เฉลิมชัย รถบ้าน

ที่สุดด้านคุณภาพและบริการ ต้องเฉลิมชัย รถบ้าน
โทร : 095-695-2897เปิดทำการทุกวัน
110/4 หมู่ 1 ต.หนองยาว อ.เมือง จ.สระบุรี

ข่าวสารยานยนต์

ทำไมต้องวางพระไว้หน้ารถ ?

วางพระหน้ารถ ควรหันหน้าไปทางไหน หันหน้าเข้าหรือออก

ความเชื่ออย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับชาวพุทธโดยเฉพาะคนที่ต้องขับรถเดินทางไปไหนมาไหน มักกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนออกเดินทาง บางคนอาจจะยกมือไหว้แม่ย่านาง บางคนอาจจะมีเครื่องรางของขลังพกติดไว้ในรถ รวมถึงบางคนอาจนำพระมาตั้งหรือวางที่หน้ารถ เพื่อให้ท่านช่วยคุ้มครองระหว่างเดินทางอย่างปลอดภัย

แต่การนำพระมาตั้งบูชาที่หน้ารถนั้น ก็ยังมีคนสงสัยว่าจริง ๆ แล้วเราควรตั้งพระให้หันหน้าไปทางไหนกันแน่ ระหว่างหันไปทางด้านหน้าตัวรถ หรือหันเข้ามาภายในตัวรถ และการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ เข้ามาบูชาในรถควรวางหรือเก็บไว้บริเวณใดไปหาคำตอบกัน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรถที่คนนิยมบูชา

1. พระพุทธรูป

ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนส่วนใหญ่มักจะมีติดรถไว้เป็นอันดับต้น ๆ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ปกป้อง และคุ้มครองให้เกิดความแคล้วคลาดปลอดภัยตลอดการเดินทาง

2. แม่ย่านาง

เทพเทวดาที่มีความเชื่อว่าเป็นผู้ที่ปกปักรักษา คุ้มครองยานพาหนะต่าง ๆ เช่น เรือ เครื่องบิน และรถยนต์ ซึ่งผู้ที่มีความเชื่อและเคารพบูชามักจะนำพวงมาลัย ผลไม้ หมากพลู ข้าว และน้ำดื่ม มาถวายตามโอกาสเทศกาลต่าง ๆ

3. วัตถุมงคล ของขลังต่าง ๆ

วัตถุมงคลอื่น ๆ นอกเหนือจากพระที่คนนิยมบูชา ได้แก่ กุมารทอง ผ้ายันต์ และสิ่งของอื่น ๆ ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล

การตั้งบูชาวัตถุมงคลภายในรถ

หากใครที่เชื่อในหลักของฮวงจุ้ย การตั้งพระหน้ารถนั้นควรตั้งหันหน้าออกไปทางหน้ารถหรือทิศทางเดียวกับคนขับ ตามความเชื่อคือเพื่อเป็นการเสริมดวง ให้พระได้เห็นในทิศทางเดียวกับเราเพื่อเป็นการปกป้อง คุ้มครองจากภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยการตั้งพระหันหน้าเข้ามาในตัวรถอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับคนรอบตัวได้

สำหรับคนที่ไม่เชื่อเรื่องหลักฮวงจุ้ยการตั้งพระให้หันหน้าเข้ามาในตัวรถก็สามารถทำได้ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะบางคนอาจรู้สึกสบายใจ มีสติตื่นตัว เป็นเครื่องเตือนใจขณะขับขี่เมื่อได้เห็นด้านหน้าขององค์พระ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่าการไหว้พระเราควรไหว้ต่อหน้าท่าน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งในการหันหน้าองค์พระเข้ามาในตัวรถ

ข้อควรระวังในการตั้งพระหรือวัตถุมงคลในรถ

1. เลือกขนาดให้เหมาะสม

หากต้องการที่จะตั้งพระหน้ารถ หรือบูชาวัตุมงคลต่าง ๆ ภายในรถ ควรเลือกขนาดให้เหมาะสม ไม่ใหญ่เกินไปจนบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็น เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายขณะขับขี่ได้ 

2. จัดวางในตำแหน่งที่ปลอดภัย

การวางหรือตั้งพระที่หน้ารถนั้นควรวางในตำแหน่งที่ปลอดภัย ไม่ควรตั้งทับบนแอร์แบ๊กหรือถุงลมนิรภัยเพราะหากเกิดอุบัติเหตุ พระที่ตั้งอยู่อาจถูกแรงอัดจากถุงลมนิรภัยกระเด็นมาโดนคนขับหรือผู้โดยสารภายในรถได้ ที่สำคัญควรหาที่ยึด เช่น กาวสองหน้าหรือแผ่นยางกันลื่นมาติดกับองค์พระ เพื่อป้องกันการตกหล่นในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ หากเป็นแบบแขวนควรเลือกขนาดให้เหมาะสมไม่ใหญ่หรือมีน้ำหนักมากเกินไป เวลารถเลี้ยวจะได้ไม่เหวี่ยงไปกระแทกกับกระจกหน้ารถ

3. ไม่ควรมีจำนวนมากเกินไป

การเชื่อมั่นเคารพบูชาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราไม่ควรนำพระ หรือวัตุมงคลต่าง ๆ เข้ามาไว้ในรถมากจนเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้รถดูอึดอัดคับแคบแล้ว ยังเสี่ยงอันตรายหากเกิดอุบัติเหตุ และยิ่งถ้าพระ-วัตถุมงคลต่าง ๆ มีมูลค่าสูง ก็อาจถูกโจรกรรมได้

ทั้งนี้การตั้งบูชาพระหน้ารถ หรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ตามความเชื่อนั้นสามารถทำได้ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่ควรบูชาให้เหมาะสม และที่สำคัญไม่ว่าพระที่เราบูชาจะมีชื่อเสียง หรือบารมีแค่ไหนหากเราขับรถด้วยความประมาท อุบัติเหตุก็สามารถเกิดได้ทุกเมื่อ ดังนั้นควรขับขี่อย่างมีสติ ไม่ประมาท ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนดก็สามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้

แหล่งอ้างอิง : https://car.kapook.com/view250379.html

ไฟหรี่มีไว้ทำไม

หน้าที่หลักของระบบไฟหน้า คือการให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ชัดเจนในกรณีที่ภายนอกมีแสงน้อยหรือเข้าสู่ช่วงกลางคืน พร้อมกับแจ้งเตือนทิศทางให้คันข้างหน้าได้ทราบ ซึ่งมีหลายฟังก์ชันให้คุณได้ใช้งานเพื่อช่วยเหลือเจ้าของรถและผู้โดยสารในสถานการณ์ต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นคือ ไฟหรี่ ที่หลายคนอาจเคยได้ยิน แต่น้อยคนที่จะใช้งานเป็น ดังนั้นเพื่อเป็นการคลายข้อสงสัยว่า ไฟหรี่รถยนต์ คืออะไร และมีไว้ทำไม เราไปทำความรู้จักพร้อม ๆ กันเลย 

ไฟหรี่รถยนต์ คืออะไร

ไฟหรี่รถยนต์ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Sidelights จะเป็นไฟขนาดเล็กที่อยู่ด้านข้างไฟหน้า โดยหน้าที่ของมันคือการเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็นพื้นที่ที่มีไฟน้อย แต่ไม่ต้องการใช้แสงที่สว่างมาก เช่น การขับรถในอุโมงค์ หรือการค้นหาที่จอดรถในลานจอดรถ หรือต้องการเปิดไว้เพื่อบอกให้รถคันอื่นทราบว่ามีรถจอดอยู่ เป็นต้น สำหรับไฟหรี่รถยนต์จะต้องใช้ไฟสีขาวหรือสีเหลืองเท่านั้น และต้องเหมือนกันทั้ง 2 ข้าง หากเป็นสีอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ถือว่าผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ที่มีการแก้ไขดัดแปลงโคมไฟหน้าให้เป็นแสงสีอื่น หรือดัดแปลงอุปกรณ์ส่วนควบเพิ่มเติมส่วนหนึ่งส่วนใดเข้าไป ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ไฟหรี่รถยนต์มีประโยชน์อย่างไร

เนื่องจากเป็นไฟที่มีกำลังต่ำ ช่วยควบคุมปริมาณแสงไฟไม่ให้สว่างมากเกินไป ซึ่งทำให้คุณสามารถมองเห็นพื้นที่ระยะใกล้ได้ดีกว่าการใช้ไฟหน้าหรือไฟสูงเพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นยังไม่เป็นการรบกวนผู้สัญจรคนอื่น หรือคนในชุมชนที่กำลังพักผ่อนในเวลากลางคืน โดยเฉพาะการเปิดไฟหรี่เพื่อส่องประตูหน้าบ้าน หรือส่องกะระยะจอดรถในที่มืดหรือโรงรถ 

อีกทั้งเมื่อขับรถบนท้องถนนที่มีมากกว่า 2 เลน หากรถคุณไม่มีเทคโนโลยีปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ หรือ Auto High Beam การใช้ไฟหรี่จะช่วยให้ไม่รบกวนรถที่อยู่ด้านหน้า หรือรถที่วิ่งสวนทางมา เนื่องจากให้ความสว่างที่เพียงพอ รวมถึงยังมีประโยชน์ใช้เป็นชุดสำรองเมื่อชุดไฟหลักขาด

ในบางประเทศได้มีการกำหนดเป็นข้อกฎหมายของการเปิดไฟหรี่รถยนต์ อาทิ ในสหราชอาณาจักร ผู้ใช้รถต้องเปิดไฟหรี่เมื่อขับด้วยความเร็วไม่เกิน 30 ไมล์/ชม. หรือราว 48 กม./ชม. หากฝ่าฝืนจะมีความผิดฐานละเมิดระเบียบข้อบังคับด้านแสงสว่างสำหรับยานพาหนะบนถนน ปี 1989 ซึ่งจะต้องเสียค่าปรับตั้งแต่ 35-75 ปอนด์ หรือ 1,500-3,300 บาท

ไฟหรี่รถยนต์ ต่างจากไฟส่องกลางวันอย่างไร

ไฟหรี่จะช่วยเพิ่มระยะการมองเห็น และสามารถมอบทัศนวิสัยในการมองได้ในทุกสภาวะโดยไม่ต้องเปิด-ปิดไฟบ่อย ๆ เช่น เจอฝุ่นควัน หรือเมฆบังแดด แต่อาจจะส่งผลให้ลดอายุขัยของหลอดไฟได้ หรือกินพลังงานจนแบตเตอรี่หมดไว จึงทำให้ผู้ผลิตได้พัฒนาไฟส่องกลางวัน หรือ Daytime Running Light (DRLs) โดยใช้หลอด LED ที่นอกจากช่วยเพิ่มการมองเห็นในการขับขี่เวลากลางวันแล้ว ยังทำให้รถคุณดูดีอีกด้วย ซึ่งความแตกต่างของไฟ Daytime Running Light กับไฟหรี่ นอกจากจะเป็นในส่วนของรูปทรงแล้ว ความสว่างก็ยังแตกต่างกันด้วย โดยไฟ Daytime Running Light จะส่องสว่างมากกว่าไฟหรี่

แม้ในปัจจุบันการพัฒนารถใหม่ได้ให้ความสำคัญแก่ระบบโคมไฟหน้า ไฟตัดหมอก และไฟท้ายที่ทันสมัย ปรับความเข้มของแสงได้หลากหลาย หรือไฟหน้ารถบางรุ่นสามารถทำงานได้หลากรูปแบบตามโหมดระบบส่องสว่าง หรือสามารถหันได้ตามองศาการเลี้ยว แน่นอนว่าก็มีโหมดไฟหรี่รถยนต์ที่ผู้ใช้รถสามารถปรับเลือกได้ หรือหากใครที่ใช้รถรุ่นเก่าที่ไม่มีเทคโนโลยีมากมายนัก การใช้ไฟหรี่ก็เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกในระหว่างขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้มองเห็นเส้นทาง และระหว่างจอดรถก็ช่วยสร้างความปลอดภัยได้ในหลากหลายสถานการณ์ อีกทั้งยังจะเป็นไฟสำรองได้ในกรณีที่ไฟหลักของรถขาด 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การศึกษาคู่มือรถยนต์เพื่อให้ได้รู้จักหน้าที่ของระบบไฟแต่ละชนิด และหมั่นใช้งานจริงอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยเพิ่มความอุ่นใจในการใช้รถใช้ถนนแล้ว ยังทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก : autobulbsdirect.co.ukpowerbulbs.comrac.co.ukdlt.go.thkrisdika.go.th

แหล่งอ้างอิง : https://car.kapook.com/view250379.html

ล้างรถอย่างถูกวิธีทำไงนะ

ทุกวันนี้กิจการหนึ่งที่เราเห็นผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดทุกวันคงไม่พ้นกิจการร้านล้างรถ ที่ทำให้ชาวคนรักรถหลายคนแวะเวียนไปขัดสีฉวีวรรณรถของตัวเอง แต่แม้มันจะง่ายและได้เสียเงินกัน ทว่า บางครั้งเราก็ควรจะล้างรถด้วยตนเองด้วย และมันอาจจะทำให้เราเรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับรถของเราไปพร้อมกันด้วย
การล้างรถ ฟังดูก็เป็นเรื่องง่ายๆ แค่สายยาง น้ำ และแชมพูก็น่าจะสิ้นเรื่องแล้ว แต่ความจริง การที่ธุรกิจล้างรถผุดขึ้นมานั้น ก็เนื่องจากเรื่องง่ายอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเรื่องสำคัญของการล้างรถคือการใส่ใจในรายละเอียด และถ้าวันนี้ใครยังไม่เคยรู้ว่าการล้างรถจริงๆควรจะทำอย่างไร วันนี้เราจะมาเรียนรู้การล้างรถอย่างถูกวิธีกัน

1.ฉีดน้ำมือถู ..เรื่องที่ควรทำก่อนเริ่มกระบวนการ หลายคนที่เคยไปตามร้านล้างรถคงจะพอรู้ขั้นตอนการล้างรถดี แล้วมันก็เริ่มจากการฉีดน้ำลงบนตัวรถ ซึ่งการฉีดน้ำไม่ได้มีเหตุผลในการเตรียมลงน้ำยามแชมพูล้างรถ แต่คือการขจัดคราบดิน ฝุ่น และ สิ่งสกปรกอื่นๆ ออกจากรถก่อนที่จะลงมือปฏิบัติการ ซึ่งตามร้านเหล่านั้นจะมีเครื่องปั้มน้ำแรงดันสูง ทำให้แค่เพียงฉีดคราบสกปรกก็หายไป แต่ถ้าเราที่บ้านน้ำที่ไม่แรงมาก ทำให้เราควรจะใช้มือถูตามไปกับการราดน้ำพร้อมกัน ซึ่งขั้นตอนนี้จะเป็นการขัดฝุ่นและคราบสกปรกก่อน ในส่วนใดที่มีคราบเกาะติดแน่นให้ใช้การฉีดน้ำร่วมแล้วนำมือถูด้วย

2.รู้จักแชมพูที่จะใช้ อันที่จริงถ้ารถคุณไม่ได้สกปรกมาก จากขึ้นตอนแรกจะพบว่า สีรถจะสวยขึ้นมาทันตาเห็น แน่นอนว่าการล้างรถด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียวก็สามารถทำให้สะอาดได้ และไม่กินเวลามากนัก แต่อย่าใช้วิธีการนำผ้าชุบน้ำเช็ดรถเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดรอยขนแมวตามมา (รอยขนแมวคือ รอยขีดข่วนที่เกิดขึ้นบนผิวแลกเกอร์ของตัวรถ ทำให้เป็นรอยเล็กๆเยอะๆ เมื่อส่องไฟ) แม้เราจะบอกว่าน้ำสะอาดก็พอแต่การที่เราจะล้างรถได้หมดจด โดยเฉพาะคราบฝุ่นที่มองไม่เห็นด้วยเปล่านั้น ต้องอาศัย น้ำยาล้างรถ ซึ่งปัจจุบันมี 2 แบบที่นิยมกัน คือ แชมพูและโฟม ซึ่งมีจุดประสงค์เดียวกัน ขจัดคราบเหมือนกัน แต่ต้องเข้าใจก่อน

แชมพู – เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักแชมพูล้างรถเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ยี่ห้อที่หลากหลายออพชั่นที่ผสมแว็กมากมาย สรุปสุดท้ายก็เหมือนกันอยู่ดี คือมันมีหน้าที่ ในการขจัดคราบเป็นสำคัญ แชมพูล้างรถก็ไม่ต่างอะไรจากแชมพูสระผมนัก แต่อย่าเข้าใจผิดว่าใช้แทนกันได้ …นะครับ แชมพูสระผมจะขจัดคราบดีเมื่อเทลงไปบนหัว แต่กลับกันตัวแชมพูล้างรถจะต้องผสมน้ำก่อนในอัตราส่วนที่กำหนดแล้วแต่ยี่ห้อ ซึ่งการใช้งานก็คือจุ่มทั้งฟองและน้ำยาถูไปบนตัวรถเลย สิ่งที่ต่างคือตัวน้ำยาจะมีความลื่นนั่นเอง แต่เหล่าโปรล้างรถบอกว่าแชมพูจะให้รายละเอียดสู้โฟมไม่ได้ แต่ก็พอใช้ได้ถ้าล้างเอง

โฟม – ในช่วงหลายปีมานี้โฟม ถูกพูดถึงมาก เราเห็นร้านล้างรถติดป้ายกันประจำ ทว่าอันที่จริงโฟมนั้น คือฟองที่เกิดจากการใช้หัวเชื้อผสมลงไปแล้ว แล้วนำเอาฟองโฟมมาใช้ในการทำความสะอาดรถ ซึ่งปัจจุบันมีน้ำยาล้างรถบางยี่ห้อทำออกมาในแบบเดียวกัน สำหรับคนที่ชอบล้างรถเอง

การใช้โฟมล้างรถนั้นมีข้อดีที่ฟองโฟมที่มีคุณภาพจะให้เนื้อฟองที่แน่นและละเอียด ทำให้ขจัดคราบได้ดีกว่าแชมพู แต่แน่นอนการใช้โฟมล้างรถ คือการใช้ฟอง ขจัดคราบสกปรกเป็นสำคัญ

3.ถูอย่างระวังเมื่อเลือกน้ำยาล้างรถได้ และจัดการผสมตามสัดส่วนแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญต่อมาคือการถูอย่างระมัดระวัง การถูกแชมพูหรือโฟมนั้นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก และจุดประสงค์มันคือการกระจายน้ำยาให้ทั่วบริเวณ ซึ่งหากเป็นไปได้อาจจะใช้ผ้า หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้หาซื้อฟองน้ำอย่างดี ราคาแพงเล็กน้อยแต่ใช้ยาว

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการลงน้ำยาคือการถูเพื่อขจัดคราบสกปรก ทั้งที่จริงๆ เราใช้น้ำยาและน้ำเป็นตัวช่วยขจัดคราบ ซึ่งตรงนี้ไม่ต้องถูแรงมากนัก แค่ถูธรรมดาเท่านั้น และเช่นเดิม ควรเริ่มจากหลังคาก่อน เพราะเป็นจุดสูงที่สุดของตัวรถ จากนั้นไล่ลงมาที่บอดี้ของตัวรถ แล้วค่อยเก็บรายละเอียดเล็กๆที่เหลือ เช่นซอกมุมต่างๆ

4.อย่าทิ้งนาน หลายครั้งที่การล้างรถของเราที่บ้านทำคนเดียว แน่นอนว่ารถ 1 คัน จะลงน้ำยาเสร็จทั้งคันคนเดียวก็ใช้เวลานานอยู่ แต่หากคุณต้องทำคนเดียว ควรจะเลือกลงน้ำยาและล้างไปเป็นส่วนๆ เพื่อลดการที่นำยาจับตัวเป็นคราบแห้ง และ เมื่อล้างไปตามส่วนอื่นๆ อย่าลืมฉีดน้ำในส่วนที่ทำความสะอาดแล้วด้วย เพื่อไม่ให้ก่อตัวเป็นคราบน้ำ ก่อนที่เราจะเช็ดแห้ง

5.เช็ดแห้ง..จุดตกม้าตายของหลายคนมาถึงตรงนี้ในที่สุดเราก็มาถึงขั้นสุดท้ายของการล้างสีรถภายนอกแล้ว หลายคนมักคิดว่าการล้างรถง่ายนิดเดียว แต่ท้ายที่สุดเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเช็ดแห้งคือการชีชะตาผมงานว่าจะออกมาหมู่หรือจ่า กัน

การเช็ดแห้งนั้น ควรใช้ผ้าที่มืเนื้อนุ่มซับน้ำง่าย หากงบน้อยแนะนำผ้าสำลี หรือมีงบเพิ่มขึ้นมาหันไปคบผ้าไมโคไฟเบอร์สังเคราะห์ หรือ ชาร์มัวร์สังเคราะห์ ทว่าก็ต้องมีหลายผืนหน่อยเพราะผ้ามักจะอุ้มน้ำ แต่ถ้าดีที่สุดต้องเป็นผ้าชามัวร์ เนื่องจากสามารถซับน้ำได้ดีเร็ว และ ทำให้ลดเวลาในการเช็ดได้มากและไม่ค่อยเกิดเป็นคราบน้ำ ที่สำคัญควรมีผ้า 2 ผืนเพื่อเช็ด แล้วเช็ดแห้งตามทันที

การเช็ดแห้งควรเริ่มทำทันทีหลังจากล้างคราบน้ำยางล้างรถออก ให้เริ่มจากบนลงล่างเช่นเดิม โดยการเช็ดควรดูเช็ดให้รายละเอียด ให้ใช้เวลานานในการเช็ด ที่สำคัญห้ามลืมในการใส่รายละเอียดตามซอกประตู ฝาถังน้ำมัน ซึ่งน้ำจะเข้าไปซุกและเป็นคราบได้ในท้ายที่สุด

แม้จะเป็นเรื่องที่ฟังแล้วไม่ยากแต่การล้างรถนั้น สิ่งสำคัญคือการใส่ใจในรายละเอียดการล้างรถ ซึ่งการล้างรถที่ดีนั้นต้องใช้เวลากับมันพอสมควร เพื่อขจัดคราบสกปรกได้อย่างหมดจดจริงๆ

ขอบคุณเนื้อหาจาก auto.sanook.com

แหล่งอ้างอิง : https://www.107motor.com/17042227/%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B0

เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนยาง

ยางรถยนต์ไม่ได้หมดอายุจากการสึกของดอกยางเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้ยางหมดอายุได้ โดยแบ่งเป็น 6 ลักษณะ คือ ดอกหมด ไม่เกาะ เนื้อแข็ง โครงสร้างกระด้าง เสียงดัง หรือแก้มบวม ถ้าเกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กัน ก็ถือว่ายางนั้นหมดอายุ การเปลี่ยนยาง ควรเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางผ่านการใช้งานมาเท่ากัน ย่อมมีการสึกหรอและสภาพภายในที่ใกล้เคียงกัน โดยควรเลือกใช้ยางรุ่น และขนาดเดียวกันทั้ง 4 ล้อ
สาเหตุของการหมดอายุของยาง
ดอกหมด – ถ้ายางดอกหมด หรือร่องยางเหลือตื้นมาก แต่ส่วนประกอบของยางเส้นนั้นยังดีอยู่ ก็ยังสามารถใช้บนถนนเรียบ และแห้งได้ และจะเกาะถนนแห้งดีกว่ายางมีดอกที่มีความกว้างเท่ากัน เพราะมีพื้นที่สัมผัสถนนมากกว่า ส่วนร่องยางมีหน้าที่ในการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลัก ยิ่งร่องตื้น หน้าสัมผัสของดอกยางก็ยิ่งมาก เพราะร่องยางส่วนใหญ่เป็นทรงกึ่งตัววี – V แต่รถยนต์ที่ขับใช้งานทั่วไป ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าเมื่อไรจะเจอถนนเปียก เมื่อยางดอกหมดหรือหรือมีความลึกต่ำกว่าที่กำหนด ก็ควรเปลี่ยนชุดใหม่

เนื้อแข็ง – ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยาง ที่เมื่อถูกความร้อน (ที่ไม่ร้อนจัดถึงขั้นละลาย) ก็จะค่อย ๆ แข็งขึ้น ยางรถยนต์ส่วนใหญ่ เมื่อใช้งานไประยะหนึ่ง และได้รับความร้อนจากสภาพอากาศ พื้นถนน และการบิดตัวของยางเอง ซึ่งเกิดขึ้นตลอดการหมุน เนื้อยางก็จะแข็งขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเนื้อยางเริ่มแข็งขึ้น การสึกของดอกยางก็จะช้าลง มองดูแล้วเห็นว่าร่องยางยังลึกอยู่ แต่แรงเสียดทานระหว่างดอกยางกับผิวถนนจะมีน้อยลง และโครงสร้างภายในของยางก็เสื่อมสภาพลงด้วย หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง เมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้น ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยางแข็งกระด้างเต็มที่ ทดสอบง่าย ๆ โดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายาง เปรียบเทียบกับยางใหม่ ๆ ที่สามารถจิกลงไปในเนื้อยางได้ง่าย และลึกกว่า หากดอกยางยังไม่หมด เฉลี่ยคร่าว ๆ ว่า เมื่อเกิน 3 ปี หรือเกิน 50,000 กิโลเมตร หากต้องการใช้งานต่อ ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ และควรหลักเลี่ยงยางเก่าเก็บ เพราะจะทำให้ระยะเวลาในการใช้ยางสั้นลงกว่า 3 ปี

เสียงดัง – เป็นผลต่อเนื่องมาจากการแข็งตัวของเนื้อยาง ทำให้ขาดความยืดหยุ่น ลื่น และเกิดเสียงดังขึ้นขณะขับ โดยเฉพาะยางที่มีดอกขนาดใหญ่ และร่องยางห่าง ซึ่งปกติก็มีเสียงดังอยู่แล้ว เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ ก็จะมีเสียงดังมากขึ้น

แก้มบวม – มักเกิดจากการหมดอายุของโครงสร้างภายใน หรือการกระแทกอย่างรุนแรง เช่น การขับตกหลุมหรือเบียดเข้าขอบทางเท้า จนโครงสร้างภายในบริเวณแก้มยางแตกหักเสียหาย บริเวณแก้มยางจะป่องออกมาคล้ายลูกมะนาว ซึ่งมีอันตรายมากอาจถึงขั้นยางระเบิด โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นบริเวณแก้มยางด้านใน ซึ่งสังเกตได้ยาก


ดังนั้น จึงมีข้อควรจำก็คือ หากตกหลุมหรือกระแทกอะไรแรง ๆ ควรรีบตรวจสอบยางเส้นนั้นอย่างละเอียดทั้ง 2 ด้าน ถ้าพบว่ามีการบวม ควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่ทันที

เกร็ดการยืดอายุยาง
1. ตรวจสอบหน้ายางและแก้มยางว่ามีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ เช่น รอยบาด การบวม การแตกลายงาในทุกส่วนของยาง หากเกิดการชนหรือบาดกับของมีคมหรือเศษวัสดุก่อสร้างบนท้องถนนที่แก้มยางจนถึงชั้นผ้าใบ ควรเปลี่ยนใหม่ ไม่ควรซ่อม เพราะแก้มยางคือจุดที่ต้องรับน้ำหนัก และมีการบิดตัวไปมาขณะรถยนต์ขับเคลื่อน อาจเกิดการระเบิดได้หากมีการฉีกขาด

2. น้ำมันทุกชนิดมีผลทำให้ยางบวมหรือร่อน ควรหลีกเลี่ยงการจอดหรือขับทับน้ำมัน หรือหากมีน้ำกรดโดนยาง ควรล้างออกด้วยน้ำสบู่เท่านั้น เพราะมีค่าเป็นด่าง

3. ตรวจสอบสภาพของกระทะล้อ และวาล์วเติมลมเป็นประจำ เพราะบ่อยครั้ง การแบนหรือรั่วซึมมาจาก 2 จุดนี้ ไม่ได้เกิดจากตัวยาง และควรมีฝาปิดจุกเติมลมให้มิดชิด

4. เมื่อรถเสีย และถูกลากเป็นระยะทางไกล ๆ (สำหรับรถขับเคลื่อนล้อหน้า) ควรเพิ่มแรงดันลมยางที่ล้อหลังอีก 3-4 ปอนด์/ตารางนิ้ว

5. การเข้าโค้งอย่างรุนแรง หรือการออกตัวแบบกระชากกระชั้น ทำให้ยางสึกเร็วกว่าปกติ

6. ตรวจสอบความลึกของดอกยางว่าถึงระดับที่ควรเปลี่ยนหรือยัง ซึ่งความลึกของร่องยางที่เหมาะสม ควรมากกว่า 2 มม. โดยยางเกือบทุกรุ่นจะมีสัญลักษณ์บอกระดับความลึกของดอกบาง เป็นแท่งเชื่อมระหว่างดอกยางบริเวณส่วนลึกสุดของร่องยาง (ไม่ใช่ทุกร่อง) เมื่อไรที่ดอกยางสึกจนถึงแท่งนี้ แสดงว่าควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่

อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นของยางควบคู่ไปด้วย เช่น สภาพของเนื้อยางมีการบวม หรือแตก เพราะยางบางเส้นอาจหมดอายุการใช้งาน เนื่องจากสภาพของเนื้อยาง แม้ดอกยางยังมีความลึกมากกว่า 2 มม. ก็ตาม

7. ควรแคะก้อนกรวดที่ค้างอยู่ในร่องยางออกให้หมด เพราะสิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ เบียดลงไปจนทำให้ทิ่มตำเนื้อยางได้

การรับน้ำหนัก และความเร็วของยาง
นอกจากการขับขี่อย่างระมัดระวัง และดูแลรักษาที่ถูกวิธีแล้ว การเลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำหนักบรรทุก และข้อจำกัดความเร็วของยางแต่ละเส้น ให้เหมาะสม ก็มีส่วนในการยืดอายุการใช้งาน เหนือสิ่งอื่นใด ยังหมายถึงความปลอดภัยของชีวิตด้วย

บนแก้มของยางแต่ละเส้นนั้น จะมีตัวเลข 1 คู่ และตามด้วยตัวอักษร ซึ่งจะบ่งบอกว่า ยางเส้นนี้ รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด และความเร็วสูงสุดได้แค่ไหน ยกตัวอย่าง เช่น 87V ตัวเลข 2 หลักหมายถึง ดัชนีน้ำหนักบรรทุกของยางเส้นนั้น หรือ LOAD INDEX มีหน่วยเป็นกิโลกรัม ซึ่งต้องอาศัยตารางในการเปรียบเทียบ ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตามตัวอย่างก็คือ V เป็นสัญลักษณ์ความเร็ว หรือ SPEED SYMBOL หมายถึ ง ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้นรับได้ มีหน่วยเป็นกิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ควรใช้ความเร็วสูงสุดเกินกว่าที่ยางรับได้ และถ้ายางผ่านการใช้งานมานาน ก็ไม่ควรขับถึงหรือใกล้ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้นรับได้ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุระเบิดได้

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก car4ur.com

แหล่งอ้างอิง : https://www.107motor.com/17012795/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87

5 อันดับ รถยนต์ขวัญใจรถยก

อันดับที่1 FORD FIESTA
มักเจออาการเครื่องยนต์ร้อน น้ำในหม้อน้ำแห้งไวกว่ารุ่นอื่น มักเจอได้บ่อยๆในรุ่นนี้

อันดับที่2 CHEVROLET CRSUE 1.8
มักเจออาการเกียร์กระตุก ใส่เกียร์เร่งเครื่องไม่ไป จะเจอเฉพาะรุ่นที่เครื่อง 1.8
ด้วยหน้าตาที่สวยดุ ผู้ใช้จึงรับได้กับปัญหา

อันดับที่3 FORD FOCUS
ซีนเกียร์กับซีนท้ายเครื่องมักรั่วบ่อย และยางแท่นเครื่องเสื่อมอายุได้ไวกว่ารุ่นอื่น มักพบอาการเกียร์กระตุก
และเร่งไม่ขึ้น อยู่ในรุ่นนี้บ่อยๆ

อันดับที่4 CHEVROLET CAPTIVA
มักมีอาการเครื่องกระตุก เดินเบาแล้วเครื่องดับบ่อย อัตราเร่งไม่ขึ้น สาเหตุมักมาจากแกนเทอร์โบว์

อันดับที่5  MG ZS
ปัญหาหลักๆ ที่พบบ่อยๆ เครื่องยนต์ดับบ่อยหรือพวงมาลัยล็อคเองบ่อย ด้วยหน้าตาที่สวยกว่าหลายๆรุ่น
ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จึงมองข้ามปัญหาไปได้

ออกรถใหม่ทําไมต้องเหยียบมะนาว ช่วยแก้เคล็ดได้จริงหรือ ?

ในการออกรถใหม่นั้น มีพิธีกรรมต่าง ๆ มากมายที่เกิดจากความเชื่อและมีคนปฏิบัติกันมายาวนาน เพราะต่างเชื่อว่าช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต ขับขี่แคล้วคลาดปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการให้พระเจิมรถ การไหว้แม่ย่านางรถ หรือการขับรถเหยียบมะนาว ซึ่งบางคนก็อาจจะสงสัยว่า “การเหยียบมะนาวตอนออกรถใหม่” คืออะไร ต้องทำยังไง และทำไปทำไม วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน 

ออกรถใหม่ ทําไมต้องเหยียบมะนาว

ผู้ขับขี่รถยนต์ชาวไทยมีความเชื่อกันมานานว่า การให้ล้อรถเหยียบมะนาวตอนขับรถใหม่ครั้งแรกนั้น ถือเป็นเคล็ดที่จะช่วยให้ล้อรถเกาะติดถนนได้ดีขึ้น ไม่ลื่นไถล สามารถควบคุมรถได้สะดวก ปลอดภัยจากอุบัติเหตุตลอดการเดินทาง นอกจากนี้ในกรณีที่ซื้อรถมือสอง ก็ยังมีความเชื่อว่าการขับรถเหยียบมะนาวจะช่วยดูดซับและชะล้างขจัดสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ออกไปไม่ให้ติดมากับตัวรถได้อีกด้วย

ออกรถใหม่เหยียบมะนาว ต้องทำยังไงบ้าง

สำหรับการทำพิธีขับรถเหยียบมะนาวตอนออกรถใหม่นั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ในวันแรกก่อนขับรถออกจากศูนย์ ให้นำมะนาวมาวางใต้ล้อรถข้างละลูก หรืออาจผ่าเป็นซีกแบ่งวางล้อละซีกก็ได้แล้วแต่ความเชื่อ จากนั้นก็สตาร์ตรถขับเหยียบมะนาวที่วางไว้ให้แตกก็เป็นอันเสร็จพิธี สามารถขับรถออกสู่ถนนได้เลย

คาถาออกรถใหม่ สำหรับไหว้แม่ย่านางรถ

นอกจากการขับรถเหยียบมะนาวเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ก็ยังมีสิ่งอื่น ๆ ที่ควรทำเมื่อออกรถใหม่อีก อย่างเช่นการท่องคาถาออกรถใหม่ เพื่อไหว้แม่ย่านางรถ โดยให้นำพวงมาลัย 2 ชาย จำนวน 3 พวง ห้อยหรือแขวนไว้ที่กระจกมองหลัง หรือแขวนไว้ที่พวงมาลัยรถยนต์ เพื่อบูชาแม่ย่านาง แล้วท่องคาถาแคล้วคลาดของ พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา ดังนี้

อิติ สุคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ

ปะฐะวีคงคา ภุมมะเทวา ขะมามิหัง

สุจิตโต พุทธัง ธัมมัง สังฆัง

สิ่งอื่น ๆ ตามความเชื่อที่ควรปฏิบัติเมื่อออกรถใหม่

1. ในการออกรถเพื่อให้เป็นมงคลสูงสุด ควรนำรถไปให้พระเจิม ปิดทอง พรมน้ำมนต์

2. ห้ามนำรถเข้าที่เสื่อมในวันแรก อย่างเช่น บาร์ เธค ผับ อาบอบนวด ฯลฯ

3. ทุกครั้งที่จับพวงมาลัย ก่อนจะออกรถควรท่องคาถาว่า สุจิตโต ซึ่งแปลว่า ไปดี

4. อย่าฝ่าฝืนกฎจราจรในการขับรถ และต้องอยู่ในกติกาของจราจร เช่น เมาแล้วห้ามขับ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะขับรถเหยียบมะนาวหรือทำพิธีเพื่อความป็นสิริมงคลใด ๆ แล้ว ก็อย่าลืมขับรถอย่างไม่ประมาทและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดกันด้วยนะครับ และสำหรับใครที่อยากรู้ขั้นตอนการไหว้แม่ย่านางรถ สิ่งของที่ต้องใช้ และข้อมูลอื่น ๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : ไหว้แม่ย่านางรถ ใช้อะไรบ้าง ใช้ธูปกี่ดอก มีวิธีและขั้นตอนอย่างไร

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ car.kapook.com

สีรถถูกโฉลกตามราศี เสริมดวงดี ขับขี่แล้วมั่นใจ

ชื่อว่ามีหลายคนที่คิดจะซื้อหรือเปลี่ยนรถใหม่โดยเลือกสีตามความชอบของตัวเอง แต่ก็มีไม่น้อยที่เลือกสีรถที่ชอบด้วย และถูกโฉลกกับตัวเองด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่มากขึ้น ดังนั้นวันนี้เราจึงมีเคล็ดลับในการเลือก “สีรถถูกโฉลกตามราศีเกิด” มาแนะนำ ส่วนราศีไหนจะเหมาะกับรถสีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 

สีรถถูกโฉลกตามราศี เลือกสีอะไรดี ?

  • ราศีเมษ (Aries) : สีแดง, เหลือง, ส้ม
  • ราศีพฤษภ (Taurus) : สีขาว, เขียว, ดำ
  • ราศีมิถุน (Gemini) : สีแดง, เขียว, เทา
  • ราศีกรกฎ (Cancer) : สีขาว, แดง, เหลือง
  • ราศีสิงห์ (Leo) : สีแดง, เหลือง, ส้ม, ขาว
  • ราศีกันย์ (Virgo) : สีแดง, เขียว, เทา
  • ราศีตุลย์ (Libra) : สีขาว, เขียว, ดำ
  • ราศีพิจิก (Scorpio) : สีแดง, เหลือง, ส้ม
  • ราศีธนู (Sagittarius) : สีแดง, เหลือง, ส้ม, ทองแดง
  • ราศีมังกร (Capricorn) : สีน้ำเงิน, เขียว, เหลือง
  • ราศีกุมภ์ (Aquarius) : สีน้ำเงิน, เขียว, เหลือง
  • ราศีมีน (Pisces) : สีแดง, เหลือง, ส้ม, ทองแดง

รถยนต์ที่ใช้ร่วมกัน ต้องเลือกสีตามราศีของใคร ?

สำหรับในกรณีที่รถคันเดียวแต่แบ่งกันใช้หลายคน อย่างเช่นคู่สามี-ภรรยา ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า แล้วอย่างนี้จะต้องเลือกสีรถตามราศีของใครดีล่ะ ? ซึ่งทางออกก็มีหลายวิธี ประการแรกเลยคือ ให้ลองหาสีที่ตรงกับราศีของทั้งคู่ ยกตัวอย่างเช่น คนหนึ่งเกิดราศีสิงก์ ส่วนอีกคนเกิดราศีมังกร ก็สามารถเลือกรถสีเหลืองได้ เพราะสีเหลืองถูกโฉลกกับทั้งสองราศีนั่นเอง นอกจากนี้ ก็ยังสามารถเลือกสีภายนอกรถตามราศีของคนหนึ่ง แล้วเลือกสีภายในรถตามราศีของอีกคนได้ หรือจะใช้วิธีนำสติ๊กเกอร์อีกสีหนึ่งมาแปะบนรถก็ได้เช่นกัน และในกรณีที่มีคนใดคนหนึ่งใช้รถบ่อยกว่า อาจให้ยึดสีรถตามราศีของคนนั้นเป็นหลักก็ได้

อย่างไรก็ตาม การเลือกสีรถเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเชื่อเรื่องการเสริมดวงชะตาเท่านั้น ซึ่งยังมีหลักอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีรถตามวันเกิด , สีรถตามปีเกิด หรือการเลือกเลขทะเบียนรถ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากสีที่ถูกโฉลกกับตัวเองไม่ใช่สีที่ชอบ หรือมีสีที่ชอบในใจแต่ดันไม่ถูกโฉลก เรื่องนี้ก็คงต้องตัดสินใจแล้วล่ะว่าให้ความสำคัญกับสิ่งไหนมากกว่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล 

แต่ประเด็นสำคัญที่จะต้องไม่ลืมคือ หากเราขับรถโดยประมาท ถึงแม้จะเลือกสีรถเสริมดวงก็ย่อมอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยทั้งกับตนเองและกับผู้อื่น ควรขับขี่ให้ถูกต้องตามกฎจราจรมากที่สุด รวมถึงมีสติตลอดเวลายามขับขี่นั่นเอง

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ car.kapook.com

ฮวงจุ้ยรถยนต์ 2022 กับเคล็ดลับเสริมดวงเพื่อความเป็นสิริมงคล

ฮวงจุ้ย คือ ศาสตร์ความเชื่อที่อยู่คู่กับคนเรามาอย่างยาวนานว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมดวงชะตาให้ชีวิตพบกับความโชคดี ซึ่งนอกจากฮวงจุ้ยบ้านแล้ว เรื่องของ “ฮวงจุ้ยรถยนต์” ก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถหลายท่านให้ความสนใจ เพราะจะนำพาความเป็นสิริมงคลเข้ามาในชีวิต เดินทางปลอดภัยแคล้วคลาด ดวงดี และวันนี้เราจะพาไปดูกันว่ามีวิธีเสริมฮวงจุ้ยรถยนต์อย่างไรบ้างที่คุณเองก็สามารถทำได้ง่าย ๆ

1. ภายในห้องโดยสารต้องไม่รกหรือสกปรก

ลองสำรวจดูว่าภายในห้องโดยสารมีของรกรุงรัง คราบสกปรก หรือเศษขยะอะไรอยู่หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตามหลักของฮวงจุ้ยรถยนต์เป็นสิ่งของที่ไม่ควรมี เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งความซึมเศร้า ไม่สดใส และอาจส่งผลร้ายทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เสียทรัพย์ได้ ดังนั้นควรทำให้ภายในห้องโดยสารสะอาด ไม่รกรุงรัง ดูโปร่งโล่งสบาย นอกจากจะช่วยให้รถยนต์มีพลังงานที่ดีแล้ว ยังช่วยในเรื่องของสุขอนามัย เพราะขยะเหล่านั้นรวมถึงฝุ่นละอองต่าง ๆ จะเป็นบ่อเกิดของกลิ่นและเชื้อโรค

2. กระจกทุกบานต้องใสและสะอาด

กระจกเป็นส่วนสำคัญของฮวงจุ้ยรถ ดังนั้นการดูแลรักษากระจกให้สะอาดและเงางามอยู่เสมอจะเป็นการเสริมฮวงจุ้ยของรถให้ดูดี ไม่ควรปล่อยให้กระจกหน้าและหลังรถหมอง หรือกระจกรถเป็นฝ้า รวมถึงกระจกหน้าต่างทุกบานต้องสะอาดทั้งด้านนอกและด้านใน เพื่อที่จะได้รับพลังงานบริสุทธิ์จากแสงธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยให้รถของคุณน่ามองและช่วยสร้างทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดีขึ้น

3. ไฟหน้ารถ

ไม่ใช่แค่ทำความสะอาดกระจกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น “ไฟหน้า” ก็เป็นส่วนสำคัญตามหลักฮวงจุ้ย เพราะไฟหน้ารถยนต์ จะเปรียบเหมือนแสงที่ส่องสว่างนำทาง ซึ่งหากไฟที่นำทางไม่มีความสว่างเพียงพอก็จะทำให้การเดินทางไม่ราบรื่น ดังนั้นต้องหมั่นดูแลอย่าให้ไฟหน้าดับหรือขาด โคมไฟหน้ารถต้องไม่เหลืองขุ่นมัว ถ้ามีอาการดังกล่าวให้รีบแก้ไขโดยทันที เพื่อช่วยให้ชีวิตขับเคลื่อนไปได้ด้วยความราบรื่น ที่สำคัญยังช่วยในเรื่องความปลอดภัยขณะขับขี่อีกด้วย 

4. หาน้ำหอมมาติดรถยนต์

น้ำหอมรถยนต์ ก็เป็นสิ่งสำคัญต่อการเพิ่มพลังงานบวกให้กับรถและตัวคุณเอง เพราะถ้าปล่อยให้ภายในรถมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าจะกลิ่นอาหารที่นำขึ้นไปกิน หรือจะเป็นกลิ่นขยะ กลิ่นควันไอเสีย ที่หลุดรอดเข้ามา ดังนั้นเราจึงควรกำจัดออกไปให้หมด เพื่อให้ได้รับกลิ่นที่บริสุทธิ์และหอมสดชื่น ทั้งการเปิดหน้าต่าง รวมถึงเลือกใช้น้ำหอมรถยนต์เข้ามาช่วย โดยควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นเคมีรุนแรง เพราะจะทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิได้

5. ขับรถเปิดหน้าต่าง รับลมและแสงอ่อน ๆ

หากคุณขับรถออกนอกเมืองแล้วพบว่ามีสภาพอากาศที่ปลอดโปร่ง ไร้ฝุ่น แดดร่ม ๆ และเดินทางในสถานที่ที่มีภูมิทัศน์สวยงาม เช่น บนภูเขา ริมทะเล ควรหาโอกาสปิดแอร์แล้วเปิดกระจกหน้าต่างรับลม เพราะการทำเช่นนี้จะช่วยขจัดพลังงานด้านลบที่อยู่ภายในห้องโดยสารตามหลักของฮวงจุ้ย นอกจากนั้นยังสามารถช่วยขจัดความอับชื้น และกลิ่นอับที่หมักหมมอยู่ภายในห้องโดยสารได้ ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจ หายใจเอาอากาศเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ 

6. สร้างบรรยากาศด้วยเพลงสบาย ๆ

ในระหว่างขับรถ การฟังเพลงดี ๆ ก็ช่วยสร้างความรู้สึกตื่นตัวทางด้านร่างกายและอารมณ์ ซึ่งเพลงจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้เพิ่มสมาธิในการขับขี่มากยิ่งขึ้น เพราะสมองจะรู้สึกปลอดโปร่ง บวกกับจิตใจที่เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลง แต่อย่าเปิดเสียงดังเกินไปเพราะจะส่งผลร้ายมากกว่าดี ควรเปิดในความดังที่ปกติ

7. จัดท่านั่งขับรถให้ดูดี

การจัดท่านั่งขับรถที่ถูกต้องและดูดีจะช่วยเสริมฮวงจุ้ยให้กับรถและตัวคุณได้ ควรนั่งให้ก้นชิดเต็มเบาะ ปรับพนักพิงหลังให้ตั้งตรง คาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งจะทำให้การขับขี่ดูมั่นคงและยังช่วยเสริมบุคลิกของผู้ขับให้ดูดีด้วย ที่สำคัญคือช่วยให้ผู้ขับมองเห็นเส้นทางอย่างชัดเจน และสามารถขับขี่รถได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย 

8. พกขวดน้ำดื่ม

การมีขวดน้ำดื่มไว้ในรถ นอกจากจะช่วยดับกระหาย เพิ่มความสดชื่นในระหว่างเดินทางแล้ว การมีน้ำอยู่ภายในรถจะมีความหมายถึงความบริสุทธิ์ อุดมสมบูรณ์ สดชื่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังงานบวกและช่วยเสริมเรื่องโชคลาภด้วย ที่สำคัญควรเป็นน้ำเปล่าบริสุทธิ์ ปราศจากน้ำตาลและสารปรุงแต่ง เพื่อมอบความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจทุกครั้งที่เดินทาง และควรระมัดระวังเรื่องของการวางขวดน้ำไว้ใกล้กระจก หรือมีแดดส่องรุนแรง จนอาจจะกลายเป็นเลนส์ที่ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ อีกทั้งไม่ควรวางขวดน้ำไว้ที่พื้นเพราะอาจจะหลุดไหลเข้าไปขัดระบบเบรกหรือคันเร่งได้

9. พกเครื่องรางหรือพระไว้ที่รถ

เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่ใครหลายคนนิยม เพราะทำให้รู้สึกอุ่นใจทุกครั้งในการขับขี่ และถือเป็นสัญลักษณ์ที่คอยเตือนสติ ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจไม่จำเป็นจะต้องเป็นเครื่องรางของขลังหรือพระไว้ที่รถก็ได้ ขอแค่เป็นสิ่งที่คุณนับถือหรือเชื่อว่าสามารถสร้างพลังบวกให้กับตัวเอง ก็สามารถพกติดรถไว้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ต้องไม่วางอยู่ในตำแหน่งที่บดบังทัศนวิสัยในการมองเห็น เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ 

10. เลือกสีรถให้ถูกโฉลก

นอกจากการปรับตามหลักฮวงจุ้ยที่ตัวรถแล้ว เรื่องของคนกับสีรถที่เลือกใช้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งหากคิดจะเปลี่ยนรถใหม่สักคัน ควรเลือกสีรถที่ถูกโฉลกกับตัวเอง เพราะจะช่วยเสริมดวงในเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องการเงิน การงาน สุขภาพ และความรักได้ ไม่ว่าจะเป็น สีรถตามวันเกิด หรือ สีรถตามปีเกิด และยังช่วยเสริมพลังให้กับผู้ขับขี่อีกด้วย 

รู้อย่างนี้แล้วต้องบอกว่าไม่ยากอย่างที่คิดใช่ไหมครับ เพราะการดูแลและจัดระเบียบรถให้ถูกตามหลักฮวงจุ้ย คุณเองก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล และบางอย่างก็ช่วยให้การขับขี่ของเราห่างไกลจากอุบัติเหตุได้อีกด้วยนั่นเอง

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ car.kapook.com

กฎจราจรเบื้องต้น และมารยาทการขับขี่ในชีวิตประจําวัน

อุบัติเหตุส่วนมากที่เกิดขึ้นบนท้องถนนล้วนมีสาเหตุมาจากผู้ขับขี่รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร รวมถึงละเลยหรืออาจเป็นเพราะความเคยชินที่ทำจนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนมีความปลอดภัย เราจึงได้รวบรวม กฎจราจรเบื้องต้น ที่ควรรู้ในชีวิตประจําวัน และมารยาทในการขับขี่ต่าง ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม และเผลอทำผิดจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุมาแนะนำกัน ดังนี้ 

1. คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง

ก่อนจะสตาร์ตรถทุกครั้งอย่างแรกที่ควรปฏิบัติคือการคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุหรือสิ่งที่ไม่คาดติดขึ้นมาขณะขับขี่ การคาดเข็มขัดนิรภัยจะเป็นตัวคอยเซฟและช่วยบรรเทาจากหนักให้เป็นเบาได้ รวมถึงพระราชบัญญัติจราจรทางบกระบุไว้ว่า ผู้ขับรถรวมทั้งผู้โดยสารจะต้องรัดเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับรถตลอดเวลา หากฝ่าฝืนจะถือว่ามีความผิด ต้องระวางโทษปรับคนขับ 500 บาท และผู้โดยสารอีก 500 บาท

2. ทางม้าลายต้องหยุดให้คนข้าม

เมื่อเราขับรถบนท้องถนน หากเห็นคนกำลังรอข้ามถนนบริเวณทางม้าลาย ตามกฎหมายนั้นผู้ใช้รถจะต้องหยุดให้คนข้ามทางม้าลายก่อน โดยเมื่อเห็นทางม้าลายควรต้องชะลอความเร็ว ไม่ควรเร่งความเร็ว และห้ามแซงในระยะ 30 เมตร ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 46 และ มาตรา 70 และหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ซึ่งหากไม่หยุดรถจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 21 มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท

3. ห้ามจอดรถทับทางม้าลาย

ทางม้าลาย เป็นสัญลักษณ์หรือเส้นทางที่มีไว้เพื่อให้คนเดินข้ามถนน ผู้ใช้รถจะหยุดรถทับทางม้าลายไม่ได้ ถือว่ามีความผิด ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ควบคุมผู้ขับขี่รถยนต์และจักรยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทางข้าม ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถในทางข้ามหรือในระยะ 3 เมตร จากทางข้าม (มาตรา 57) ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 500 บาท

4. สำเนาภาพคู่มือจดทะเบียนรถควรมีติดรถไว้

ผู้ขับขี่ควรจะต้องพกหรือมีเล่มทะเบียนรถหรือสำเนาเล่มทะเบียนติดรถไว้ เพราะตามกฎหมายผู้ขับรถต้องพบใบอนุญาตขับรถหรือใบขับขี่ และสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถ ในขณะขับขี่ และสามารถแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีการเรียกตรวจดู หากไม่พกจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 โดยมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

5. ใบอนุญาตขับขี่ต้องมีติดตัว

ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการขับรถ ควรต้องพกใบขับขี่ไว้กับตัวตลอดเวลา เพราะถือว่าเป็นเอกสารทางราชการที่ใช้ยืนยันตัวตนว่าบุคคลนี้มีความสามารถรวมถึงความรู้ในการขับขี่ยานพาหนะแต่ละประเภท และเมื่อขับขี่ยานพาหนะไปบนท้องถนน จำเป็นต้องพกใบขับขี่ตัวจริงติดตัวไปด้วยทุกครั้ง โดยถ้าหากขับรถแล้วไม่มีใบขับขี่ จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 64 ความว่า ผู้ใดขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในปัจจุบันสามารถใช้ใบขับขี่รถยนต์อิเล็กทรอนิกส์ แสดงแทนใบขับขี่ตัวจริง ให้แก่เจ้าหน้าที่เมื่อถูกขอดูและตรวจสอบแทนได้

6. เลี้ยวรถต้องเปิดสัญญาณไฟ

ผู้ใช้รถขณะที่จะเลี้ยวรถหรือเปลี่ยนช่องทางจราจรจะต้องเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวก่อนทุกครั้ง ซึ่งตามกฎหมายกำหนดว่าควรเปิดก่อนเลี้ยว 30 เมตร และให้รถคันอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร เพื่อให้รถคันหลังที่ตามมาได้รู้ ไม่ควรเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลนแบบกะทันหัน เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้

7. ขับรถในความเร็วที่กฎหมายกำหนด

ผู้ใช้รถบนถนนจะต้องขับรถตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยความเร็วการใช้รถยนต์ของประเทศไทยยึดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และพระราชบัญญัติจราจรทางหลวง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 

  • ถ้าขับรถบนถนนในกรุงเทพมหานคร, เมืองพัทยา และเทศบาลทุกจังหวัด จะสามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 80 กม./ชม. 
  • ถ้าขับรถอยู่บนทางหลวงระหว่างจังหวัดจะสามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 90 กม./ชม. 
  • ส่วนบนทางมอเตอร์เวย์ และวงแหวนกาญจนาภิเษก จะใช้ความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 120 กม./ชม.

 โดยถ้าหากไม่ปฏิบัติตามกฎ นอกจากจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังจะโดนโทษปรับสูงสุด 1,000 บาท

8. ไม่จอดในที่ห้ามจอด

ทุกวันนี้ในขณะที่เราขับรถอยู่บนท้องถนนนั้น สิ่งที่เราจะเห็นได้บ่อยอย่างหนึ่งคือ มักจะมีรถจอดอยู่ในบริเวณที่ห้ามจอด เช่น บริเวณทางร่วมทางแยก, จอดรถด้านขวาของทางเดินรถ, จอดรถบนทางเท้า หรือจอดรถกีดขวางการจราจร เป็นต้น ซึ่งการจอดในลักษณะแบบนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ที่ใช้ถนนร่วมกัน นอกจากนั้นยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 57 โดยจะมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท อีกด้วย

9. แซงเส้นทึบ

ขณะขับขี่อยู่บนท้องถนนเราจะเห็นเส้นปะและเส้นทึบที่แบ่งช่องจราจร โดยถ้าเป็นเส้นปะ เราจะสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางจราจรเพื่อทำการแซงรถได้ แต่ก็ควรใช้ความระมัดระวัง แต่ถ้าจะแซงบริเวณเส้นทึบ ซึ่งจะเห็นและพบได้บ่อยแทบจะเกิดขึ้นทุกที่บนท้องถนน โดยการทำลักษณะเช่นนี้นอกจากจะเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่อรถเพื่อนร่วมทางที่ขับสวนทางมา ยังถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยได้ระบุโทษในข้อหาแซงในเส้นทึบ โดยมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 400-1,000 บาท ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงในการขับขี่เร่งแซงในเส้นทึบเพื่อความปลอดภัย

10. ให้รถในวงเวียนไปก่อน

  เมื่อเราขับรถมาถึงบริเวณที่เป็นวงเวียน อย่างแรกควรที่จะชะลอความเร็วของรถลง และตามมารยาทควรให้รถที่อยู่ในวงเวียนด้านขวาขับผ่านไปก่อน ซึ่งถ้าว่ากันตามกฎหมายแล้วก็มีข้อบังคับถูกกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 70 และมาตรา 71 เมื่อผู้ขับขี่ซึ่งขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก ทางข้าม เส้นให้รถหยุด หรือวงเวียน ต้องลดความเร็วของรถ รวมทั้งถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน ซึ่งถ้าฝ่าฝืนมีความผิดและมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

11. เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด

การขับรถในทุกวันนี้หลายคนอาจจะเคยชินและละเลยกฎจราจร อย่างเช่นการขับรถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด เมื่อผู้ขับขี่พบเครื่องหมาย “เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด” ควรหยุดรอให้คนข้ามถนนและรถที่มาจากทางด้านขวามือขับผ่านไปก่อน แล้วจึงเลี้ยวซ้ายผ่านไป แต่ถ้าไม่มีป้ายติดไว้แล้วเลี้ยวผ่านไปจะถือว่าผิดกฎจราจร เพราะการเลี้ยวทางแยกต่าง ๆ ต้องรอสัญญาณไฟเขียวเท่านั้นถึงจะเลี้ยวซ้ายได้ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 

12. ฝ่าไฟเหลือง

การฝ่าไฟสัญญาณจราจร โดยเฉพาะไฟเหลือง เป็นเหตุการณ์ที่พบได้บ่อยบนท้องถนน ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายและอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้ จากตัวบทกฎหมาย หากผู้ขับขี่เห็นสัญญาณไฟเหลือง ควรแตะเบรกเตรียมหยุดรถ แต่หากเป็นลักษณะคาบเกี่ยวรถเลยเส้นให้หยุดไปแล้ว และสัญญาณไฟเหลืองเพิ่งแสดงขึ้นมา ก็ให้เลยไปได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีที่ผู้ขับขี่จงใจฝ่าไฟเหลืองเหยียบคันเร่งเมื่อเห็นไฟสัญญาณ ก็จะเป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานว่าจะต้องรับโทษปรับตามกฎหมายหรือไม่ โดยโทษของการฝ่าไฟเหลืองจะผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 22 ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

13. ไม่ขับรถยนต์แช่ขวา

เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่จะพบบ่อยมากบนท้องถนน ก็คือการขับรถแช่ช่องจราจรด้านขวา ซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดในข้อหาขับรถกีดขวางจราจร เพราะไม่ว่าคุณจะขับรถเร็วหรือช้าอย่างไรก็ไม่ควรขับรถในช่องทางขวา เพราะเลนขวามีไว้สำหรับแซงเท่านั้น หากมีรถที่ขับเร็วกว่าต้องหลบให้แซงขึ้นไป โดยผู้ที่ขับแช่เลนขวาจะโดนปรับไม่เกิน 1,000 บาท 

14. ไฟตัดหมอกเปิดใช้เมื่อจำเป็น

ไฟตัดหมอกจะสามารถเปิดใช้งานได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะเปิดอย่างพร่ำเพรื่อได้ โดยกฎหมายระบุไว้ชัดเจนตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 11 ว่าไฟตัดหมอกสามารถใช้ได้ต่อเมื่อรถวิ่งอยู่ในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น หมอก ควัน ฝุ่นละออง ฝนตกหนัก รวมถึงมีสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการเดินทาง นอกเหนือจากนี้หากเปิดใช้โดยเจ้าหน้าที่พบเห็นอาจมีความผิด โดยปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

ทั้งหมดนี้เป็นกฎจราจรเบื้องต้นบางส่วนจากข้อกฎหมายทั้งหมดที่ควรรู้ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันบนท้องถนน รวมถึงมารยาทในการขับขี่ต่าง ๆ โดยถ้าผู้ใช้รถทุกคนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุได้ และที่สำคัญยังจะช่วยประหยัดเงินจากการเสียค่าปรับในการขับรถผิดกฎจราจรได้อีกด้วย

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ car.kapook.com

สัญญาณไฟเตือนหน้าปัดรถยนต์ แต่ละสัญลักษณ์มีความหมายอย่างไร? แบบไหนรถมีปัญหา

สัญญาณไฟเตือนหน้าปัดรถยนต์ ถือเป็นสิ่งที่ช่วยตรวจสอบความผิดปกติของรถยนต์ และแจ้งเตือนให้เราทราบ ซึ่งจะดีขนาดไหนหากเรารู้ถึงความหมายของสัญลักษณ์ต่าง ๆ

ทั้งนี้สัญลักษณ์ต่างๆ มีการแบ่งประเภท และความร้ายแรงด้วยสีของสัญญาณเตือน โดยแบ่งได้ 4 ประเภทดังนี้

1.สัญญาณเตือนสีเขียว หมายถึง อุปกรณ์ที่กำลังใช้งานอยู่

2.สัญญาณเตือนสีน้ำเงิน หมายถึง อุปกรณ์ที่กำลังใช้งานอยู่ แต่ไม่ใช่ค่าตั้งต้นจากโรงงาน (เช่น การเปิดไฟสูง)

3.สัญญาณเตือนสีเหลือง หมายถึง การเตือนให้ตรวจสอบ แต่ยังสามารถใช้งานได้อยู่

4.สัญญาณเตือนสีแดง หมายถึง ให้ตรวจสอบโดยทันที หรือหยุดใช้งานเพื่อความปลอดภัย

ความหมายของสัญลักษณ์ต่างๆ

1. ไฟตัดหมอกด้านหน้า

2. ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ (มีการทำงานผิดพลาด)

3. ไฟตัดหมอกด้านหลัง

4. ระดับน้ำล้างกระจกอยู่ในระดับต่ำ

5. ผ้าเบรกมีปัญหา

6. ระะบบควบคุมความเร็วให้คงที่

7. สัญญาณไฟเลี้ยว ซ้าย-ขวา

8. ระบบตรวจจับน้ำฝน และแสงมีปัญหา

9. ระบบความเย็น

10. แสดงผลข้อมูลทั่วไป

11. แจ้งเตือนความร้อนระบบเครื่องยนต์ดีเซล

12. มีหิมะที่พื้นผิวถนน

13. แจ้งเตือนสวิตช์สตาร์ทเกิดการผิดพลาด

14. แจ้งเตือนกุญแจไม่ได้อยู่ในรถ

15. แบตเตอรี่ของกุญแจมีพลังงานต่ำ

16. แจ้งเตือนระยะห่างของรถคันหน้า

17. แรงดันน้ำมันคลัทช์

18. แรงดันน้ำมันเบรก

19. แจ้งเตือนพวกมาลัยล็อก

20. เปิดไฟสูง

21. แจ้งเตือนความดันลมยางอ่อน

22. ไฟด้านข้างถูกใช้งาน

23. สัญญาณไฟภายนอกปัญหา

24. สัญญาณไฟเบรกมีปัญหา

25. แจ้งเตือนตัวกรองน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซลมีปัญหา

26. เตือนการเชื่อมต่อของสายพ่วง

27. เตือนระบบการป้องกันการสะเทือนมีปัญหา

28. รักษาระยะห่างการใช้ทางจราจร

29. เตือนการบำบัดไอเสียผิดปกติ

30. เตือนเข็มขัดนิรภัย

31. ระบบเบรกระหว่างจอดรถเพื่อป้องกันไม่ให้รถไหล

32. แจ้งเตือนพลังงานของแบตเตอรี่

33. ระบบจอดรถอัตโนมัติ

34. ระบบแจ้งเตือนตรวจเช็คสภาพรถ

35. ระบบปรับแสงไฟหน้าอัตโนมัติ

36. ปรับระดับไฟหน้ารถ

37. แจ้งเตือนสปอยเลอร์ด้านหลังมีปัญหา

38. ระบบเปิดหลังคาอัตโนมัติ

39. ระบบเตือนถุงลมนิรภัย

40. แจ้งเตือนเบรกมือ

41. มีน้ำเข้ามาเจือปนในน้ำมันเชื้อเพลิง (รีบแก้ไขโดยด่วน)

42. ปิดการทำงานของถุงลมนิรภัย

43. ควรตรวจสภาพรถ

44. เปิดไฟขอทาง

45. กรองอากาศสกปรก

46. โหมดประหยัดพลังงาน

47. ระบบควบคุมรถขณะลงเขา

48. ระบบเตือนความร้อนของหม้อน้ำ

49. ระบบเบรก ABS

50. ตัวกรองน้ำมันเชื้อเพลิงอุดตัน

51. ประตูรถเปิดอยู่

52. ฝากระโปรงหน้าเปิดอยู่

53. น้ำมันเชื้อเพลิงเหลือน้อย

54. เตือนระบบเกียร์อัตโนมัติ

55. จำกัดความเร็วทำงาน

56. ระบบกันสะเทือนผิดปกติ

57. แจ้งเตือนความดันน้ำมันเครื่องต่ำ

58. ระบบไล่ฝ้าที่กระจกทำงาน

59. กระโปรงท้ายรถเปิดใช้งานอยู่

60. ระบบควบคุมการทรงตัวของรถยนต์

61. เซ็นเซอร์ระบบน้ำฝนถูกใช้งาน

62. แจ้งเตือนเครื่องยนต์ขัดข้อง

63. ระบบไล่ฝ้ากระจกด้านหลัง

64. ที่ปัดน้ำฝนทำงานอัตโนมัติ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หากมีสัญญาณไฟแจ้งเตือนสีแดง ที่จะส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ และเป็นอันตรายต่อรถของคุณ ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อแก้ไขปัญหาในทันที

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ autostation.com

check-credit