไม่มีความรู้เรื่องรถมือสอง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัท หรือเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ว่ารถยนต์คันดังกล่าวที่เราต้องการซื้อนั้น อยู่ในสภาพพร้อมงานหรือไม่ หรือรถคันนั้นเคยมีอุบัติเหตุชนหนัก น้ำท้วม หรือตัวเครื่องยนต์นั้น ยังคงดีพร้อมใช้งานหรือไม่ ถ้าหากเราไม่มีความชำนาญพอ จึงต้องปรึกษาผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรถยนต์โดยเฉพาะมาตรวจสอบให้

วิธีดูรถมือสอง

ในส่วนของตัวถังรถยนต์นั้น จะต้องไม่มีการชนหนัก อุบัติเหตุ พลิกคว่ำ จนถึงตัวคานรับของตัวรถยนต์ และในส่วนของเครื่องยนต์เครื่องยนต์จะต้องมีการทำงานของระบบเครื่องยนต์เดินเรียบปกติ

อุปกรณ์ภายในห้องเครื่องจะต้องมีการใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีการขาดหรือชำรุด หากอุปกรณ์ภายในห้องเครื่องมีการชำรุดหรือไม่ทำงานตัวใดตัวหนึ่ง จะส่งผลทำให้เครื่องยนต์สามารถสะดุดหรือเกิดความเสียหายในขณะเครื่องยนต์ทำงานอยู่ ทำให้เครื่องพังได้

และที่สำคัญของเหลวภายในเครื่องยนต์จะต้องหมั่นตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้น้ำในหม้อน้ำ หรือน้ำมันเครื่องขาดไปโดยเด็ดขาด เพราะจะส่งผลโดยตรงกับตัวเครื่องยนต์โดยตรง หรือสามารถสอบถามวิธีการดูรถได้ที่ https://lin.ee/y7VxUsw

การเปลี่ยนยางรถยนต์ จำเป็นมั้ยต้องเปลี่ยนทั้ง 4 ล้อ

มิถุนายน 15, 2021 / 420 / ข่าวสารยานยนต์

การเปลี่ยนยางรถยนต์ จำเป็นมั้ยต้องเปลี่ยนทั้ง 4 ล้อ

การเปลี่ยนยางรถยนต์ จำเป็นมั้ยต้องเปลี่ยนทั้ง 4 ล้อ

เชื่อว่ามีหลายท่านสงสัยเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการเปลี่ยนล้อ ว่า สามารถเปลี่ยนทีละล้อได้หรือไม่ จะได้ประหยัด หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนให้ครบทุกล้อพร้อมๆ กัน มาดูคำตอบกันครับ

การเปลี่ยนยางรถยนต์ ผู้ใช้รถก็จะต้องมองหายางที่มีคุณสมบัติตามต้องการมาเปลี่ยนพร้อมกันทีเดียว ให้ทั้ง 4 ล้อใช้ยางในขนาด, แบรนด์ และ รุ่นเดียวกัน หากมีปัญหาติดขัด งบไม่พอที่จะเปลี่ยนยางพร้อมกันทั้ง 4 เส้น การเปลี่ยนยางรถยนต์ไปก่อน 2 เส้นก็เป็นสิ่งที่พึงนิยมทำได้เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเอายางคู่ใหม่ที่ได้มาไปใส่ที่ล้อหน้าก่อน เพราะว่าล้อหน้าเป็นคู่ที่ทำงานหนักกว่า 2 ล้อหลังนั่นเอง

นั่นเพราะ ยางรถยนต์ที่ใส่อยู่กับล้อหน้า มีอัตราการเสื่อมสภาพสูงกว่าล้อหลัง เนื่องจาก ล้อหน้า จะเป็นล้อที่ทั้ง เลี้ยว, ขับเคลื่อน, เผชิญกับสภาพถนนที่เป็นหลุมบ่อก่อนล้อหลังเสมอ แถมยังต้องแบกรับน้ำหนักของเครื่องยนต์เอาไว้ด้วย ดังนั้น หลักการทั่วไปจึงควรเอายางใหม่ ไปใช้กับล้อคู่หน้าก่อน

ขณะเดียวกัน หากมีกรณีที่อาจจะนำมาซึ่งคำถามว่า จะทำการเปลี่ยนยางแค่เส้นเดียวได้หรือไม่ อย่างเช่นเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย ยางเส้นใดเส้นหนึ่ง โดนตะปูตำ หรือว่า ยางรั่ว สามารถซ่อมโดยการปะยางโดยไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ ยกเว้นเป็นรอยฉีกขาดขนาดใหญ่เกินไป หรือการเสียหายบริเวณของแก้มยาง ซึ่งหากนำมาใช้งานต่อก็จะส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ครับ

สรุป คือ การเปลี่ยนยางรถยนต์ ควรเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 4 ล้อจึงจะดีที่สุดครับ เพราะจะได้นับอายุยางรถยนต์ได้เท่ากัน และยางแต่ละเส้นจะมีอายุการใช้งานเท่ากันด้วย ที่สำคัญดอกยางยังเต็มกว่า และหากยางที่ใส่อยู่กับล้อที่คู่กัน มีสภาพความสมบูรณ์แตกต่างกันมากไป ก็อาจจะส่งผลต่อการใช้งานไม่มากก็น้อยได้ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนควรหมั่นสังเกต และใส่ใจสภาพดอกยางของล้อทั้ง 4 สม่ำเสมอ

credit : https://www.valvoline.co.th/information/tips/202124.php

จอดรถตากแดดเป็นเวลานานมีผลเสียอย่างไร อันตรายหรือไม่ ?

มิถุนายน 15, 2021 / 423 / ข่าวสารยานยนต์

จอดรถตากแดดเป็นเวลานานมีผลเสียอย่างไร อันตรายหรือไม่ ?

          หากจำเป็นต้องจอดรถตากแดดทุกวันจะมีผลเสียอย่างไรกับรถยนต์ อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนไหนจะได้รับอันตรายและจะมีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง
จอดรถตากแดด

          ทุกวันนี้แสงแดดในประเทศไทยนั้นร้อนระอุจนทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างเรานั่นก็คือรถยนต์ ด้วยปริมาณรถที่มากขึ้นสวนทางกับที่จอดรถในร่มมีไม่เพียงพอ ก็จำเป็นต้องจอดรถกลางแดดอันร้อนระอุ แต่รู้หรือไม่ว่ารถจอดตากแดดทุกวันอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก การจอดรถตากแดดนาน ๆ อาจทำให้อะไหล่รถบางชิ้นเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ วันนี้เราจะพามาดูว่าส่วนไหนของรถบ้างที่มีโอกาสพังเร็วเมื่อโดนแดดนาน ๆ

การจอดรถตากแดด ส่งผลเสียอย่างไรบ้าง

          ด้วยความร้อนจากแสงแดดในปัจจุบันที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงกลางวันอยู่ที่ 36-40 องศาเซลเซียส การจอดรถตากแดดย่อมทำให้รถยนต์มีอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในรถที่ปิดสนิท เพราะความร้อนจะถูกสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ตัวรถก่อนถ่ายเทเข้าสู่ห้องโดยสารที่เป็นพื้นที่ปิด โอกาสที่จะเกิดความเสียหายภายในห้องโดยสารก็มีมากขึ้น แม้จะไม่เกิดในทันทีแต่ก็เป็นการลดอายุการใช้งานของอะไหล่ต่าง ๆ ให้มีอายุสั้นลงกว่าปกติ

1. สีรถยนต์

          จุดแรกที่ต้องสัมผัสกับแสงแดดอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ขับรถออกจากบ้าน ยิ่งถ้าต้องจอดรถไว้กลางแจ้งเป็นเวลานาน รังสียูวีอาจทำให้แว็กซ์หรือสารเคมีที่ใช้ในการเคลือบสีรถให้ดูเงางามเสื่อมคุณภาพลง ส่งผลให้สีรถไม่เงางาม ดูหมองลง

2. ยางรถยนต์

          แม้จะเป็นการจอดรถอยู่เฉย ๆ แต่การที่ยางรถยนต์ต้องอยู่กลางแจ้ง ทนต่อความร้อนเป็นระยะเวลานาน ๆ ย่อมส่งผลให้ยางเสื่อมคุณภาพได้เร็วขึ้น ไม่ต่างจากการขับรถในเวลาปกติเลย

3. ฟิล์มกรองแสง

          อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะต้องรองรับกับแสงอาทิตย์โดยตรง แม้ฟิล์มกรองแสงจะมีหน้าที่ป้องกันความร้อนจากแสงแดดและรังสียูวี แต่การที่ฟิล์มต้องเจอกับความร้อนในทุก ๆ วันเป็นเวลานานก็อาจทำให้อายุการใช้งานสั้นลงกว่าปกติ
จอดรถตากแดด

4. ห้องโดยสาร

          บางคนอาจบอกว่าการจอดรถตากแดดเป็นการฆ่าเชื้อแบคทีเรียภายในห้องโดยสารไปในตัว แต่วิธีนี้ส่วนใหญ่จะมีการเปิดประตูรถเพื่อระบายความร้อน แต่การจอดรถตากแดดเป็นเวลานานโดยที่ทุกอย่างปิดสนิท จะทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในห้องโดยสาร ส่งผลให้วัสดุต่าง ๆ ที่เป็นหนัง ยางหรือพลาสติก เสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น

5. เครื่องยนต์

          ทุกครั้งที่สตาร์ตเครื่องและขับรถ เครื่องยนต์จะต้องเจอกับสภาวะอุณหภูมิที่สูงอยู่แล้ว แต่การจอดรถตากแดดเป็นเวลานาน เครื่องยนต์จะได้รับผลกระทบที่แตกต่างออกไป น้ำมันเครื่องอาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติจนเกิดอาการบวม และระบบปรับอากาศที่ต้องทำงานหนักเพื่อระบายความร้อน
          นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ต้องพึงระวังเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องจอดรถกลางแดดก็คือ อุปกรณ์หรือสิ่งของบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟได้หากอยู่ในที่ที่มีความร้อนเป็นเวลานาน เช่น ไฟแช็ก, แบตฯ สำรอง, โทรศัพท์มือถือ, ขวดสเปร์ย และขวดน้ำพลาสติก

เมื่อต้องจอดรถตากแดดควรทำอย่างไร

          หากคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนำรถจอดตากแดดทุกวันได้ ลองมาดูเคล็ดลับที่อาจทำให้รถยนต์ของคุณเกิดความเสียหายจากรังสียูวีและแสงแดดได้น้อยลง

1. ใช้ม่านบังแดด

          หากไม่สามารถหาที่จอดรถร่ม ๆ ได้ และจำเป็นต้องจอดรถตากแดด ม่านบังแดดเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่คุณควรนำมาใช้ ถึงแม้จะไม่ได้ปกป้องรถภายนอกได้ แต่ม่านบังแดดสามารถลดอุณหภูมิภายในห้องโดยสารไม่ให้สูงเกินไปได้ ทั้งยังช่วยปกป้องวัสดุและอุปกรณต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารได้ในระดับหนึ่ง
จอดรถตากแดด

2. หุ้มเบาะที่นั่ง

          เบาะรถยนต์ส่วนใหญ่ทำจากหนังหรือวัสดุพีวีซี ที่เมื่อได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์หรืออุณหภูมิภายในรถที่สูงขึ้นย่อมทำให้มีคุณภาพที่เสื่อมลง มีสีที่ซีดจาง และเกิดการแตกลายงาได้ การหุ้มเบาะจึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของเบาะรถยนต์

3. ผ้าคลุมรถ

          หากคุณเป็นคนรักรถที่จำเป็นต้องจอดรถตากแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุก ๆ วัน ขอเพียงแค่มีเวลาสักนิด หลังจากจอดรถเสร็จใช้ผ้าคลุมรถของคุณก็จะช่วยป้องกันรังสียูวีและแสงแดดได้ เพราะผ้าคลุมรถส่วนใหญ่จะมีการเคลือบสารสะท้อนแสงมาแล้วนั่นเอง

4. เคลือบ แว็กซ์สีรถ

          วิธีนี้ไม่ได้ปกป้องสีรถจากแสงแดดได้ 100% แต่ก็ดีกว่าการที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะการลงแว็กซ์หรือเคลือบสีรถจะช่วยปกป้องรถยนต์จากรังสียูวีได้ในระดับหนึ่ง แต่คุณจะต้องหมั่นลงแว็กซ์เป็นประจำเพื่อให้การปกป้องนี้คงประสิทธิภาพไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

5. ติดฟิล์มที่ตัวรถยนต์

          การติดฟิล์มที่ตัวรถหรือเรียกอีกอย่างว่าการ Wrap รถ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมเช่นกัน นอกจากจะช่วยป้องกันริ้วรอย หรือเศษหินที่อาจกระเด็นมาโดนแล้ว การ Wrap รถ ยังช่วยถนอมสีของรถ มีให้เลือกทั้งแบบสีต่าง ๆ และแบบใส สามารถลอกออกได้เมื่อไม่ต้องการใช้งานแล้ว ในส่วนของราคาอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดของรถยนต์
จอดรถตากแดด

6. ติดฟิล์มกรองแสงที่มีความเข้มข้นสูง

          อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลดความร้อนภายในห้องโดยสารหากต้องจอดรถตากแดดเป็นเวลานาน คือการเลือกติดฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพสูง และมีความเข้มข้นของฟิล์มที่มาก โดยทั่วไปรถที่ออกมาจากศูนย์บริการจะติดฟิล์มกรองแสงที่มีระดับความเข้มประมาณ 40-60% เท่านั้น เราสามารถเพิ่มระดับความเข้มของฟิล์มกรองแสงเป็น 60-80% ได้เช่นกัน แต่ควรเลือกประเภทของฟิล์มที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนในเวลากลางคืน และฟิล์มที่มีส่วนผสมของสารปรอทตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย

7. มองหาที่ร่มไว้ก่อน

          แม้จะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ในการปฏิบัตินั้นถือว่ายาก เพราะการหาที่จอดรถกลางแจ้งที่มีร่มเงาของสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างเช่น ตึก หรือต้นไม้นั้น ถือเป็นขุมทรัพย์อย่างหนึ่งที่คนรักรถทุกคนต่างต้องการในสิ่งเดียวกัน ฉะนั้นถ้าคุณมีโอกาส หรือมีเวลาวนรถหาที่จอดร่ม ๆ ก็ควรทำมันเป็นลำดับแรกเลย เพราะที่จอดร่ม ๆ จะช่วยปกป้องรถของคุณจากแสงแดดได้ดีที่สุดนั่นเอง

          อย่างไรก็ตาม จากวิธีการทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงวิธีแก้ปัญหาในเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องจอดรถตากแดดทุกวัน จอดรถตากแดดนาน ๆ เท่านั้น
ใครที่สะดวกหรือสนใจในวิธีการไหนก็ลองไปทำกันดูได้ตามความเหมาะสม แต่ถึงยังไงวิธีการที่ดีที่สุดที่ช่วยปกป้องรถยนต์ที่เรารักจากแสงแดดและรังสียูวีก็คือการจอดรถในที่ร่มนั่นเอง

 

 

credit : https://car.kapook.com/view242391.html

ต้องการความช่วยเหลือในการหารถ

ติดต่อเรา

ขายรถมือสองแยกตามยี่ห้อ

ขายรถ โตโยต้า มือสอง สภาพดี

ขายรถ นิสสัน มือสอง สภาพดี

ขายรถ เชฟโรเลต มือสอง สภาพดี

ขายรถ ฮอนด้า มือสอง สภาพดี

ขายรถ อิซูสุ มือสอง สภาพดี

ขายรถ มิตซูบิชิ มือสอง สภาพดี

ขายรถ ซูซุกิ มือสอง สภาพดี

ขายรถ ฟอร์ด มือสอง สภาพดี

ขายรถ มาสด้า มือสอง สภาพดี

ขายรถ KIA มือสอง สภาพดี

ขายรถ เอ็มจี มือสอง สภาพดี

ขายรถ TATA มือสอง สภาพดี