ข่าวสารรถยนต์

เฉลิมชัย รถบ้าน > ข่าวสารรถยนต์

6 ความเชื่อเกี่ยวกับรถมีไว้อุ่นใจเหมือนซื้อประกันภัยรถยนต์

พฤศจิกายน 28, 2022 / 487 / ข่าวสารยานยนต์

เพราะคนไทยกับความเชื่อนั้นเป็นของคู่กันมาตั้งแต่ช้านาน ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การทานอาหาร การทำงาน ที่อยู่อาศัย ไปจนถึง ความเชื่อเกี่ยวกับรถยนต์ ก็มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตคนไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อกันว่าสิ่งนั้นจะช่วยนำพาให้ชีวิตดีขึ้น มีโชคลาภ เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย วันนี้ masii เลยได้รวบรวม 6 ความเชื่อเกี่ยวกับรถ ที่หลายคนเชื่อถือและมีไว้เพื่อความอุ่นใจ เหมือนกับการซื้อประกันภัยรถยนต์ยังไงอย่างงั้น ว่าแล้วไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่! 6 ความเชื่อเกี่ยวกับรถ มีไว้อุ่นใจ เหมือนซื้อประกันภัยรถยนต์

1. สีรถถูกโฉลก

ความเชื่อแรกที่คนไทยส่วนใหญ่เชื่อกันนั่นก็คือ การเลือกสีรถถูกโฉลก โดยมีความเชื่อว่าหากเลือกสีรถที่ถูกโฉลกกับตัวเอง หรือสีรถถูกโฉลกกับวันเดือนปีเกิดของตัวเองแล้วนั้น จะช่วยส่งเสริมพลังงานที่ดีเข้ามาในชีวิต เช่น โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง ทั้งยังช่วยเสริมดวงชะตาเจ้าของรถอีกด้วย แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ซื้อรถที่มีสีถูกโฉลก ก็มักจะติดสติ๊กเกอร์ที่มีประโยคบอกสีมาแก้เคล็ดแทน เช่น รถคันนี้สีขาว รถคันนี้สีชมพู เป็นต้น

2. ป้ายทะเบียนรถยนต์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันนี้ ศาสตร์ของตัวเลขนั้นมีบทบาทต่อชีวิตคนเราเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เลขเบอร์โทรศัพท์ เลขที่บ้าน รวมไปถึง ป้ายทะเบียนรถยนต์ ที่หลายคนนิยมเลขทะเบียนรถมงคล โดยใช้วิธีการคำนวณผลรวมของตัวเลขทั้งหมดให้ออกมาเป็นเลขมงคล หรือเป็นเลขที่มีความหมายในทิศทางที่ดี มีสิริมงคล และส่งผลดีต่อชะตาชีวิตของเจ้าของรถนั่นเอง

3.ฤกษ์ออกรถ

นอกจากความเชื่อที่เกี่ยวกับการเลือกซื้อรถยนต์แล้ว ฤกษ์ออกรถก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่มีความสำคัญมาก โดยเชื่อกันว่าหากเลือกวันและเวลาที่เป็นฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ในการขับรถออกจากโชว์รูม ก็จะทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล มีโชคลาภ เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย

4. การเจิมรถ

หลายคนนิยมนำรถยนต์ไปเจิม ไม่ว่าจะเป็นการเจิมรถจากเกจิอาจารย์ชื่อดัง หรือพระอาจารย์ที่เคารพนับถือ ไปจนถึงการเจิมรถจากบุพการี ญาติผู้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมให้พระเป็นผู้เจิมรถให้ เพราะเชื่อกันว่าหากให้พระสงฆ์ทำพิธีเจิมรถ จะเป็นเหมือนการให้พร ช่วยนำพาให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา มีโชคมีลาภ ขับรถแคล้วคลาดปลอดภัย ไร้อุปสรรคและภยันตรายต่างๆ

5. บูชาพระหน้ารถ

นอกจากนี้คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธหลายคน ยังมีความเชื่อเรื่องการบูชาพระหน้ารถ รวมถึงเครื่องรางของขลังต่างๆ โดยเชื่อว่าคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคอยคุ้มครอง ปกปักรักษาให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยจากอันตราย ช่วยสร้างความเชื่อมั่นขณะขับรถ โดยพระหน้ารถที่คนนิยมบูชา ได้แก่ หลวงปู่ทวด หลวงปู่โต หลวงพ่อโสธร ครูบาศรีวิชัย เป็นต้น

6. การซื้อประกันภัยรถยนต์ 

นอกจากเรื่องความเชื่อในเรื่องของศาสตร์ต่างๆ และการมูเตลูแล้ว อีกหนึ่งความเชื่อที่หลายคนนิยมมีไว้เพื่อความอุ่นใจ นั่นก็คือ การซื้อประกันภัยรถยนต์ นั้นเองค่ะ เพราะว่าประกันรถยนต์นั้นสามารถดูแลและให้ความคุ้มครองเราได้ ทั้งในกรณีที่รถยนต์เกิดอุบัติเหตุจนทำให้รถยนต์เสียหาย ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ รวมถึงกรณีรถหาย ไฟไหม้รถ และน้ำท่วมรถ ก็ยังได้รับความคุ้มครอง เป็นต้น ซึ่งหากสนใจซื้อประกันภัยรถยนต์ สามารถ คลิกที่นี่ เพื่อเปรียบเทียบประกันรถยนต์ และ ซื้อประกันภัยรถยนต์ กับเว็บไซต์มาสิได้ง่ายๆ

แหล่งอ้างอิง https://masii.co.th/blog/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C

5 ความเชื่อควรทำหลังออกรถใหม่เพื่อความสบายใจในการขับขี่

พฤศจิกายน 28, 2022 / 482 / ข่าวสารยานยนต์

5 ความเชื่อ ควรทำหลัง ออกรถใหม่ ตามความเชื่อของ ศาสนาพุทธ ของคนไทย จะมีวิธีอย่างไรและมีขั้นตอนแบบไหนบ้าง ไปติดตามกันเลยครับ

ความเชื่อ ควรทำหลัง ออกรถใหม่ ความเชื่อเรียกว่าอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ยิ่งตาม ศาสนาพุทธ ของเราด้วยเเล้ว หลายท่านยอมมี ความเชื่อ หลายศาสตร์ด้วยกัน ในการ ออกรถใหม่ ก็เช่นเดียวกัน เพราะว่า รถยนต์ เป็นยานพาหนะที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่บนท้องถนน 

ออกรถใหม่ ทำไมต้องเตรียม ดอกไม้ ธูปเทียน 

ความปลอดภัยเป็นเรื่องจำเป็นที่เจ้าของรถใหม่ไม่ควรมองข้าม คือ การดูฤกษ์ออกรถใหม่ การเลือกสีรถให้ถูกโฉลกกับเจ้าของ และดอกไม้ ธูปเทียน เอาไว้บูชาแม่ย่านาง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เกิดความสบายใจและรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยความเชื่อในเรื่องเหล่านี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยยึดมั่นปฏิบัติมาเพื่อความสบายใจ เรียกได้ว่าแทบกลายเป็นประเพณี หรือธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งของคนไทย

5 ความเชื่อ ควรทำหลัง ออกรถใหม่ เพื่อความสบายใจในการขับขี่5 ความเชื่อ ควรทำหลัง ออกรถใหม่ เพื่อความสบายใจในการขับขี่

ความเชื่อเกี่ยวกับการไหว้ แม่ย่านางรถ 

มีตำนานเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ในอดีตที่คนยังใช้เรือเป็นยานพาหนะสัญจรอยู่นั้น ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในเรื่องการเดินเรือเป็นอย่างมาก โดยทุกครั้งที่เดินเรือ เรือของนางจะปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เดินเรืออยู่นั้น เกิดมีพายุฟ้าคะนองสร้างความตื่นตกใจให้ลูกเรือเป็นอย่างมาก นางจึงขอพรกับพระอินทร์ให้ช่วยคุ้มครอง ซึ่งพระอินทร์ก็ยอมช่วยแต่มีเงื่อนไขว่านางจะต้องกลายเป็นผู้พิทักษ์เรือตลอดไป 

ความเชื่อ ที่คน ออกรถใหม่ ควรทำในวันรับรถ

ออกรถใหม่ ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ด้วยเพราะคนไทยให้ความสำคัญกับทุกช่วงเวลาของชีวิต จึงมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งเร้นลับต่าง ๆ มากมายเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ แม้กระทั่งในการออกรถใหม่ ก็ยังมีหลากหลายความเชื่อที่คนไทยให้ความสำคัญและปฏิบัติตามกันมาอย่างยาวนาน

1.ชวนพ่อแม่ หรือคนที่มีชื่อเป็นมงคลไปรับรถที่โชว์รูม

พ่อและแม่ถือได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระในบ้านที่คนไทยยึดถือมายาวนาน เพราะเป็นผู้กำเนิดและให้การเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เมื่อออกรถใหม่จึงควรให้พ่อแม่ได้นั่งเป็นคนแรก ๆ และกล่าวอวยพรให้เดินทางปลอดภัย นอกจากเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแล้วยังแสดงถึงการให้ความสำคัญของบุพการีและผู้มีพระคุณอีกด้วย

2.ขับรถออกควรหันหน้าไปทางทิศเหนือ

การออกรถใหม่ ควรหันหน้ารถขับออกทางทิศเหนือเสมอ เพราะเป็นความเชื่อตามหลักของฮวงจุ้ย ที่เชื่อว่าทิศเหนือคือทิศที่ดีที่สุด และยังเป็นทิศทางของทรัพย์และโชคลาภ ซึ่งการสร้างบ้านใหม่หรือการเริ่มต้นการค้า ก็ยึดถือหลักความเชื่อเดียวกัน จึงมักเห็นได้ว่ามีการหันหน้าออกทางทิศเหนือนั่นเอง นอกจากนี้เมื่อขับรถออกก็ควรเปิดไฟหน้าให้สว่างและขับให้ถึงที่หมายแรก โดยไม่แวะที่อื่นก่อน

3.ไหว้แม่ย่านางรถ

ความเชื่อว่าแม่ย่านางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครองให้การเดินรถเดินเรือปลอดภัยแล้ว ยังมีความเชื่อว่าการบูชาแม่ย่านางจะนำมาให้ซึ่งโชคลาภ โดยเฉพาะในกลุ่มบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลาย ที่เชื่อว่าการบูชาจะช่วยให้การทำมาค้าขายคล่องร่ำรวยมากยิ่งขึ้น จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการบูชาแม่ย่านาง เมื่อออกรถใหม่ ดอกไม้ธูปเทียน ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับการบูชานั่นเอง โดยการเตรียมของไหว้แม่ย่านางนั้น อาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามธรรมเนียมของแต่ละภูมิภาค

4.การเจิมรถเพื่อความเป็นสิริมงคล

ความเชื่อว่าในการออกรถใหม่วันแรกไม่ควรนำรถไปในที่อโคจร เช่น ผับ บาร์ หรือร้านเหล้า แต่ควรนำรถไปให้พระเจิมปิดทอง พรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดี และเพื่อเป็นการขอพรให้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ มีความราบรื่นและปลอดภัยในการเดินทาง จะได้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

5.ควรมีเครื่องบูชา

วามเชื่ออีกว่าในการออกรถใหม่วันแรกควรมีเครื่องบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและรถ โดยเครื่องบูชาได้แก่ พระพุทธรูปองค์เล็ก กล้วยหนึ่งหวี น้ำมนต์ เครื่องประดับสร้อยทองแหวนทอง และจำนวนเงินที่ลงท้ายด้วยเลขมงคล เช่น 99 หรือ 999  บาท นอกจากนี้ควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่เป็นสีมงคลด้วย

ซึ่งสุดท้ายนี้ในการขับขี่รถยนต์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ใหม่หรือรถยนต์มือสอง ไม่ว่าคุณจะปฏิบัติตนความเชื่อต่างๆ ที่เราได้แนะนำขึ้นมาทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การขับขี่ด้วยความไม่ประมาณและไม่ดื่มสุราหรือเสพของมึนเมาขณะขับขี่รถยนต์โดยเด็ดขาด รับรองได้เลยว่าคุณจะปลอดภัยทุกการเดินทางอย่างแน่นอนครับ

แหล่งอ้างอิง https://car.kapook.com/view248841.html

ประกันภัยรถยนต์ บริษัทไหนดี ? เลือกที่ใช่ อุ่นใจหายห่วง

พฤศจิกายน 28, 2022 / 480 / ข่าวสารยานยนต์

หากคุณกำลังมีคำถามในใจว่า ประกันภัยรถยนต์ บริษัทไหนดี ? วันนี้เราได้รวบรวม 10 บริษัทประกันภัยยอดนิยมที่จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจ และคุ้มครองรถของเราเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินบนท้องถนนมาแนะนำให้ได้รู้จักกัน

รถยนต์ ถือเป็นยานพาหนะที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ แน่นอนเมื่อมีความต้องการสูง จำนวนรถที่อยู่บนท้องถนนรวมถึงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ธุรกิจประกันภัยรถยนต์เข้ามามีบทบาทสำคัญกับผู้ใช้รถมากขึ้นด้วยนั่นเอง

ประกันภัยรถยนต์ คืออะไร 

การประกันภัยรถยนต์ จัดเป็นการประกันวินาศภัยประเภทหนึ่งที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อเกิดความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากการใช้รถยนต์ ซึ่งประกอบไปด้วย ความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์ และความเสียหายที่รถยนต์ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก รวมทั้งบุคคลที่โดยสารอยู่ในรถยนต์นั้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ 

  • การประกันภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. ที่ทางภาครัฐบังคับให้รถทุกคัน ทุกประเภท ต้องทำเพื่อคุ้มครองตัวบุคคล
  • การประกันภาคสมัครใจ คือ การทำประกันที่เกิดขึ้นตามความสมัครใจของเจ้าของรถ ซึ่งก็คือแบบประกันที่เจ้าของรถเป็นผู้เลือกซื้อเพิ่ม นอกเหนือจากประกันภาคบังคับนั่นเอง โดยส่วนมากประกันภาคสมัครใจจะให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งรถและผู้ประสบเหตุมากกว่าภาคบังคับ มีวงเงินคุ้มครองและสิทธิพิเศษอื่น ๆ มากกว่า แต่ก็มีค่าใช้จ่ายมากกว่าภาคบังคับด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : ประกันภัยรถยนต์ มีกี่ประเภท

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ดียังไง

ประกันรถยนต์ชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองแบบครอบคลุมในทุกกรณี และมากกว่าการประกันรถยนต์ประเภทอื่น ๆ โดยจะคุ้มครองทั้งผู้เอาประกัน ผู้โดยสาร รวมถึงบุคคลภายนอก อีกทั้งยังคุ้มครองกรณีที่เกิดอุบัติเหตุทั้งแบบมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ใช้รถทุกประเภท แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าเบี้ยประกันที่สูงตามมา โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

ความคุ้มครองต่อบุคคลภายนอก

  • ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ของบุคคลภายนอก (คู่กรณี)
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

ความคุ้มครองต่อผู้เอาประกัน

  • คุ้มครองกรณีรถยนต์หาย ไฟไหม้รถ น้ำท่วมรถ
  • คุ้มครองกรณีเกิดอุบัติเหตุเองโดยไม่มีคู่กรณี หรือไม่ได้เกิดการชนกับยานพาหนะทางบก เช่น ชนเสาไฟฟ้า ชนกำแพง ชนกระถางต้นไม้ เป็นต้น

ความคุ้มครองเพิ่มเติมอื่น ๆ

  • ค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
  • ค่าชดเชยอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และบุคคลภายนอก
  • เงินค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา

ประกันภัยรถยนต์ บริษัทไหนดี

ผู้มีรถทั้งมือใหม่หัดขับและผู้ที่ใช้รถมายาวนาน ในทุกปีหลายท่านอาจมีคำถามในหัวว่า “จะเลือกต่อประกันภัยรถยนต์ที่ไหนดี” เพราะในประเทศไทยนั้นมีอยู่มากมาย ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีความคุ้มครองและเงื่อนไขที่ใกล้เคียงกัน วันนี้เราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยรถยนต์มาแนะนำ เพื่อใช้เป็นข้อมูลนำไปประกอบการตัดสินใจได้ 

1.วิริยะประกันภัย

เริ่มกันที่ วิริยะประกันภัย จัดว่าป็นบริษัทที่อยู่ในลิสต์อันดับต้น ๆ สำหรับคนที่คิดทำประกันรถยนต์ เพราะด้วยกิจการที่อยู่ในเมืองไทยมานานกว่า 70 ปี จนทำให้ได้รับความนิยมและเชื่อถือ มีจุดเด่นในด้านการบริการที่มีความรวดเร็ว ตรงกับความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังมีสาขาที่มากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงศูนย์ซ่อมและอู่ซ่อมในเครือที่มากกว่า 600 แห่ง ครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทย

2.เมืองไทยประกันภัย

เป็นอีกหนึ่งบริษัทประกันภัยที่มีจุดเด่นในเรื่องของเบี้ยประกันที่ค่อนข้างถูก มาพร้อมการบริการที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเคลม นอกจากนั้นยังมีแผนประกันรถยนต์ให้เลือกตามความต้องการอย่างครอบคลุมมากถึง 10 แผน คุ้มครองครบทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความเสียหายต่อตัวรถ แม้จะเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี รวมไปถึงการคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ กับเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 1,900 บาท 

3.สินมั่นคงประกันภัย

บริษัทประกันภัยที่ให้บริการด้านประกันภัยรถยนต์ และประกันวินาศภัย ที่ดำเนินกิจการมากว่า 70 ปี ในประเทศไทย จุดเด่นของสินมั่นคงประกันภัย จะอยู่ที่ความหลากหลายของแผนประกันภัยที่มีให้เลือกมากมาย อีกทั้งยังพัฒนาระบบเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่รองรับการทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้า ประกันเคลมง่าย เคลมเร็ว มาพร้อมกับราคาเบี้ยประกันไม่แพง นอกจากนี้ยังมีบริการฉุกเฉินไม่ว่าจะต้องการรถลาก ยางแตก หรือน้ำมันหมด เรียกได้ตลอด 24 ชม.

4.กรุงเทพประกันภัย

กรุงเทพประกันภัย เป็นบริษัทที่เปิดมายาวนานกว่า 70 ปี และได้รับความนิยมเป็นเบอร์ต้น ๆ ทั้งในเรื่องประกันรถยนต์ และประกันภัยด้านอื่น ๆ โดดเด่นในเรื่องการบริการ ไม่มีปัญหาเรื่องการเคลม เคลมง่าย เคลมไว และล่าสุดได้มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ที่มีแอปพลิเคชันเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการแจ้งเคลมประกัน มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ตลอด 24 ชม. และบริการด้านงานซ่อม Quick Repair บริการซ่อมสีด่วนอย่างมีคุณภาพภายใน 5 ชม.

5.ธนชาตประกันภัย

ธนชาตประกันภัย เป็นบริษัทประกันภัยที่ก่อตั้งมาเมื่อปี 2540 แต่ใช้เวลาไม่นานก็สามารถก้าวขึ้นมาติดอันดับ และเป็นที่รู้จักของผู้คนในเรื่องการประกันภัย ตัวบริษัทจะมีความโดดเด่นในเรื่องความมั่นคงและมีชื่อเสียงด้านการเงิน เจ้าหน้าที่ติดต่อง่าย รวดเร็ว เคลมเร็ว อู่ซ่อมไว ได้คุณภาพแท้ และที่สำคัญค่าเบี้ยประกันถูก รวมทั้งมีอู่ซ่อมในเครือมากกว่า 1,200 อู่ 

6.ทิพยประกันภัย

ทิพยประกันภัย ดำเนินการด้านธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยมายาวนานกว่า 60 ปี โดดเด่นในด้านบริการ ติดต่อง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเคลม มีอู่ซ่อมและศูนย์ในเครือมากมายทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีประกันให้เลือกหลากหลาย อย่างแผนประกันภัยรถยนต์เฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นที่นิยมของสาว ๆ ก็จะเป็นประกันรถสำหรับผู้หญิง (Tip Lady) ที่จะดูแล คุ้มครอง และให้ความช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่เป็นผู้หญิงได้อย่างอุ่นใจยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังมีบริการซื้อประกันออนไลน์พร้อมต่ออายุประกันภัย โดยการกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ และมีบริการแจ้งอุบัติเหตุ เคลมประกันรถยนต์ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม.

7.ไทยวิวัฒน์ประกันภัย

ไทยวิวัฒน์ประกันภัย อีกหนึ่งประกันภัยที่มีจุดเด่นที่มีอู่อยู่ในเครือเป็นจำนวนมาก บริการหลังการขายที่ดี เคลมง่าย เคลมไว มีบริการช่วยเหลือกรณีรถเสียฉุกเฉิน 24 ชม. นอกจากนั้นยังมีรูปแบบของประกันรถยนต์ที่มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1 ที่มีเบี้ยประกันต่ำ แต่เงินทุนประกันสูง และที่คุ้นหูก็คือ ประกันภัยแบบเปิด-ปิด ที่สามารถเปิดใช้เมื่อใช้งานรถยนต์ และปิดไว้เมื่อไม่ได้ใช้รถ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย จึงเป็นที่นิยมสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ใช้รถแต่ต้องการจะให้มีประกันตลอดเผื่อเวลาฉุกเฉิน

8.แอลเอ็มจีประกันภัย

แอลเอ็มจีประกันภัย เป็นบริษัทประกันภัยที่มีประสบการณ์กว่า 100 ปี ตั้งอยู่ใน 15 ประเทศทั่วโลก โดยในประเทศไทยนั้น แอลเอ็มจีประกันภัย มีชื่อเดิมว่า นารายณ์สากลประกันภัย จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการในปี 2518 ก่อนจะรวบกิจการเป็นหนึ่งเดียวกับบริษัท คุ้มเกล้าประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในด้านการประกันภัยรถยนต์นั้นเด่นในด้านบริการ ค่าเบี้ยประกันเริ่มต้นถูก เมื่อเทียบกับในหลาย ๆ บริษัท นอกจากนี้ยังมีศูนย์และอู่ซ่อมที่มากกว่า 700 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ และมีบริการฉุกเฉินเรียกได้ตลอด 24 ชม. 

9.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย

อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย เป็นบริษัทประกันที่ทำธุรกิจในเมืองไทยมายาวนานกว่า 70 ปี มีความมั่นคงและมีชื่อเสียงด้านการเงิน ในส่วนประกันภัยรถยนต์มีทั้งแบบชั้น 1, 2+, 3+ และ 3 สามารถเลือกซ่อมได้ทั้งศูนย์หรืออู่ในเครือ มีเจ้าหน้าที่แนะนำทุกขั้นตอน พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เคลมไว และบริการที่รวดเร็ว นอกจากนั้นยังมีอู่ และศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานมากกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ

10.คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย

คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย เป็นบริษัทประกันภัยของประเทศญี่ปุ่น มีผลิตภัณต์ประกันภัยให้เลือกใช้บริการหลากหลาย อาทิ ประกันภัยรถยนต์, ประกันภัยสินค้าทางทะเลและขนส่ง, ประกันภัยวิศวกรรม หรือประกันภัยส่วนบุคคล เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ประกันรถยนต์มีจุดเด่นในด้านเบี้ยประกันที่ไม่แพง มาพร้อมการบริการรวดเร็ว เคลมไว มีบริการซ่อมอู่มาตรฐานที่ได้อะไหล่แท้ และมีบริการเคลมสินไหมทดแทนที่เรียบง่ายผ่านช่องทางออนไลน์

หลังจากได้รู้จักบริษัทประกันรถยนต์ในประเทศไทยที่น่าสนใจกันไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ดีที่สุดนอกเหนือจากการเลือกทำประกันที่เหมาะกับคุณ นั่นก็คือการมีสติในการขับขี่ตลอดเวลา และขับรถให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : oic.or.thviriyah.co.thmuangthaiinsurance.comsmk.co.thbangkokinsurance.comthanachartinsurance.co.th,
tipinsure.comthaivivat.co.thlmginsurance.co.thgi.azay.co.thtokiomarine.com

แหล่งอ้างอิง https://car.kapook.com/view248841.html

ใบขับขี่ตลอดชีพหาย ทำอย่างไร ต้องสอบใหม่หรือเปล่า

พฤศจิกายน 28, 2022 / 480 / ข่าวสารยานยนต์

ใบขับขี่ตลอดชีพหาย ต้องอบรมใบขับขี่ สอบใบขับขี่ใหม่หรือไม่ เมื่อไปทำใหม่จะได้ใบขับขี่ตลอดชีพเหมือนเดิมหรือเปล่า ไปหาคำตอบกัน !

ก่อนที่จะขับรถยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซค์ สิ่งแรกที่ทุกคนต้องมีก่อนจะออกถนนใหญ่นั่นก็คือ ใบขับขี่ หรือใบอนุญาตขับรถ เอกสารที่กรมการขนส่งทางบกออกให้กับบุคคลหนึ่งเพื่อเป็นหลักฐานว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติผ่านการทดสอบสมรรรถภาพร่างกาย ทดสอบความรู้ และผ่านการอบรมเกี่ยวกับกฎหมายจราจร รวมถึงมารยาทการใช้รถใช้ถนนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ใบขับขี่ หรือใบอนุญาตขับรถนั้น ปัจจุบันมีอยู่หลายแบบด้วยกัน สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : ใบขับขี่ มีกี่ประเภท ? ส่วนใครที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน เมื่อทำใบขับขี่หรือสอบใบขับขี่ครั้งแรกจะได้รับ ใบขับขี่ส่วนบุคคลชนิดชั่วคราว ซึ่งจะมีอายุการใช้งาน 2 ปี และเมื่อถึงกำหนดการต่ออายุใบขับขี่จะได้รับ ใบขับขี่ส่วนบุคคลชนิด 5 ปี และเมื่อครบกำหนดต่ออายุก็จะได้รับใบขับขี่ส่วนบุคคลชนิด 5 ปี เช่นเดิม แต่ก็มีใบขับขี่ชนิดหนึ่งที่ไม่ต้องกังวลเรื่องของวันหมดอายุ หรือต้องคอยมาต่ออายุ นั่นก็คือ ใบขับขี่ตลอดชีพ

ใบขับขี่ตลอดชีพ คืออะไร

ใบขับขี่ตลอดชีพ คือ ใบอนุญาตขับรถชนิดหนึ่งที่ไม่มีกำหนดวันหมดอายุ หรือต้องคอยต่ออายุใบขับขี่ใหม่ ซึ่งปัจจุบันใบขับขี่ตลอดชีพถูกยกเลิกการขอใช้งานใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังมีการประกาศพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2546 ยกเลิกการออกใบขับขี่ตลอดชีพ เปลี่ยนมากำหนดอายุใบขับขี่เป็นชนิดบุคคล 5 ปีแทน และทุกครั้งที่หมดอายุต้องมาทดสอบสมรรถภาพร่างกายเพื่อต่ออายุใบขับขี่

ใบขับขี่ตลอดชีพหาย ทําอย่างไร ?

หากใบขับขี่ตลอดชีพหายสามารถติดต่อขอทำใหม่ได้เลยโดยไม่ต้องไปแจ้งความ เนื่องจากปัจจุบันสามารถเข้าไปเขียนคำร้องขอทำใบขับขี่ใหม่ได้ที่กรมการขนส่งทางบกทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งผู้ที่ทำใบขับขี่ตลอดชีพหายและต้องการขอใบขับขี่ใหม่ ต้องดำเนินการจองคิวเข้ารับบริการผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue หรือทำการจองทางเว็บไซต์ gecc.dlt.go.th ของกรมการขนส่งทางบก และเดินทางไปยังสำนักงานขนส่งตามวันและเวลาที่เลือกไว้

ใบขับขี่ตลอดชีพหาย ต้องสอบใหม่หรือไม่ ?

ผู้ที่มีใบขับขี่ตลอดชีพหากทำหายและต้องการขอใบขับขี่ใหม่ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้ารับการอบรม ทดสอบร่างกาย สอบข้อเขียน และสอบปฏิบัติ โดยสามารถจองคิวเข้ารับบริการ เขียนคำร้อง และทำบัตรใบใหม่ได้ทันที

ใบขับขี่ตลอดชีพหาย เมื่อทำใหม่จะได้ใบขับขี่ชนิดไหน ?

หากใบขับขี่ตลอดชีพหาย ชำรุด หรือต้องการเปลี่ยนจากแบบกระดาษเป็นแบบสมาร์ตการ์ด เมื่อติดต่อขอทำใบขับขี่ใหม่ก็จะได้รับใบขับขี่ตลอดชีพเช่นเดิม

ใบขับขี่ตลอดชีพหาย ขอใบใหม่ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ?

เอกสารที่ใช้ขอใบขับขี่ตลอดชีพใหม่กรณีสูญหาย จะใช้เพียงแค่บัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น ไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ แต่ถ้าเป็นในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนใบขับขี่ตลอดชีพแบบกระดาษเป็นแบบสมาร์ตการ์ด จะใช้บัตรประจำตัวประชาชนและใบขับขี่ตลอดชีพใบเดิม

อย่างไรก็ตาม ใบขับขี่ไมว่าจะเป็นชนิดไหนก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน ผู้ที่ต้องขับรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ หรือรถชนิดอื่น ๆ ควรทำใบขับขี่ สอบใบขับขี่ให้ถูกต้อง และควรพกติดตัวไว้เสมอ หรือใครกลัวลืมก็สามารถทำใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชัน DLT QR Licence ได้ง่าย ๆ ตามขั้นตอนที่นี่เลย : ใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร มีขั้นตอนและวิธีใช้งานยังไงบ้าง

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมการขนส่งทางบก

แหล่งอ้างอิง https://car.kapook.com/view255912.html

เกียร์ CVT คืออะไร ต่างจากเกียร์อัตโนมัติปกติอย่างไร

พฤศจิกายน 28, 2022 / 485 / ข่าวสารยานยนต์

เพราะปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นเริ่มเปลี่ยนมาใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT กันมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้หลายคนสงสัยว่าเกียร์ CVT คืออะไร และถ้าหากใครยังไม่ทราบเราจะพาไปทำความรู้จักกับเกียร์ CVT ว่าแตกต่างจากเกียร์อัตโนมัติแบบเดิมมากน้อยแค่ไหน รวมถึงต้องการการดูแลเป็นพิเศษหรือเปล่า

เกียร์ CVT คืออะไร

เกียร์ CVT หรือ Continuously Variable Transmission คือ เกียร์อัตโนมัติรูปแบบหนึ่งที่มีอัตราทดแปรผันตามความเร็ว และแม้ว่าเกียร์ CVT เพิ่งจะได้รับความนิยมเมื่อไม่นานมานี้ แต่แนวคิดของเกียร์ CVT ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1490 โดย Leonardo DaVinci และมีการจดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1886 โดยผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์หรูยี่ห้อหนึ่ง ก่อนจะเริ่มได้รับความนิยมในช่วงหลัง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กและขนาดกลาง

โดยหลักการทำงานของเกียร์ CVT หลัก ๆ จะประกอบด้วย รอก หรือพูลเลย์ (Pulley) 2 ตัว คือ พูลเลย์ขับ (Drive Pulley) ที่ต่อจากเครื่องยนต์ และพูลเลย์ตาม (Driven Pulley) ที่ต่อเข้ากับชุดเพลาขับ โดยมีสายพานโซ่ (Steel Belt) ลักษณะการทำงานคล้ายกับจานโซ่จักรยานทั่วไปที่ไม่มีเกียร์ เพียงแต่แกนพูลเลย์ทั้ง 2 ตัวของระบบ CVT นั้นสามารถขยับถอยเข้า-ออกได้ เพื่อลดหรือเพิ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของวงสายพานแต่ละด้านสำหรับเปลี่ยนแปลงอัตราทดแทนชุดเฟืองเกียร์ในเกียร์อัตโนมัติปกติ

ข้อดีของเกียร์ CVT

เนื่องจากเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ที่ใช้พูลเลย์ 2 ตัว สามารถขยายขนาดศูนย์กลางของแกนซึ่งเชื่อมต่อโดยสายพานโซ่ในการปรับอัตราทดตามความเร็วแทนชุดเฟืองเกียร์ได้อย่างต่อเนื่องแบบไม่สะดุด จึงทำงานได้ราบรื่นไร้รอยต่อ (เนื่องจากไม่ต้องเปลี่ยนชุดเกียร์เป็นช่วง ๆ ตามความเร็วรถ) และสูญเสียกำลังน้อยกว่า ประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น

นอกจากนี้ ชุดเกียร์ CVT ยังมีขนาดกะทัดรัดเมื่อเทียบกับเกียร์อัตโนมัติแบบปกติ เพราะชิ้นส่วนน้อย ทำให้ใช้พื้นที่ในการติดตั้งไม่มาก จึงสามารถออกแบบส่วนของห้องโดยสารให้กว้างขวางขึ้นได้ หรือใช้ติดตั้งในรถขนาดเล็กก็ง่ายขึ้นด้วย

ข้อเสียของเกียร์ CVT

สำหรับเกียร์ CVT ซึ่งมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อย รวมถึงการออกแบบที่เรียบง่ายกว่าระบบเกียร์อัตโนมัติปกติ จึงมีข้อจำกัดในแง่ของการใช้งาน เพราะจุดประสงค์ของเกียร์ CVT ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับการขับขี่อย่างรุนแรงหรือใช้งานหนัก ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็นก็ควรขับขี่อย่างนุ่มนวล เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเกียร์ CVT

ปัญหาเกียร์ CVT ที่พบบ่อย

โดยธรรมชาติของเกียร์ CVT ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานทั่วไป แต่หากใช้งานเต็มที่เหมือนเกียร์อัตโนมัติแบบปกติอาจทำให้เกียร์ CVT เสื่อมสภาพหรือเกิดปัญหาได้เร็วขึ้น ซึ่งอาการที่พบบ่อยของเกียร์ CVT จะมี ดังนี้

1. เกิดความร้อนในระบบเกียร์สูง

เนื่องจากการทำงานของเกียร์ CVT ซึ่งใช้ชุดพูลเลย์ 2 ตัว และสายพานนั้นต้องหมุนอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องอาศัยระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน หากระบบดังกล่าวมีปัญหาจะทำให้ชุดเกียร์ CVT เกิดความร้อนสูง ซึ่งสังเกตได้จากกลิ่นไหม้ภายในรถ

2. น้ำมันเกียร์รั่วซึม

ระบบเกียร์ CVT ก็เหมือนกับระบบเกียร์ทั่วไป คือยังต้องอาศัยน้ำมันเกียร์ในการหล่อลื่น หากปล่อยให้น้ำมันเกียร์ขาดจะทำให้เกียร์มีปัญหาตามมา เช่น การรั่วซึม ส่งผลให้ระบบเกียร์ตอบสนองช้าลง รวมถึงหากน้ำมันเกียร์มีการปนเปื้อนจะทำให้การทำงานของเกียร์ CVT ไม่ราบรื่น เร่งไม่ขึ้น หรือกระตุก หากรถมีอาการเหล่านี้ควรรีบนำไปตรวจเช็กน้ำมันเกียร์โดยด่วน

3. สูญเสียกำลังและความเร็ว

รถเกียร์ CVT ที่มีปัญหานี้จะมีอาการกระตุกและสั่นเมื่อเดินคันเร่ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดความร้อนสูงในระบบ รถจะสูญเสียกำลังลงไปอย่างเห็นได้ชัด

4. ความทนทาน

หากเทียบกับเกียร์อัตโนมัติแบบปกติ เกียร์ CVT ซึ่งมีชิ้นส่วนน้อยและต้องทำงานตลอดเวลา จึงมีความทนทานน้อยหรืออายุการใช้งานสั้นกว่าตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ได้พัฒนาให้เกียร์ CVT มีความทนทานขึ้นจากเดิมมากจนไม่ต้องกังวลนัก เพียงแต่อาจต้องปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้เข้ากับรูปแบบเกียร์ที่ใช้เท่านั้น

เพราะเกียร์แต่ละประเภทย่อมมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งเกียร์ CVT ก็ให้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น การขับขี่ที่นุ่มนวล ให้อัตราเร่งต่อเนื่อง โดยสูญเสียกำลังน้อย ประหยัดน้ำมัน แต่ผู้ใช้งานก็ต้องทำความเข้าใจและใช้งานอย่างระมัดระวัง ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเกียร์ CVT ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : caranddriver.comrxmechanic.commotorbiscuit.com

แหล่งอ้างอิง https://car.kapook.com/view256019.html

5สิ่งของที่ไม่ควรมีติดรถ

พฤศจิกายน 28, 2022 / 482 / ข่าวสารยานยนต์

ของต้องห้ามในรถไม่ควรมี ความเชื่อสายมู ส่งผลไม่ดีต่อผู้ขับขี่

เคยสังเกตไหม ว่าเมื่อมีสิ่งของต่างๆ ที่ช่วยเสริมสิริมงคลให้กับตัวผู้ใช้รถอย่าง พระพุทธรูป ผ้ายันต์เสริมสิริมงคล และของมงคลต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ให้พกพา แต่เชื่อไหมว่ายังมีสิ่งของต้องห้าม ไม่ควรนำขึ้นรถ หรือการกำจัดสิ่งของเหล่านี้ออกไปได้ยิ่งดี เพราะอาจจะส่งผลให้ไม่ดีต่อตัวเจ้าของชะตาผู้ขับขี่รถยนต์เช็กกันเลย ว่าคุณมีของเหล่านี้ไหม?

1. เหรียญ

การเก็บเหรียญที่ตกที่พื้นรถ(ถ้ามี)การที่เศษเหรียญกระจัดกระจาย แปลว่าเจ้าของรถจะเก็บเงินไม่อยู่

2.พวงมาลัยแห้ง

หลายคนซื้อพวงมาลัยมาบูชา แต่ก็ชอบปล่อยทิ้งในรถจนเหี่ยวเฉา ทำให้สิ่งที่ควรจะเป็น วัตถุมงคลกลายเป็นของอัปมงคลทั้งในเรื่องของฝุ่น และความสกปรก

3.นาฬิกาตาย

เปรียบได้กับการหมดอายุขัยของคน หากนำติดตัวขึ้นรถหรือวางไว้ทิ้งไว้ในรถ จะกลายเป็นของอัปมงคลที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

4.ของใช้คนเสียชีวิตมีความเชื่อว่าจะคุ้มครอง

หลายคนอยากเก็บสิ่งของเครื่องใช้คนใกล้ชิดที่เสียชีวิตแล้ว ไว้ดูต่างหน้าหรือเพื่อคุ้มครองตนเอง และให้เป็นความสบายใจของผู้ขับขี่ แต่เชื่อไหมว่า หลายคนที่รู้สึกไม่ดีร้อนรุ่มมาแล้วจากสิ่งของพวกนี้ ดังนั้นไม่ควรเก็บของเหล่านี้ไว้ที่รถควรจะเก็บของดูต่างหน้าไว้ในที่ที่ร่มเย็น เช่นห้องพระ นั่นเอง

5.กระจกแตกร้าว

อาจหมายถึงความสัมพันธ์ที่ร้านฉาน หากพบว่ากระจกมีรอยร้าวที่เห็นชัด ควรจะรีบซ่อมแซม เพราะความเชื่อ เชื่อว่า จะทำให้คนที่อยู่บนรถทะเลาะ มีปากเสียงกัน อาจจะนำมาซึ่งอุบัติเหตุได้

อย่างไรก็ตามความเชื่อเหล่านี้เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และ ไทยรัฐออนไลน์ อยากให้ทุกคนตั้งสติก่อนสตาร์ต มีสมาธิทุกครั้งหลังนั่งพวงมาลัย ความปลอดภัยก็จะเกิดขึ้น.

แหล่งอ้างอิง https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2426140

วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุ ดูตรงไหน จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยน

พฤศจิกายน 11, 2022 / 473 / ข่าวสารยานยนต์

วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุ เรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ขับขี่ควรรู้ เพราะหากใช้ยางรถยนต์ที่เสื่อมสภาพ ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุไม่คาดคิดขึ้นได้

ยางรถยนต์ เป็นส่วนประกอบสำคัญของ รถยนต์ ที่จะต้องสัมผัสกับผิวถนนตลอดเวลา ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและใช้ในการขับเคลื่อนให้ตัวรถให้วิ่งไปได้อย่างนิ่มนวลและปลอดภัย ดังนั้นเราควรใส่ใจและดูแลอยู่เสมอ ซึ่งโดยปกติแล้ว ยางรถยนต์ไม่ได้หมดอายุเพียงแค่ดูวันที่ตามระยะเวลาการใช้งาน แต่ยังมีอีกหลายสาเหตุที่เป็นปัจจัยทำให้ยางรถยนต์หมดอายุ โดยเรามีวิธีเช็กและจุดสังเกตง่าย ๆ มาแนะนำ ดังนี้

  • ดูที่สะพานยาง ให้สังเกตส่วนที่เป็นเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างดอกยาง ซึ่งสิ่งนั้นเรียกว่า สะพานยาง หรือ Tire Tread Wear Indicator คือ ปุ่มในร่องดอกยางบนหน้ายางรถยนต์ เพื่อวัดความสูงของดอกยาง ถ้าดอกยางสึกจนอยู่ในระดับเดียวกับสะพานยาง แสดงว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะยางเส้นนั้นถูกใช้งานจนสึก จนไม่อาจสามารถทำหน้าที่ในการรีดน้ำได้ดีเหมือนกับยางเส้นใหม่ที่มีดอกยาวหนากว่า โดยผู้ใช้รถจะต้องตรวจเช็กสะพานยางทุก ๆ 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร 
  • สภาพดอกยาง อย่างที่ทราบกันว่า ดอกยางรถยนต์มีคุณสมบัติในการช่วยรีดน้ำเวลาที่เราต้องขับรถบนถนนที่เปียกหรือมีน้ำขัง เพื่อช่วยให้ผิวหน้าของยางรถยนต์ยังเกาะถนนได้ปกติ แต่หากดอกยางเหลือน้อยก็มีโอกาสสูงที่รถจะเสียหลักลื่นไถลได้ โดยปกติดอกยางใหม่จะลึกประมาณ 8-9 มิลลิเมตร แต่ถ้าดอกยางเหลือไม่ถึง 3 มิลลิเมตรแล้ว ควรรีบเปลี่ยนยางรถยนต์ทันที หรือสังเกตุด้วยตาเปล่า โดยนำไม้ขีดไฟทิ่มลงไปในร่องยาง ถ้าเห็นหัวไม้ขีด แสดงว่าดอกยางบาง และเหลือน้อย เกินกว่าจะใช้งานได้
วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุ
  • เช็กความแข็งกระด้าง-รอยแตกลายงา ผิวยางรถยนต์ใหม่ ๆ จะมีความเงาและความนิ่มระดับหนึ่ง แต่เมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะ ผิวยางจะเริ่มแข็งกระด้าง ไปจนถึงปรากฏรอยแตกลายงา ซึ่งจะส่งผลต่อความทนทานของแก้มยาง และการเกาะถนนเป็นอย่างมาก ซึ่งควรให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสภาพของยาง เพื่อประเมินว่าควรเปลี่ยนเลยหรือไม่
  • ดูตำแหน่งรั่วของยาง หากเกิดยางรั่วและต้องปะยางรถยนต์ ควรทำกับยางที่มีรอยรั่วเล็ก ๆ และต้องอยู่บนหน้ายางเท่านั้น โดยตำแหน่งการรั่วของยางต้องไม่กระทบกับโครงสร้างยางภายใน หรือไม่ควรปะยางบริเวณแก้มหรือขอบยาง เพราะวัสดุที่นำมาใช้ปะยางนั้นไม่แข็งแรงพอที่จะสามารถยึดเหนี่ยวได้ หากใช้ยางต่อไป อาจเกิดยางระเบิด หรือยางแตกได้ในที่สุด ดังนั้นถ้าเกิดรั่วหรือแตกในบริเวณดังกล่างให้เปลี่ยนยางเส้นใหม่จะดีที่สุด
  • ยางบวม ถ้ามีอาการยางบวม หรือปูดขึ้นมาจนเห็นได้ชัด ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่ โดยอาการยางบวมนั้นมักมาจากการขับรถเสียดสีอย่างรุนแรง อาจเป็นการชนขอบทางเท้า หรือขับรถตกหลุม หรือยางที่ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหากขับรถไปทั้งที่ยางบวม ก็อาจเกิดอันตราย ยางระเบิด หรือยางแตกกลางทางได้ หรือหากแตะเนื้อยางแล้วพบว่ายางแข็ง คือจิกเล็บลงไปไม่เห็นรอย แสดงว่าหน้ายางหมดอายุ ก็ต้องรีบเปลี่ยนยางใหม่เช่นกัน
  • ดูตัวเลขที่บริเวณแก้มยาง อีกหนึ่งวิธีในการตรวจสอบการเสื่อมสภาพของยางก็คือการเช็กอายุของยางจากรหัส 4 ตัวบนแก้มยาง โดยจะระบุเป็น WW/YY หมายถึงสัปดาห์และปีที่ผลิต เช่น 0720 หมายถึงยางที่ผลิตในสัปดาห์ที่ 7 ปี 2020 หรือผลิตในช่วงสัปดาห์ที่ 1-2 ของเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 นั่นเอง (หนึ่งปีจะมี 52 สัปดาห์) ซึ่งการดูเลขรหัสนี้คือตัวกำหนดยางใหม่ และยางเก่าค้างสต็อก โดยปกติอายุขัยของยางใหม่จะเก็บได้นานถึง 5 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และอุณหภูมิของคลังเก็บยาง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื้อยาง 
วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุ

ทั้งหมดนี้ถือเป็นปัจจัยและสัญญาณที่บ่งบอกว่ายางรถยนต์เส้นนั้นเสื่อมสภาพ และหมดอายุ แนะนำควรรีบเปลี่ยนโดยด่วน เพราะถ้ายังฝืนใช้งานต่อไปเรื่อย ๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทั้งกับตัวของคุณเองและเพื่อนร่วมทาง

ขอบคุณข้อมูลจาก : guideautoweb.comauto.howstuffworks.combridgestonetire.com

แหล่งอ้างอิง https://car.kapook.com/view247142.html

เครื่องหมายจราจร ความหมายของป้ายจราจรแบบต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ถนนควรรู้

พฤศจิกายน 11, 2022 / 479 / ข่าวสารยานยนต์

รวมความหมายของป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร แบบต่าง ๆ ที่ผู้ขับขี่รถยนต์ มอเตอร์ไซค์และผู้สัญจรบนท้องถนนควรรู้ สัญลักษณ์จราจรแต่ละแบบที่อยู่บนพื้นถนนมีความหมายว่าอย่างไร มาดูกัน

เครื่องหมายจราจร นับเป็นสิ่งใกล้ตัวเราอย่างมากในชีวิตประจำวัน เพราะคนเราทุกวันนี้ต้องใช้รถ ใช้ถนน ในการเดินทางไปไหนมาไหน ดังนั้นแล้วการศึกษาเรื่อง เครื่องหมายจราจร หรือ ป้ายจราจร จึงเป็นเรื่องที่ควรจะทำ ไม่เพียงแต่เฉพาะผู้ที่ใช้รถเท่านั้น แต่รวมถึงทุกคนที่ใช้ถนนร่วมกัน ควรจะเรียนรู้ สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร วันนี้กระปุกดอทคอม นำความรู้เรื่อง เครื่องหมายจราจร และ สัญลักษณ์จราจร ต่าง ๆ มาฝากกัน

เครื่องหมายจราจรและความหมาย

เครื่องหมายจราจร (Traffic Sign) หมายถึง สัญลักษณ์ทางจราจรที่ใช้ในการควบคุมการจราจร มักเป็นสัญญาณแสงหรือป้าย มักมีจุดประสงค์เพื่อ กำหนดบังคับการเคลื่อนตัวของจราจร การจอด หรืออาจเป็นการเตือน หรือแนะนำทางจราจร ดังนี้

1. สัญญาณไฟจราจร

          สัญญาณไฟจราจร โดยทั่วไปประกอบด้วยสัญญาณไฟ 3 สี ติดตั้งตามทางแยกต่าง ๆ เพื่อควบคุมการจราจรตามทางแยก โดยทั้ง 3 สี ได้แก่ สีแดง ให้รถหยุด สีเหลือง ให้รถระวัง เตรียมหยุด และสีเขียว คือให้รถไปได้ สำหรับสัญญาณไฟจราจรพิเศษอาจมีสีเหลืองเพียงสีเดียวจะกะพริบอยู่ ใช้สำหรับทางแยกที่ไม่พลุกพล่าน หมายถึง ให้ระมัดระวังว่ามีทางแยก และดูความเหมาะสมในการออกรถได้เอง หรือสัญญาณไฟจราจรสำหรับการข้ามถนน หรือสัญญาณไฟจราจรไว้สำหรับเปลี่ยนเลน เป็นต้น

2. ป้ายจราจร 

          ป้ายจราจร เป็นป้ายทางการควบคุมการจราจร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

 – เครื่องหมายจราจร ป้ายบังคับ มักจะมีพื้นสีขาว ขอบสีแดง เป็นป้ายกำหนดต้องทำตาม เช่น ห้ามเลี้ยวขวา

– เครื่องหมายจราจร ป้ายเตือน มักจะมีพื้นสีขาว ขอบสีดำ จะเป็นป้ายแจ้งเตือนว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า

 – เครื่องหมายจราจร ป้ายแนะนำ เป็นป้ายที่แนะนำการเดินทางต่าง ๆ อาทิ ทางลัด ป้ายบอกระยะทาง เป็นต้น

3. เครื่องหมายจราจรอื่น ๆ

          – เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายบนพื้นทางและขอบทางเท้า

เครื่องหมายจราจร ประเภทป้ายบังคับ 1 และรูปภาพเครื่องหมายจราจร

แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

  1. ป้ายบังคับที่แสดงความหมายตามรูปแบบและลักษณะที่กำหนด

          2. ป้ายบังคับที่แสดงด้วยข้อความ และ/หรือสัญลักษณ์

1. “หยุด”

เครื่องหมายจราจร ประเภทป้ายบังคับ 1 และรูปภาพเครื่องหมายจราจร

          แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

  1. ป้ายบังคับที่แสดงความหมายตามรูปแบบและลักษณะที่กำหนด

          2. ป้ายบังคับที่แสดงด้วยข้อความ และ/หรือสัญลักษณ์

1. “หยุด”

ป้ายจราจร

          ความหมาย  รถทุกชนิดต้องหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงให้เคลื่อนรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง

2. “ให้ทาง”

ป้ายจราจร

          ความหมาย รถทุกชนิดต้องระมัดระวังและให้ทางแก่รถและคนเดินเท้าในทางขวางหน้าผ่านไป ก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้ว จึงให้เคลื่อนรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง

3. “ให้รถสวนทางมาก่อน”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ให้ผู้ขับรถทุกชนิดหยุดรถตรงป้าย เพื่อให้รถที่กำลังแล่นสวนทางมาก่อน ถ้ามีรถข้างหน้าหยุดรออยู่ก่อนก็ให้หยุดรถรอถัดต่อกันมาตามลำดับ เมื่อรถที่สวนทางมาได้ผ่านไปหมดแล้ว จึงให้รถที่หยุดรอตามป้ายนี้เคลื่อนไปได้

4. “ห้ามแซง”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้ขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

5. “ห้ามเข้า”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้รถทุกชนิดเข้าไปในทางที่ติดตั้งป้าย

 6. “ห้ามกลับรถไปทางขวา”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ห้ามมิให้กลับรถไปทางขวาไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

 7. “ห้ามกลับรถไปทางซ้าย”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้กลับรถไปทางซ้ายไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

 8. “ห้ามเลี้ยวซ้าย”       

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้เลี้ยวรถไปทางซ้าย

 9. “ห้ามเลี้ยวขวา”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ห้ามมิให้เลี้ยวรถไปทางขวา

 10. “ห้ามรถยนต์”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามรถยนต์ทุกชนิดผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

   11. “ห้ามรถบรรทุก”       

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามรถบรรทุกทุกชนิดผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

  12. “ห้ามรถจักรยานยนต์”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามรถจักรยานยนต์ผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

13. “ห้ามรถยนต์สามล้อ”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามรถยนต์สามล้อผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

 14. “ห้ามรถสามล้อ”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามรถสามล้อผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

15. “ห้ามรถจักรยาน”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามรถจักรยานผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

 16. “ห้ามล้อเลื่อนลากเข็น”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามล้อเลื่อนลากเข็นผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

 17. “ห้ามรถยนต์ที่ใช้ในการเกษตร”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามรถยนต์ที่ใช้ในการเกษตรทุกชนิดผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

 18. “ห้ามรถจักรยานยนต์และรถยนต์”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามรถจักรยานยนต์และรถยนต์ทุกชนิดผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

 19. “ห้ามรถจักรยาน รถสามล้อ รถจักรยานยนต์”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ห้ามรถจักรยาน รถสามล้อ รถจักรยานยนต์ ผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

20. “ห้ามใช้เสียง”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้ใช้เสียงสัญญาณหรือทำให้เกิดเสียงที่ก่อการรบกวนด้วยประการใด ๆ ในเขตที่ติดตั้งป้าย

   21. “ห้ามคน”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามคนผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

22. “ห้ามจอดรถ”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้จอดรถทุกชนิดระหว่างแนวนั้น เว้นแต่การรับ-ส่งคน หรือสิ่งของชั่วขณะ ซึ่งต้องกระทำโดยมิชักช้า

 23. “ห้ามหยุดรถ”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้หยุดรถหรือจอดรถทุกชนิดตรงแนวนั้นเป็นอันขาด

  24. “หยุดตรวจ”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ผู้ขับรถหยุดรถที่ป้ายนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจและเคลื่อนรถต่อไปได้เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจแล้วเท่านั้น

 25. “จำกัดความเร็ว”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้ผู้ขับรถทุกชนิดใช้ความเร็วเกินกว่าที่กำหนดเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามจำนวนตัวเลขในแผ่นป้ายนั้น ๆ ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย จนกว่าจะพ้นที่สุดระยะที่จำกัดความเร็วนั้น

26. “ห้ามรถหนักเกินกำหนด”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้รถทุกชนิดที่มีน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนดหรือเมื่อรวมน้ำหนักรถกับน้ำหนักบรรทุก เกินกว่าที่กำหนดไว้เป็น “ตัน” ตามจำนวนเลขในเครื่องหมายนั้น ๆ เข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

 27. “ห้ามรถกว้างเกินกำหนด”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้รถทุกชนิดที่มีขนาดกว้างเกินกำหนดเป็น “เมตร” ตามจำนวนเลขในเครื่องหมายนั้น เข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

 28. “ห้ามรถสูงเกินกำหนด”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามมิให้รถทุกชนิดที่มีความสูงของรถรวมทั้งของที่บรรทุกเกินกว่ากำหนดเป็น “เมตร” ตามจำนวนเลขในเครื่องหมาย เข้าไปในเขตทางหรืออุโมงค์ที่ติดตั้งป้าย

   29. “ให้เดินรถทางเดียวไปข้างหน้า”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ขับรถตรงไปตามทิศทางที่ป้ายกำหนด

30. “ทางเดินรถทางเดียวไปทางซ้าย”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ให้ขับรถไปทางซ้ายแต่ทางเดียว

 31. “ทางเดินรถทางเดียวไปทางขวา”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ให้ขับรถไปทางขวาแต่ทางเดียว

 32. “ให้ชิดซ้าย”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ให้ขับรถผ่านไปทางซ้ายของป้าย

 33. “ให้ชิดขวา”      

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ขับรถผ่านไปทางขวาของป้าย

34. “ให้เลี้ยวซ้าย”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ขับรถเลี้ยวไปทางซ้ายแต่ทางเดียว

35. “ให้เลี้ยวขวา”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ขับรถเลี้ยวไปทางขวาแต่ทางเดียว

  36. “ให้เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ขับรถไปทางซ้ายหรือไปทางขวา

 37. “ให้ไปทางซ้ายหรือทางขวา”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ให้ขับรถผ่านไปทางด้านซ้ายหรือทางด้านขวาของป้าย

38. “วงเวียน”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้รถทุกชนิดเดินวนทางซ้ายของวงเวียน และรถที่เริ่มจะเข้าสู่ทางร่วมบริเวณวงเวียนต้องหยุดให้สิทธิแก่รถที่แล่นอยู่ในทางรอบวงเวียนไปก่อน ห้ามขับรถแทรกหรือตัดหน้ารถที่อยู่ในทางรอบบริเวณวงเวียน

39. “สุดเขตบังคับ”

ป้ายจราจร

          ความหมาย พ้นสุดระยะที่บังคับตามความหมายของป้ายบังคับที่ติดตั้งไว้ก่อน

เครื่องหมายจราจร ประเภทป้ายบังคับ 2 และรูปภาพเครื่องหมายจราจร

1. ให้รถตรงไป

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถตรงไปตามทิศทางที่ป้ายกำหนด เป็นทางเดินรถทางเดียวเท่านั้น ห้ามมิให้ไปทางซ้ายหรือไปทางขวา

2. ทางเดินรถทางเดียวไปทางซ้าย

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ทางข้างหน้าเป็นทางบังคับให้เดินรถทางเดียวไปทางซ้ายเท่านั้น

 3. ทางเดินรถทางเดียวไปทางขวา

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ทางข้างหน้าเป็นทางบังคับให้เดินรถทางเดียวไปทางขวาเท่านั้น ห้ามมิให้ขับรถไปทางซ้าย

4. ให้ชิดซ้าย

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ให้ขับรถไปทางด้านซ้ายของเครื่องหมาย

5. ให้ชิดขวา

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ให้ขับรถไปทางด้านขวาของเครื่องหมาย

 6. ให้ไปทางซ้ายหรือทางขวา

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ให้ขับรถผ่านไปทางด้านซ้ายหรือทางด้านขวาของป้าย

 7. ให้เลี้ยวซ้าย

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ให้ขับรถเลี้ยวไปทางซ้ายแต่ทางเดียว

  8. ให้เลี้ยวขวา

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ให้ขับรถเลี้ยวไปทางขวาแต่ทางเดียว

9. ให้เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ให้ขับรถไปทางซ้ายหรือไปทางขวา

10. ให้ตรงไปหรือเลี้ยวซ้าย

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถตรงไปหรือเลี้ยวไปทางซ้ายเท่านั้น

 11. ให้ตรงไปหรือเลี้ยวขวา

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถตรงไปหรือเลี้ยวไปทางขวาเท่านั้น

12. วงเวียน

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ให้รถทุกชนิดเดินวนทางซ้ายของวงเวียน และรถที่เริ่มจะเข้าสู่ทางร่วมบริเวณวงเวียนต้องหยุด ให้สิทธิแก่รถที่แล่นอยู่ในทางรอบวงเวียนไปก่อน ห้ามขับรถแทรกหรือตัดหน้ารถที่อยู่ในทางรอบบริเวณวงเวียน

 13. ช่องเดินรถประจำทาง

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ช่องเดินรถที่ติดตั้งป้ายเป็นบริเวณที่กำหนดให้เป็นช่องเดินรถประจำทาง

14. ช่องเดินรถมวลชน

ป้ายจราจร

          หมายความว่า ช่องเดินรถที่ติดตั้งป้ายเป็นบริเวณที่กำหนดให้เป็นช่องเดินรถมวลชน และให้ใช้ได้เฉพาะรถที่มีจำนวนคนบนรถไม่น้อยกว่าตัวเลขที่ระบุในป้าย

 15. ช่องเดินรถจักรยานยนต์

ป้ายจราจร

           หมายความว่า ช่องเดินรถที่ติดตั้งป้ายเป็นบริเวณที่กำหนดให้เป็นช่องเดินรถจักรยานยนต์

16. ช่องเดินรถจักรยาน

ป้ายจราจร

           หมายความว่า ช่องเดินรถที่ติดตั้งป้ายเป็นบริเวณที่กำหนดให้เป็นช่องเดินรถจักรยาน

17. เฉพาะคนเดิน

ป้ายจราจร

          หมายความว่า บริเวณที่ติดตั้งป้ายเป็นบริเวณที่กำหนดให้ใช้ได้เฉพาะคนเดินเท้าเท่านั้น

 18. ความเร็วขั้นต่ำ

ป้ายจราจร

          หมายความว่า บริเวณที่ต้องใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่าที่กำหนดเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามจำนวนตัวเลขที่ระบุในป้าย

เครื่องหมายจราจร ประเภทเตือน

           แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ

 1. ป้ายเตือนตามรูปแบบและลักษณะที่กำหนด

           2. ป้ายเตือนที่แสดงด้วยข้อความ และ/หรือสัญลักษณ์

           3. ป้ายเตือนในงานก่อสร้างต่าง ๆ

1. “ทางโค้งซ้าย”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง

2.  “ทางโค้งขวา”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งไปทางขวา ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านขวาด้วยความระมัดระวัง

3. “ทางโค้งรัศมีแคบเลี้ยวซ้าย”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง

 4. “ทางโค้งรัศมีแคบเลี้ยวขวา”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางขวา ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านขวาด้วยความระมัดระวัง

5. “ทางโค้งรัศมีแคบเริ่มซ้าย”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางซ้ายแล้วกลับ ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านขวาด้วยความระมัดระวัง

 6. “ทางโค้งรัศมีแคบเริ่มขวา”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางขวาแล้วกลับ ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านขวาด้วยความระมัดระวัง

7. “ทางคดเคี้ยวเริ่มซ้าย”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางคดเคี้ยวโดยเริ่มไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง

 8. “ทางคดเคี้ยวเริ่มขวา”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางคดเคี้ยวโดยเริ่มไปทางขวา ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง

9. “ทางเอกตัดกัน”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางเอกตัดกัน ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง

 10. “ทางเอกตัดกันรูปตัววาย” 

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางเอกตัดกันเป็นรูปตัววาย ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง

11. “ทางโทแยกทางเอกทางซ้าย” 

ป้ายจราจร


          ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางแยกไปทางซ้าย ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง

12. “ทางโทแยกทางเอกทางขวา” 

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางแยกไปทางขวา ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง

13. “ทางโทแยกทางเอกเยื้องกันเริ่มซ้าย” 

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทแยกไปทางซ้ายและหลังจากนั้นมีทางโทแยกไปทางขวา ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง

14. “ทางโทแยกทางเอกเยื้องกันเริ่มขวา” 

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทแยกไปทางขวาและหลังจากนั้นมีทางโทแยกไปทางซ้าย ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง

15. “ทางโทเชื่อมทางเอกจากซ้าย” 

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทเข้ามาเชื่อมด้านซ้าย ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง

16. “ทางโทเชื่อมทางเอกจากขวา” 

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทเข้ามาเชื่อมด้านขวา ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง

17. “วงเวียนข้างหน้า”  

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้าจะเป็นทางแยกมีวงเวียน ให้ขับรถให้ช้าลง และเดินรถด้วยความระมัดระวัง

18. “ทางแคบลงทั้งสองด้าน”  

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าแคบลงกว่าทางที่กำลังผ่านทั้งสองด้าน ผู้ขับรถจะต้องขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น ขณะที่รถผ่านทางแคบ ผู้ขับรถจะต้องระมัดระวังมิให้รถชนหรือเสียดสีกัน

 19. “ทางแคบด้านซ้าย”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าด้านซ้ายแคบลงกว่าทางที่กำลังผ่าน ผู้ขับรถต้องขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น

  20. “ทางแคบด้านขวา”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าด้านขวาแคบลงกว่าทางที่กำลังผ่าน ผู้ขับรถต้องขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น

21. “สะพานแคบ”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีสะพานแคบ รถเดินหลีกกันไม่ได้ ให้ขับรถให้ช้าลง และระมัดระวังอันตรายจากรถที่จะสวนมาจากอีกฝ่ายหนึ่งของสะพาน ถ้ามีป้ายอื่นติดตั้งอยู่ ก็ให้ปฏิบัติตามป้ายนั้น ๆ ด้วย
 22. “ทางข้ามทางรถไฟไม่มีเครื่องกั้นทาง”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางรถไฟตัดผ่านและไม่มีเครื่องกั้นทาง ให้ขับรถให้ช้าลงให้มาก และสังเกตดูรถไฟทั้งทางขวาและทางซ้าย ถ้ามีรถไฟกำลังจะผ่านมาให้หยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟอย่างน้อย 5 เมตร แล้วรอคอยจนกว่ารถไฟนั้นผ่านพ้นไปและปลอดภัยแล้ว จึงเคลื่อนรถต่อไปได้ ห้ามมิให้ขับรถตัดหน้ารถไฟในระยะที่อาจจะเกิดอันตรายได้เป็นอันขาด

  23. “ทางข้ามทางรถไฟมีเครื่องกั้นทาง”

ป้ายจราจร

          ความหมาย หน้าที่กั้นทาง หรือมีเครื่องกั้นทางปิดกั้น ถ้ามีรถข้างหน้าหยุดรออยู่ก่อน ก็ให้หยุดรถถัดต่อมาตามลำดับ เมื่อเปิดเครื่องกั้นทางแล้วให้รถที่หยุดรอเคลื่อนที่ตามกันได้

24. “ทางขึ้นลาดชัน”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางลาดชันขึ้นเขาหรือขึ้นเนิน สันเขา หรือสันเนิน อาจกำบังสายตาไม่ให้มองเห็นรถที่สวนมา ให้ขับรถให้ช้าลง และเดินรถใกล้ขอบทางด้านซ้ายให้มาก กับให้ระมัดระวังอันตรายจากรถที่สวนทางมา

25. “ทางลงลาดชัน”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางลาดลงเขาหรือลงเนิน ให้ขับรถให้ช้าลง เดินรถใกล้ขอบทางด้านซ้ายให้มาก และผู้ขับรถไม่ควรปลดเกียร์หรือดับเครื่องยนต์เป็นอันขาดในกรณีที่เป็นทางลงเขา หรือเนินที่ชันมาก ให้ใช้เกียร์ต่ำเพื่อความปลอดภัย

26. “เตือนรถกระโดด”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าเปลี่ยนระดับอย่างกะทันหัน เช่น บริเวณคอสะพาน ทางข้ามท่อระบายน้ำ และสันชะลอความเร็ว เป็นต้น ให้ขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง

27. “ผิวทางขรุขระ”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าขรุขระมาก มีหลุม มีบ่อ หรือเป็นสันติดต่อกัน ให้ขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง

28. “ทางลื่น”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้าลื่นเมื่อผิวทางเปียกอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ให้ขับรถให้ช้าลงให้มาก และระมัดระวังการลื่นไถล อย่าใช้ห้ามล้อโดยแรงและทันที การหยุดรถ การเบารถ หรือเลี้ยวรถในทางลื่น ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

29. “ผิวทางร่วน”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีวัสดุผิวทางหลุดกระเด็น เมื่อขับรถด้วยความเร็วสูงให้ขับให้ช้าลง และระมัดระวังอันตรายอันอาจเกิดจากวัสดุผิวทาง

30. “สะพานเปิดได้”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าจะต้องผ่านสะพานที่สามารถเปิดให้เรือลอด ให้ขับรถให้ช้าลง และระมัดระวังในการหยุดรถ เมื่อเจ้าหน้าที่จะปิดกั้นทางเพื่อเปิดสะพานให้เรือผ่านเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อรถข้างหน้าและรถข้างหลัง

31. “ทางร่วม”

ป้ายจราจร

            ความหมาย ทางข้างหน้าจะมีรถเข้ามาร่วมในทิศทางเดียวกันจากทางซ้ายหรือทางขวาตามลักษณะสัญลักษณ์ในป้าย ผู้ขับรถจะต้องขับรถให้ช้าลง และเดินรถด้วยความระมัดระวัง

  32. “ทางคู่ข้างหน้า”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางคู่มีเกาะหรือสิ่งอื่นใดแบ่งการจราจรออกเป็นสองทาง ไปทางหนึ่ง มาทางหนึ่ง ให้ขับรถชิดไปทางด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง

33. “สิ้นสุดทางคู่”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางร่วมที่ไม่มีเกาะหรือสิ่งอื่นใดแบ่งการจราจร ให้ขับรถช้าลงและชิดด้านซ้ายของทาง และเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น

34. “จุดกลับรถ”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้าจะมีที่กลับรถ

35. “สัญญาณจราจร”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีสัญญาณไฟจราจร ให้ขับรถช้าลง และพร้อมที่จะปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร

36. “หยุดข้างหน้า”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้ามีเครื่องหมายหยุดติดตั้งอยู่ ให้ผู้ขับรถเตรียมพร้อมที่จะหยุดรถได้ทันทีเมื่อขับรถถึงป้ายหยุด
     37. “ระวังคนข้ามถนน”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางสำหรับคนข้ามถนนหรือมีหมู่บ้านราษฎรอยู่ข้างทาง ซึ่งมีคนเดินข้ามไป-มาอยู่เสมอ ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและระมัดระวังคนข้ามถนน ถ้ามีคนกำลังเดินข้ามถนนให้หยุดรถให้คนเดินข้ามถนนไปได้โดยปลอดภัย

38. “ระวังคนข้ามถนน”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีโรงเรียนตั้งอยู่ข้างทาง ให้ขับรถให้ช้าลงและระมัดระวังอุบัติเหตุซึ่งอาจจะเกิดขึ้นแก่เด็กนักเรียน ถ้ามีเด็กนักเรียนกำลังเดินข้ามถนนให้หยุดรถให้เด็กนักเรียนข้ามถนนไปได้โดยปลอดภัย ถ้าเป็นเวลาที่โรงเรียนกำลังสอน ให้งดใช้เสียงสัญญาณ และห้ามทำให้เกิดเสียงรบกวนด้วยประการใด ๆ

39. “ระวังสัตว์”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้าอาจมีสัตว์ข้ามทาง ให้ขับรถให้ช้าลง และระมัดระวังอันตรายเป็นพิเศษ

40. “ระวังอันตราย”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้ามีอันตราย เช่น เกิดอุบัติเหตุ ทางทรุด เป็นต้น ให้ขับรถให้ช้าลงให้มาก และระมัดระวังอันตรายเป็นพิเศษ

41. “เขตห้ามแซง”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ใช้ติดตั้งทางด้านขวาของทาง หมายความว่า ทางช่วงนั้นมีระยะมองเห็นจำกัด ผู้ขับรถไม่สามารถมองเห็นรถที่สวนมาในระยะที่จะแซงรถอื่นได้

 42. “เครื่องหมายลูกศรคู่”

ป้ายจราจร

          ความหมาย มีเกาะหรือสิ่งกีดขวางอยู่กลางทางจราจร ยวดยานสามารถผ่านไปได้ทั้งทางซ้ายและทางขวาของป้าย

 43. “อุบัติเหตุข้างหน้า”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น อาจมียวดยานหรือสิ่งอื่นกีดขวางทางจราจร

44. “ทางเบี่ยงซ้าย”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีการก่อสร้างทางหลวง การจราจรจะต้องเปลี่ยนแนวทางไปใช้ทางเบี่ยงหรือทางชั่วคราวทางด้านซ้าย

45. “ทางเบี่ยงขวา”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้ามีการก่อสร้างทางหลวง การจราจรจะต้องเปลี่ยนแนวทางไปใช้ทางเบี่ยงหรือทางชั่วคราวทางด้านขวา

46. “เครื่องจักรกำลังทำงาน”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีเครื่องจักรกำลังทำงานอยู่ข้างทาง และล้ำเข้ามาในผิวจราจร หรือใกล้ผิวจราจรเป็นครั้งคราว           47. “คนทำงาน”

ป้ายจราจร

          ความหมาย ทางข้างหน้ามีคนงานกำลังทำงานอยู่บนผิวจราจรหรือใกล้ชิดกับผิวจราจร

 48. “สำรวจทาง”

ป้ายจราจร

           ความหมาย ทางข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่กำลังทำการสำรวจทางอยู่บนผิวจราจรหรือใกล้ชิดกับผิวจราจร

เครื่องหมายจราจร ประเภทเครื่องหมายบนพื้นทาง

1. เส้นแบ่งทิศทางจราจรปกติ (เป็นเส้นประสีขาว ขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร เว้นช่องห่าง 200 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ขับรถในด้านซ้ายเลี้ยวขวาหรือแซงหน้ารถคันอื่นได้เมื่อปลอดภัย

2. เส้นแบ่งทิศทางจราจรเตือน (เป็นเส้นประสีขาว ขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ยาว 300 เซนติเมตร เว้นช่องห่าง 100 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ทราบว่าจะถึงเขตทางข้าม แยก เขตห้ามแซง เว้นแต่จะเปลี่ยนเส้นทางเดินรถ หรือกลับรถ ขับข้ามเส้นได้แต่ต้องระวังเป็นพิเศษ (สังเกตดูจะเห็นว่าเส้นจะยาวกว่าเส้นแบ่งทิศทางจราจรปกติ)

3. เส้นแบ่งทิศทางจราจรห้ามแซง (เส้นทึบสีขาว ขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามแซงหรือขับรถผ่านคร่อมเส้นโดยเด็ดขาด

4. เส้นแบ่งทิศทางจราจรคู่ (เส้นประคู่เส้นทึบ) (เป็นเส้นทึบสีขาว ขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร ขนานไปกับเส้นประสีขาว ขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร เว้นช่องห่าง 200 เซนติเมตร เส้นทั้งสองมีระยะห่างกัน 15 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย รถทางเส้นประอาจข้ามหรือแซงได้เมื่อปลอดภัย

5. เส้นแบ่งทิศทางจราจรคู่ (เส้นทึบคู่เส้นประ) (เป็นเส้นทึบสีขาว ขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร ขนานไปกับเส้นประสีขาว ขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร เว้นช่องห่าง 200 เซนติเมตร เส้นทั้งสองมีระยะห่างกัน 15 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย รถทางเส้นทึบห้ามแซง ขับรถผ่าน หรือคร่อมเส้นโดยเด็ดขาด

6. เส้นแบ่งทิศทางจราจรห้ามแซงคู่ (เส้นทึบคู่) (เป็นเส้นทึบสีขาว ขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร ขนานกัน มีระยะห่างระหว่างเส้น 15 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามขับรถผ่าน ขับรถคร่อมเส้น ห้ามแซงโดยเด็ดขาดทั้งสองทิศทาง

7. เส้นแบ่งช่องเดินรถปกติ (เป็นเส้นประสีขาว ขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร ยาว 100 เซนติเมตร เว้นช่องห่าง 300 เซนติเมตร )

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ขับรถในช่องเดินรถ ห้ามขับคร่อมเส้นหรือทับเส้น เว้นแต่จะเปลี่ยนช่องเดินรถหรือกลับรถ

8. เครื่องหมาย “เส้นแบ่งช่องเดินรถเตือน” หมายความว่า เส้นแบ่งช่องเดินรถประเภทเตือนเป็นเส้นประสีขาว ขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร ยาว 300 เซนติเมตร เว้นช่องห่าง 100 เซนติเมตร

ป้ายจราจร

          ความหมาย แสดงให้ทราบว่าใกล้จะถึงเส้นแบ่งช่องเดินรถห้ามแซง ห้ามขับคร่อมเส้นช่องเดินรถ เว้นแต่จะเปลี่ยนช่องเดินรถ

9. เส้นแบ่งช่องเดินรถห้ามแซง (เป็นเส้นประสีขาว ขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย ห้ามแซงโดยเด็ดขาด ห้ามขับรถผ่านหรือคร่อมเส้น หรือกลับรถ

10. เส้นขอบทาง (เส้นประสีขาว ขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร เว้นช่องห่าง 60 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ขับรถในช่องทางจราจรด้านขวาของเส้น

11. เส้นแบ่งเดินรถประจำทาง (เส้นทึบสีเหลืองขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย รถประจำทางหรือรถบรรทุกคนโดยสารที่อธิบดีกรมตำรวจกำหนด ให้ใช้ช่องทางเดินรถด้านซ้ายของเส้นนี้ รถประเภทอื่นห้ามขับผ่านเข้าไปในช่องนี้

12. เส้นแบ่งภายในช่องเดินรถประจำทาง

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้รถประจำทางหรือรถที่กำหนดวิ่งในช่องทางได้ทั้ง 2 ช่อง ทั้งซ้ายและขวาของเส้นนี้

13. เส้นแบ่งช่องเดินรถประจำทางสามารถข้ามผ่านได้ (เส้นทึบสีเหลือง ขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร เว้นช่องห่าง 30 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย รถประจำทางหรือรถบรรทุกคนโดยสารที่อธิบดีกรมตำรวจกำหนด ให้ใช่ช่องเดินรถทางด้านซ้าย ของเส้นนี้ รถประเภทอื่นให้ขับผ่านได้กรณีจะเข้า-ออกจากซอยหรือเลี้ยว

14. จุดเริ่มต้นช่องเดินรถประจำทาง

ป้ายจราจร

          ความหมาย รถประจำทางหรือรถบรรทุกคนโดยสารที่อธิบดีกรมตำรวจกำหนด ให้ผ่านเข้าไปในช่องเดินรถประจำทางหลังจุดนี้ รถประเภทอื่นห้ามขับเข้าไปในช่องเดินรถประจำทางหลังจุดนี้

15. เส้นแนวหยุด (เส้นขวางถนน เป็นเส้นทึบสีขาว ขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย ให้ผู้ขับรถหยุดรถก่อนถึงแนวเส้นขวางทุกครั้งเพื่อดูจังหวะรถว่างหรือรอให้คนข้าม ในทางข้ามข้างหน้าผ่านไปก่อน เมื่อปลอดภัยจึงขับรถผ่านไป

16. เส้นให้ทาง (เส้นขวางถนน เป็นเส้นประสีขาว ขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร เว้นช่องห่าง 30 เซนติเมตร)

ป้ายจราจร

          ความหมาย เป็นเส้นประสีขาวข้ามถนนให้ผู้ขับขี่ขับรถให้ช้าลง แล้วดูให้รถอื่นที่ออกจากทางร่วม หรือคนเดินเท้าในทางข้ามที่ขวางหน้าผ่านไปก่อน เห็นปลอดภัยแล้วจึงขับรถผ่านไป

17. เส้นทแยงสำหรับทางแยก (เป็นเส้นทึบสีเหลืองขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลากทแยงตัดกันทำมุม 45 องศา ห่างกัน 200 เซนติเมตร ภายในกรอบเส้นทึบสีเหลือง ขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร )

ป้ายจราจร

          ความหมาย เป็นเส้นทึบสีเหลืองลากทแยงมุม ห้ามหยุดรถทุกชนิดภายในกรอบเส้นทแยงนี้

เครื่องหมายจราจร ประเภทเครื่องหมายลูกศรบนพื้น

1. ลูกศรตรงไป

ป้ายจราจร

          ความหมาย ผู้ขับในช่องที่มีลูกศรนี้ต้องขับตรงไป ห้ามขับเลี้ยวซ้ายหรือขวา

 2. ลูกศรเลี้ยวซ้าย

ป้ายจราจร

          ความหมาย ผู้ขับในช่องที่มีลูกศรนี้ต้องขับเลี้ยวซ้าย ห้ามขับตรงไปหรือเลี้ยวขวา

3. ลูกศรเลี้ยวขวา

ป้ายจราจร

          ความหมาย ผู้ขับในช่องที่มีลูกศรนี้ต้องขับเลี้ยวขวา ห้ามขับตรงไปหรือเลี้ยวซ้าย

4. ลูกศรเลี้ยวซ้ายกับเลี้ยวขวา

ป้ายจราจร

          ความหมาย ผู้ขับในช่องที่มีลูกศรนี้ต้องเลี้ยวขับซ้ายหรือเลี้ยวขวา ห้ามขับตรงไป

 5. ลูกศรตรงไป หรือเลี้ยวซ้าย

ป้ายจราจร

   ความหมาย ผู้ขับในช่องที่มีลูกศรนี้ต้องขับตรงไปหรือเลี้ยวซ้าย ห้ามขับเลี้ยวไปทางขวา

          6. ลูกศรตรงไป หรือเลี้ยวขวา

ป้ายจราจร

          ความหมาย ผู้ขับในช่องที่มีลูกศรนี้ต้องขับตรงไปหรือเลี้ยวขวา ห้ามขับเลี้ยวไปทางซ้าย

7. ลูกศรตรงไปและเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา

ป้ายจราจร

          ความหมาย ผู้ขับในช่องที่มีลูกศรนี้ต้องขับตรงไป หรือเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา
  8. ลูกศรเลี้ยวกลับ

ป้ายจราจร

          ความหมาย ผู้ขับในช่องที่มีลูกศรนี้ต้องกลับรถไปใช้ช่องทางในทิศทางจราจรตรงข้าม ห้ามขับตรงหรือเลี้ยวซ้าย (ต้องดูความปลอดภัยในรถที่สวนมาทางจราจรตรงข้าม เมื่อปลอดภัยจึงกลับรถได้)

ขอบคุณข้อมูลจาก : khiansapolice.comdlt.go.th

แหล่งอ้างอิง https://car.kapook.com/view63172.html

แอร์รถไม่เย็น แอร์รถเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง เป็นเพราะอะไร?

พฤศจิกายน 11, 2022 / 477 / ข่าวสารยานยนต์

แอร์รถไม่เย็น แอร์รถเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง ปัญหาน่าหงุดหงิดสำหรับคนใช้รถ ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุใด และควรต้องแก้ไขอย่างไรให้กลับมาเย็นฉ่ำดังเดิม

ด้วยสภาพอากาศเมืองไทยที่ร้อนแทบจะ 100% เมื่อต้องเจอกับปัญหาแอร์รถยนต์ไม่เย็น หรือแอร์รถเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง สิ่งเหล่านี้ย่อมกวนใจคนใช้รถมากเป็นพิเศษ เพราะการต้องขับรถฝ่าการจราจรโดยระบบปรับอากาศไม่สมบูรณ์คงไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อแอร์รถไม่เย็นหรือมีส่วนใดส่วนหนึ่งขัดข้อง การแก้ไขด้วยตัวเองอาจเป็นไปได้ยาก แต่หากผู้ขับขี่รู้ถึงลักษณะอาการที่เกิดขึ้นย่อมง่ายต่อการสื่อสารให้ช่างทราบ เพื่อวิเคราะห์แก้ไขได้อย่างรวดเร็วตรงจุดกว่า

แอร์รถไม่เย็นเป็นเพราะอะไร ควรสังเกตอย่างไร

แน่นอนว่าเมื่อแอร์รถไม่เย็น ผู้ขับขี่ควรสังเกตลักษณะอาการที่ผิดปกติที่เกิดนั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น แอร์รถไม่เย็นมีแต่ลม ไม่มีลมออกเลย แอร์รถเย็นบ้างไม่เย็นบ้างในช่วงขณะหรือจังหวะใด แอร์รถไม่เย็นต้องปิดแล้วเปิดใหม่ถึงจะกลับมาเย็นเหมือนเดิม หรือแอร์เริ่มไม่เย็น เย็นน้อยลง เป็นต้น

การตรวจสอบหาสาเหตุแอร์รถไม่เย็นเบื้องต้น ด้วยตัวเองก่อน

  • เช็กการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ โดยสังเกตการตัด-ต่อของคอมเพรสเซอร์ (ซึ่งรอบเครื่องยนต์จะถูกดึงเล็กน้อย) หรือลองเปิด-ปิดสวิตช์ AC ของระบบปรับอากาศเพื่อจับอาการว่าคอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานเป็นปกติหรือไม่
     
  • ดูระดับน้ำยาแอร์ที่ดรายเออร์ (Receiver Drier) ซึ่งจะมีกระจกใสหรือที่นิยมเรียกกันว่าตาแมว จะมองเห็นการหมุนเวียนของน้ำยาแอร์ หากพบว่าเกิดฟองมาก (ปกติจะมีฟองเพียงเล็กน้อย) แสดงว่าน้ำยาแอร์ในระบบขาด อาจมีรอยรั่วในระบบ ทำให้น้ำแอร์พร่องดูดซับความร้อนในห้องโดยสารได้ไม่เต็มที่
     
  • ตรวจสอบพัดลมระบายความร้อน ว่าเมื่อเปิดแอร์แล้วพัดลมแอร์ด้านหน้ารถ (สำหรับระบายความร้อนคอยล์ร้อนหรือ Condenser) ทำงานปกติหรือไม่ เพราะถ้าหากพัดลมแอร์ไม่ทำงานหรือทำงานไม่เต็ม (แรงลมอ่อน) จะระบายความร้อนไม่ได้หรือได้ไม่ดี ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้แอร์รถไม่เย็นได้
     
  • กรณีแอร์ไม่มีลมออก แต่คอมเพรสเซอร์ทำงาน ท่อน้ำยาแอร์ที่เดินเข้ามาภายในรถมีไอเย็นเกาะ อาจเป็นไปได้ว่า Blower หรือพัดลมแอร์ (คอยล์เย็นด้านในรถ) ไม่ทำงาน

แอร์รถเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง สาเหตุหลักที่พบบ่อย

ปัญหาส่วนใหญ่ที่แอร์รถไม่เย็นมีแต่ลม หรือแอร์รถเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง มักเกิดจากน้ำยาแอร์ขาดเนื่องจากมีจุดรั่วในระบบ ทำให้เย็นน้อยลงเรื่อย ๆ หรือคอมเพรสเซอร์เสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่ทำงาน รวมถึงพัดลมระบายความร้อนหน้ารถไม่ทำงาน ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอร์รถไม่เย็นได้เช่นกัน

วิธีแก้ไขแอร์รถไม่เย็น หรือแอร์รถเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง

สำหรับการแก้ไขปัญหาแอร์รถไม่เย็น หรือแอร์รถเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง คงต้องขึ้นอยู่กับปัญหาที่พบ ในกรณีน้ำยาแอร์ขาดก็สามารถนำรถไปเติมน้ำยาแอร์เพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้นก่อนได้

แต่โดยปกติแล้วกรณีน้ำยาแอร์ขาด มักมีการรั่วในระบบ และถ้ารอยรั่วไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อใช้ไปสักพักแอร์ก็อาจกลับมาไม่เย็นอีก ส่วนจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับรอยรั่วในระบบ แต่ถ้าคอมเพรสเซอร์แอร์เสื่อมสภาพ เสียหาย คงต้องซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ เช่นเดียวกับระบบระบายความร้อน

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในระบบแอร์ก็อาจมีส่วน

นอกเหนือจากส่วนประกอบหลัก ๆ ของระบบแอร์ที่มักมีปัญหาตามที่กล่าวมาแล้ว การที่แอร์รถไม่เย็นอาจเกิดจากส่วนอื่นอย่างระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีการทำงานซับซ้อนมากขึ้น

ทั้งนี้ การรู้สาเหตุหรือการสังเกตลักษณะอาการของปัญหาแอร์รถยนต์ เช่น แอร์รถไม่เย็นมีแต่ลม ไม่มีลมออก แอร์รถเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง ในช่วงจังหวะเวลาใด ต้องปิดแล้วเปิดใหม่ถึงจะกลับมาเย็นเหมือนเดิม หรือแอร์เริ่มไม่เย็น เย็นน้อยลง แม้จะไม่สามารถแก้ไขด้วยตัวเองได้ก็ตาม แต่หากผู้ขับขี่สามารถบอกอาการที่ชัดเจนแก่ช่างได้ ก็จะช่วยให้การตรวจสอบปัญหาแอร์รถไม่เย็นนั้นทำได้รวดเร็วและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

แหล่งอ้างอิง https://car.kapook.com/view253616.html

วิธีขับรถลุยน้ำท่วมหรือน้ำรอการระบายให้ปลอดภัยรอดจากความเสียหาย

ตุลาคม 10, 2022 / 462 / ข่าวสารยานยนต์

เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการของเมืองไทยแล้ว เมื่อครั้งที่แล้ว ทีมงาน BoxzaRacing ได้แนะนำวิธี ตรวจเช็คความพร้อมของรถ ก่อนออกไปตะลุยฝน ให้เพื่อนๆ ได้ดูได้ชมกันไปแล้ว คราวนี้ทีมงานจะแนะนำ วิธีขับรถลุยน้ำท่วม หรือน้ำรอการระบาย ให้ปลอดภัย เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ถ้าวันไหนฝนตกหนักๆ บ้านเราบางพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ต่ำ อาจจะมีน้ำสะสมค่อนข้างเยอะ ทำให้น้ำระบายไม่ทัน บางทีก็มาขังบนพื้นถนน ถ้าฝนตกหนักมากๆ น้ำขังเหล่านี้ ก็จะมีปริมาณที่สูงขึ้นตามปริมาณของน้ำฝน ทำให้น้ำท่วมถนนได้ น้ำรอการระบาย และเราต้องขับรถผ่านถนนเส้นนั้นพอดี แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ จะขับรถผ่านอย่างไร ไม่ให้รถเกิดความเสียหาย วันนี้ทีมงาน BoxzaRacing จะมาแนะเคล็ดลับดีๆ ให้เพื่อนๆ ได้ลองทำตามดูกัน 

1.อันดับแรกที่เราเห็นน้ำท่วม หรือน้ำขัง เราควรที่จะประเมินสถานะการณ์ของน้ำที่ท่วมขังเสียก่อน โดยสังเกตจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถคันหน้า หรือขอบฟุตบาท ซึ่งรถยนต์เป็นพาหนะที่วิ่งทางบก เพราะฉะนั้น รถแต่ละประเภทจะลุยน้ำที่ระดับความสูงไม่เหมือนกัน อย่าง รถเก๋ง ไม่ควรที่จะลุยน้ำท่วมสูงเกิน 25 เซนติเมตร รถกระบะสายซิ่งทั้งหลาย ไม่ควรลุยน้ำท่วมสูงเกิน 40 เซนติเมตร หรือรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD ไม่ควรลุยน้ำท่วมสูงเกิน 50 เซนติเมตร หากระดับน้ำสูงเกินกว่านี้ เราไม่ควรที่จะขับลุยเข้าไป ควรที่จะจอดรอให้ระดับน้ำลดลงเสียก่อนค่อยขับผ่านไป       

          2.ประเมินสถานะการณ์เรียบร้อยแล้ว ถ้าโอเคงั้นขับฝ่าไป แต่ต้องปิดแอร์ ที่ต้องปิดแอร์เพราะว่าถ้าเปิดแอร์ เมื่อถึงอุณหภูมิที่กำหนด พัดลมไฟฟ้าทำงาน พัดลมแอร์ทำงาน ถ้าระดับน้ำถึงระดับใบพัดลม อันดับแรกใบพัดลมแอร์จะพัดเอาน้ำหรือสิ่งสกปรกที่ลอยมากับน้ำกระเด็นขึ้นเครื่องยนต์ได้ และจะทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่างที่อยู่ในห้องเครื่องช็อตหรือเสียหายได้ อันดับต่อมาอาจจะทำให้ใบพัดลมแอร์เสียหายและหักได้ เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน เพราะฉะนั้น ทนร้อนนิดเดียว ดีกว่าเสียหายเยอะ 

3.ต่อมา…ให้ใช้เกียร์ต่ำ อย่าใช้รอบสูงมาก ถ้าเป็นเกียร์ธรรมดาควรใช้แค่เกียร์ 1 หรือ 2 เท่านั้น ส่วนเกียร์อัตโนมัติ ดึงเกียร์มาในตำแหน่ง L ได้ และเวลาขับ ควรเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ไว้ไม่ให้เกิน 1,500-2,000 รอบ/นาที ยิ่งถ้าเป็นเกียร์ ธรรมดา เข้าเกียร์ 1 เสร็จ ปล่อยคลัทช์ให้รถค่อยๆ เดินเบาไหลไปเรื่อยๆ เพราะถ้าเราขับเร็ว อาจจะทำให้น้ำกระเด็นสูง และคลื่นน้ำก็จะแรงไปกระทบสิ่งของทำให้เกิดการเสียหายได้ พอเกิดคลื่นแรกอาจจะไปพัดเอาสิ่งของต่างๆ ข้างทางมาโดนตัวรถเราได้

4.พอเราเริ่มขับรถลุยน้ำ อย่าขับจี้คันหน้ามากเกินไป ควรทิ้งระยะห่างเอาไว้ อย่าขับชิดคันหน้าจนเกินไป เพราะว่าถ้าเกิดคันหน้าเบรกฉุกเฉิน เราอาจจะเบรกไม่ทัน เนื่องจากระบบเบรกของรถเราก็แช่อยู่ในน้ำเช่นกัน อีกข้อหนึ่งก็คือ เวลาเจอรถสวนควรที่จะเบาคันเร่ง เพราะลดอาการคลื่นปะทะแรงๆ อาจจะสร้างความเสียหายให้กับรถเราก็ได้ 

ถ้าเครื่องยนต์ดับขณะที่เรากำลังขับลุยน้ำ อย่าสตาร์ทเครื่องตอนนั้นเลย เพราะจะมีแรงดูดจากเครื่องยนต์และดูดน้ำวนเข้าไปทำลายเครื่องยนต์ของเราได้ ถ้าเครื่องยนต์ดับเราควรที่จะเข็น หรือจอด หรือลาก รถออกไปจากพื้นที่น้ำท่วม แล้วค่อยหาวิธีแก้ไขต่อไป ถ้าใครที่ซื้อประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ประกันชั้น 2+ หรือประกันชั้น 3+ เอาไว้คุณจะได้รับความคุ้มครองกรณีน้ำท่วม แนะนำว่ารีบโทรหาบริษัทฯ ประกันของคุณเพื่อแจ้งเหตุ และขอความคุ้มครองได้ทันที และหลังจากที่เราขับรถผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง น้ำรอการระบายแล้ว เราก็มีข้อปฏิบัติดังนี้ 

  1.หลังจากขับผ่านพ้นน้ำท่วมขังออกมาแล้ว อย่าเพิ่งรีบเร่งเครื่อง หรือขับรถเร็วๆ ทันที ให้เราใช้ความเร็วต่ำ และเหยียบเบรก แล้วปล่อย เหยียบแล้วปล่อย เพื่อที่จะไล่น้ำออกจากคาลิเปอร์เบรกและผ้าเบรก อีกทั้งยังเช็คระบบเบรกของเราด้วยว่าทำงานได้ดีอยู่ไหม การเหยียบเบรกแล้วปล่อย เราควรที่จะทำประมาณสัก 50 เมตร แต่ต้องดูรถด้านหลังด้วยนะ

          2.จากที่เราย้ำเบรกเสร็จแล้ว เราควรที่จะขับรถไปอีกประมาณ 20 นาที เพื่อไล่ความชื้นที่ยังคงค้างอยู่ในเครื่องยนต์และรถยนต์ แต่ถ้าจำเป็นต้องจอดรถ หรือถึงที่หมายแล้ว อย่าเพิ่งดับเครื่องยนต์ให้สตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้เสียก่อน เพราะเป็นการไล่ความชื้นของเครื่องยนต์และตัวรถด้วย

          3.ต่อมาเราก็มาเช็คความเสียหายของตัวรถ เช็คดูว่ามีอะไรมาเกาะไหม หรือชิ้นส่วนไหนหักหลุดออกไปบ้าง ล้อและยางมีความเสียหายไหมเป็นต้น 

 นี่คือ วิธีและขั้นตอนในการปฏิบัติ การขับรถลุยน้ำท่วมและหลังจากที่เราลุยน้ำท่วม น้ำรอการระบายเรียบร้อยแล้ว เราควรที่จะทำอะไรบ้าง ลองเอาไปใช้ดู และอย่าลืมศึกษาเส้นทางที่เราใช้ด้วยล่ะ ว่าเส้นนั้น สภาพถนนเป็นอย่างไร เลี่ยงได้เราก็ควรเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนด้านบนได้เลย

แหล่งอ้างอิง http://car.boxzaracing.com/knowledge/32841

ต้องการความช่วยเหลือในการหารถ

ติดต่อเรา

ขายรถมือสองแยกตามยี่ห้อ

ขายรถ โตโยต้า มือสอง สภาพดี

ขายรถ ฮอนด้า มือสอง สภาพดี

ขายรถ นิสสัน มือสอง สภาพดี

ขายรถ เชฟโรเลต มือสอง สภาพดี

ขายรถ อิซูสุ มือสอง สภาพดี

ขายรถ มิตซูบิชิ มือสอง สภาพดี

ขายรถ ซูซุกิ มือสอง สภาพดี

ขายรถ ฟอร์ด มือสอง สภาพดี

ขายรถ มาสด้า มือสอง สภาพดี

ขายรถ KIA มือสอง สภาพดี

ขายรถ เอ็มจี มือสอง สภาพดี

ขายรถ TATA มือสอง สภาพดี