เฉลิมชัย รถบ้าน

ที่สุดด้านคุณภาพและบริการ ต้องเฉลิมชัย รถบ้าน
โทร : 095-695-2897เปิดทำการทุกวัน
110/4 หมู่ 1 ต.หนองยาว อ.เมือง จ.สระบุรี

ข่าวสารยานยนต์

รถความร้อนขึ้น! เกิดจากอะไร? ควรทำอย่างไรต่อ?

รถความร้อนขึ้น เป็นอาการที่คุณคงไม่อยากพบเจอแน่นอน เพราะมันอาจทำให้เครื่องยนต์ของคุณอาจพังได้ สาเหตุเกิดจากอะไร? และเมื่อ รถความร้อนขึ้น ควรทำอย่างไร?

ปัญหารถความร้อนขึ้น หรือเรียกอีกอย่างนึงว่าเครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท (Overheat) นั้นคงเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากเจอ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ขับต่ออีกนิดก็คงไม่เป็นไร แต่หารู้ไม่ว่า..เครื่องยนต์ของคุณอาจน็อคพังไปเลย หรือปัญหาอาจลุกลามไปยังชื้นส่วนอื่นๆได้ คำถามคือ สาเหตุเกิดจากอะไร? แล้วถ้าเราเจอปัญหาความร้อนขึ้นระหว่างขับรถควรทำอย่างไร?

เครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท หมายถึง ความร้อนของเครื่องยนต์สูงเกินระดับที่ใช้งานปกติ ซึ่งสาเหตุของอาการความร้อนขึ้นสูงผิดปกติจริงๆแล้วมีอยู่หลายข้อ ลองไปดูกัน

รถความร้อนขึ้นอาจเกิดจาก

1.หม้อน้ำรั่ว/แตก หรือ ท่อน้ำรั่ว/แตก เพราะระบบระบายความร้อนอาจมีความผิดปกติหรือมีการรั่วซึมทำให้น้ำในระบบหล่อเย็น (น้ำในหม้อน้ำ) ไม่เพียงพอ อุณภูมิเครื่องยนต์จึงเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น

2.รังผึ้งบริเวณหม้อน้ำมีสิ่งสกปรกไปอุดตัน ความร้อนจะสูงขึ้นขณะที่รถวิ่ง

3.พัดลมหม้อน้ำ, เทอร์โมสวิตช์ หรือรีเลย์พัดลมมีปัญหา ซึ่งถ้าความร้อนขึ้นในขณะที่รถติด และลดลงในขณะที่รถวิ่ง แปลว่าส่วนใดส่วนหนึ่งมีปัญหาหรืออาจมีปัญหาหลายส่วนพร้อมกัน

4.วาล์วน้ำไม่ทำงาน ทำให้ความร้อนเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลาทั้งตอนรถวิ่งและรถหยุด

5.ลืมเติมน้ำในหม้อน้ำ หรือไม่เคยตรวจเช็คน้ำในหม้อน้ำเลยก็อาจทำให้ปัญหาความร้อนขึ้นมาเยือนคุณ

6.ไฟเตือนความร้อนที่หน้าปัดเสีย หรือเข็มแสดงความร้อนเสีย บางครั้งอาจเป็นแค่กรณีไฟเตือนและเข็มความร้อนมีปัญหาเฉยๆ

ซึ่งหากคุณเกิดตกอยู่ในสถานการณ์รถความร้อนขึ้นหรือเครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท ควรปฏิบัติตามนี้

1.ให้หาที่จอดรถข้างทางและดับเครื่องยนต์ทันที เพื่อให้ระบบเครื่องยนต์ได้หยุดการทำงานก่อน

2.เปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายความร้อน ห้ามนำน้ำไปราดบนเครื่องยนต์โดยเด็ดขาดเพราะเหล็กที่ร้อนมากๆเจอกับน้ำเย็นแบบฉับพลันจะทำให้เหล็กหดตัวและแตกได้

3.จอดพักจนกว่าความร้อนจะลดลง และอย่าเปิดฝาหม้อน้ำทันที เพราะแรงดันน้ำที่เกิดจากความร้อนสูงอาจทำให้น้ำในหม้อน้ำ (ร้อนมาก) พุ่งออกด้วยความแรงจนจะลวกมือได้ ให้รอประมาณ 15-20 นาที หรือจนกว่าหม้อน้ำจะเริ่มเย็น

4.พอเครื่องยนต์เริ่มคลายความร้อน อุณหภูมิเริ่มลดลง ให้เปิดฝาหม้อน้ำออกทีละนิดโดยใช้ผ้าหนาๆจับระหว่างเปิดฝา

5.หลังจากนั้นลองเติมน้ำกลับเข้าไปให้อยู่ในระดับที่มีขีดสัญลักษณ์กำหนด หากไม่มีความผิดปกติใดๆ และอุณหภูมิคงที่ ก็ยังพอสามารถขับต่อได้ แต่ต้องคอยสังเกตความร้อนตลอดเวลา

6.ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางหลังจากนี้ เช่น ขับกลับไปจอดที่่บ้าน หรือขับไปอู่ ก็ควรจอดพักรถเป็นระยะตามความเหมาะสมระหว่างขับขี่ ห้ามขับทางยาวรวดเดียวโดนไม่พักไม่อย่างนั้นเครื่องพังและลามไปยังปัญหาชิ้นส่วนอื่นๆแน่นอน

จากนี้ถ้าเพื่อนๆคนไหนเจอเหตุการณ์ความร้อนขึ้นอีกก็ไม่ต้องตื่นตกใจแล้วนะครับ แนะนำให้ทำตามขั้นตอนดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเบื้องต้น หรือรีบหาที่จอดรถข้างทางแล้วติดต่อเรียกช่างมาดูจะปลอดภัยที่สุดครับ

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ cartrack.co.th

เจาะลึก “กราบรถ” ในวัฒนธรรมไทย หลักฐานทางคติชนแง่พิธีกรรม-ความเชื่อเรื่องพาหนะ

การเดินทางสัญจรเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับมนุษย์เพื่อสนองตอบกิจกรรมต่างๆ ตามประสงค์ ในชั้นแรกมนุษย์ได้อาศัยสัตว์ต่างๆ เป็นพาหนะเพื่อผ่อน แรงในการเดินทาง ภายหลังจึงได้ประดิษฐ์พาหนะในรูปแบบต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพของการเดินทางและการขนส่งให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งการเดินทางทางบกและทางน้ำ

อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยที่มีคติเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะ “ขวัญ” ซึ่งเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนมี “ขวัญ” อยู่ประจำ พาหนะทั้งสัตว์ เกวียน เรือ จึงย่อมต้องมีขวัญประจำอยู่เช่นกัน และการที่มีผู้มาขี่หรือนั่งทับย่อมอาจทำให้ “ขวัญหาย” อันไม่เป็นสิริมงคลต่อสิ่งๆ นั้น และผู้เป็นเจ้าของ เหตุฉะนี้จึงเกิดพิธีกรรมในการ “ขอสมาอภัย” และแสดงความ “ขอบคุณ” แก่สัตว์พาหนะและขวัญที่ประจำอยู่ในพาหนะต่างๆ เป็นประจำทุกปี

การทำขวัญพาหนะดังกล่าวมาข้างต้น ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีพัฒนาการของพิธีกรรมคู่ขนานไปกับพัฒนาการของพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง ส่งผลให้เกิดความพยายามในการสร้างสรรค์พิธีกรรมให้เข้ากับบริบทสมัยใหม่ เพื่อตอบสนองความคาดหวังของพิธีกรรมเกิดมีมาก

บทความนี้มุ่งนำเสนอให้เป็นพลวัตและพัฒนาการของพิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวกับพาหนะในสังคมและวัฒนธรรมไทยที่มีความเปลี่ยนแปลง และอธิบายผนวกกับทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจะได้นำเสนอในประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

คติความเชื่อเกี่ยวกับ “พาหนะ” ในสังคมไทยโบราณ

คนไทยมีคติความเชื่อเกี่ยวกับพาหนะ ตลอดจนสัตว์พาหนะมาแต่โบราณ เนื่องจากเป็นเครื่องนำพามนุษย์สัญจรไปยังที่ต่างๆ อันก่อให้เกิด “ความเสี่ยง” ต่ออุบัติเหตุได้ ดังนั้น การเลือกพาหนะและการบำรุงขวัญหรือ “ทำขวัญ” พาหนะจึงช่วยสร้างพลังและกำลังใจแก่ผู้เป็นเจ้าของ รวมทั้งคนไทยยังเชื่อว่า “ขวัญ” สถิตอยู่ในที่ทุกที่ไม่เว้นแม้แต่สิ่งไม่มีชีวิต

ฉะนั้น เมื่อได้ใช้งานก็ดี หรือเฆี่ยนตีก็ดี เมื่อถึงคราวขวบปี ถือเป็นหน้าที่ของผู้เป็นเจ้าของที่จะแสดงน้ำใจบำรุงขวัญในฐานะที่เป็นนาย ในที่นี้ผู้วิจัยจะขอแบ่งการทำขวัญออกเป็น 2 ประเภท คือ การทำขวัญสัตว์พาหนะและการทำขวัญพาหนะ

พิธีทำขวัญสัตว์พาหนะ เป็นพิธีกรรมเก่าแก่ที่พบในหมู่ชนชาติไทมาแต่โบราณ ทั้งการทำขวัญควาย ที่ใช้ทั้งไถนาและเทียมเกวียนเพื่อขนส่งสินค้าหรือผู้คน การทำขวัญช้างและทำขวัญม้า สัตว์พาหนะของชนชั้นสูง เป็นต้น ขั้นตอนการทำขวัญจะมีผู้เฒ่า หรือเจ้าพิธีเป็นผู้กล่าวบทสู่ขวัญ มีการตั้ง เครื่องบูชาขวัญ และเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาอำนวยพร ยกตัวอย่างในพิธีสู่ขวัญควายมีขั้นตอนสำคัญอยู่ขั้นตอนหนึ่งที่เป็นการบอกรักควาย นั่นคือขั้นตอนที่หมอขวัญเรียกขวัญ

ในบททำขวัญควายจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด การดูแลและเห็นใจกัน ความผูกพันระหว่างคนกับควาย รวมถึงการระลึกถึงคุณของควาย ดังในบทสู่ขวัญควายของภาคเหนือ ความตอนหนึ่งดังนี้

…เจ้ากระทำการไถแผ่นดิน อดหิวลำบาก ข้าก็จักแก้เชือก 2 เส้นกันผูกไว้กับเฝือ (คราด) และไถ…เพื่อจักสมนาคารวะตามแต่โทษ เมื่อมีใจกริ้วโกรธกล้าราวี เอาเชือกฟาดตีด่าหย้อ เป็นกำพร้าพ่อหีแม่ เป็นคำเคียดแก่สะหาว หาคำอดคำหยาบบ่ได้ เป็นคำแสบไหม้แกนหูแห่งท่าน ตูข้าทั้งหลายก็หากมีคำอินดู ก็ขอสมมา ขอหื้อท่านลาโทษ ปลดเสียโทสนโทษ ขออย่าเอาคำกริ้วโกรธไว้ในใจ ขออย่าหื้อเป็นกรรมเวรภัยแก่กันไปภายหน้า พระเจ้าหน่อฟ้าตนโปรดโลกหากเทศนาไว้ว่าบ่ควรแท้ดีหลี (ประเพณีสู่ขวัญควายของลานนาไทย, น. 5)

ส่วนในบททำขวัญควายของอีสาน ก็ได้แสดงความรักต่อควายเช่นกัน มีการพรรณนาความตอนหนึ่งเล่าถึงการขอขมาโทษควาย ที่ขณะทำงานไถนา ลูกควายก็มาล้อมหน้าล้อมหลังจะกินนมแม่ควายทำให้แม่ควายลังเลใจและทำงานช้าลง เมื่อเจ้าของเห็นว่าช้าก็ด่าก็ตี ซึ่งอาจทำให้แม่ควายต้องเศร้าเสียน้ำตา จึงต้องมาขอขมาโทษในครั้งนี้

…วันนี้แม่นวันกล้า ข้อยจึ่งสู่ขวัญควายบักคำอี่เผือกตัวบุญมี อี่เขาปีตัวบุญกว้าง แล่นอ่อมอ้อยแอ่วกินนม ทมๆ ใจจักขาด น้ำตาหลากไหลตก เจ้าจึงคนิงในอกในทรวงจักแตกทะลาย อยู่เหิงหลายสวยพองายแดดแก่กล้า เจ้าจึงต่าวหน้าคืน ข้อยจึงมีใจเคียดค้อย ข้อยจึงบายเอาค้อนน้อยๆ…ดีไปไปบ่ดีข้อยจึงได้ด่าไปซ้าข้อยจึงได้ไล่เร็วไว เจ้าจึ่งไปซีชุดเจ้าจึงไปซีขาด ชิดค่าวขาดเซไป ปลดไถเชาข้อยกะได้ดีช้ำ (ประเพณีโบราณไทยอีสาน, น. 307)

ท้ายบททำขวัญมักมีการอำนวยพรแก่ควาย ให้ควายมีอายุยืน แข็งแรง ออกลูกมากๆ และปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง ตลอดจนขอให้ได้เกิดเป็นมนุษย์

ส่วนการทำขวัญช้างนั้น มีทั้งทำในหมู่ควาญช้างในหมู่บ้านเลี้ยงช้าง ควบคู่ไปกับการไหว้ผีปะกำ และมีในหมู่ช้างหลวงด้วย โดยเฉพาะที่เรียกว่าพิธีขึ้นระวางช้างสำคัญ ในพิธีนี้จะมีการอ่านฉันท์ดุษฎีสังเวย กล่อมช้างเพื่อสอนช้างและสร้างความเป็นสิริมงคล แสดงถึงพระราชอำนาจอันเกริกไกร ต่อไปจึงเป็นตอนกล่าวจูงใจช้างให้ละพยศ อย่าเป็นห่วงพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลานที่ยังอยู่ในป่า ขอให้ตั้งใจไปอยู่ในเมืองเป็นราชพาหนะของพระมหากษัตริย์ ให้คิดว่าเป็นเพราะพระพรหมท่านกำหนดมาดังนี้เองเถิด1

ส่วนการทำขวัญพาหนะ ในอดีตสังคมไทยมีพาหนะที่ใช้งานไม่มาก มีเพียงเกวียนและเรือ ส่วนชนชั้นสูงจะมีราชรถและราชยาน พาหนะเหล่านี้มีความจำเป็นในการประกอบอาชีพ การเดินทางมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยโดยแบ่งออกเป็นการทำขวัญเกวียน การเดินทางของคนไทยในอดีตมักใช้วัวควายเทียมเกวียนเป็นพาหนะในการเดินทางขนส่งสินค้าและเดินทางสัญจร คนไทยจึงสร้างสรรค์พิธีทำขวัญเกวียนขึ้น เพื่อสร้างสิริมงคลต่อการเดินทาง เป็นการให้ความมั่นใจและปลอดภัยในการเดินทาง ค้าขายร่ำรวยมีโชคลาภ

ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นความกตัญญูรู้คุณต่อสิ่งที่ยังประโยชน์ให้ตน ทั้งยังเชื่อว่าจะทำให้เจ้าของเกวียนประสบแต่ความโชคดี ตัวอย่างบททำขวัญเกวียน สำนวนอีสาน ดังนี้

โอกาสะๆ วาจีดิถีฟ้าปีใหม่ เจ้าผู้ใหญ่ถ่ายราศี พระภูมีสุริเยศ เถิงฤดูเขตเดือนสาม นางโสมงาม เกวียนแก้ว อาบน้ำแล้วจึงลาพร ลมพัดวอนแห้งแล้วเขาจึงเอาภาชนะแก้วเบิกคูณขวัญ มีทั้งพลูพันและหมากจีบ ทั้งผ้าผ่อนและบายศรี มีทั้งหวีและต่างแก้ว งามลวดแล้วกระจกแยง ทั้งของหอมและแป้งป่น งามเลิศล้นปลอกแขน มีทั้งแหวนและสายสร้อย ฝูงตู่ข่อยจึงมาหา มีทั้งคาบบุปผาและดอกไม้เทียน ไต้ใส่ใบพา ทั้งสุราและไก่ต้ม หวานส้มข้าวต้มและเผือกมัน สรรพสรรพ์มีทุกสิ่ง กล้วยอ้อยมิ่งนานามีสู่อันสะพาด เขาจึงไปอาราธนาอาจารย์ผู้ฉลาด ขึ้นนั่งอาสน์คูณขวัญ ว่าศรีๆ สิทธิพระพร เกสรหอมฮ่วงเฮ้า ข้อยจักเชิญขวัญเจ้าเกวียนคำ ทั้งกงกำและดุมแอก ทั้งทวยแปรกและคานหลัง ทั้งประทุมและเชือกอ้องหนังผูกค้างอยู่กัวเกวียน มาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปเข็นไม้ในดงเดินยาก ขวัญเจ้าไปลากไม้ดงกว้างกว่าไพร ขวัญเจ้าไปเข็นหญ้าปะป่าฮังไม้แจ่งแห่งขวัญเจ้า ไปรับจ้างขนข้าวใส่ฉาง ขวัญเจ้าไปรับจ้างขนหินขนทรายและดินจี ขวัญอย่าไปอยู่ลี้ในถ้ำเถื่อนแถว ให้เจ้าคืนบ้านสถานเฮาเคยอยู่ อย่าไปแกมหมู่ไม้เป็นเหง้าป่งใบ ขวัญทวกให้มาอยู่ทวกทั้งสอง ขวัญคานให้มาอยู่คานล่างง่าง ขวัญกีบให้มาอยู่กีบเป็นวงขวัญกงกำให้มาอยู่กำนำเสียบ ขวัญแปรกให้มาอยู่แปรกทั้งสอง ขวัญดุมให้มาอยู่ดุมล้องค้อง อย่าได้ต้องพยาธิอันใด มื้อนี้แม่นมื้อดี ข้าจักทำบายศรีเกวียนแก้ว ทำขวัญแล้วให้เจ้าค้ำคูณเฮือน เถิงฤดูเดือนขวบเข้า ให้เจ้าฮักบ่าไว้ยังวัวควาย ให้สุขสบายดีบ่ยาก ทางลำบากให้เจ้าค่อยเพียรรอด หนทางคดเดินยากฮากไม้ใหญ่ตันทาง ฮากไม้บางขวางหน้า เจ้าอย่าได้ล้มหักตะแคง ให้เจ้ามีกำลังแฮงดังราชรถ คันเขาบรรทุกหนักให้เจ้าไปค่อย ฝูงเด็กน้อยเข้ามาขี่นำ เขาบ่ฮู้เกรงยำอย่าได้เคียดค้อย ฝูงเด็กน้อยเจ้าอย่าถือชา คนทั้งหลายเขามาว่าจ้าง ให้เจ้าได้อยู่สร้างหลายปี มีรังสีเฮืองฮุ่ง ฝูงตูข้อยให้อยู่เย็นใจ ความจังไรอย่าได้มาบังเกิด ให้เจ้าประเสริฐดั่งรถเทพอินทา มีกำลังวิชาดังพระสังครีพ ใช้ฮีบได้ดั่งใจหมาย ไชยะตุภะวัง ไชยะมังคะละ มหามงคลฯ2

การทำขวัญเรือ มักพบในหมู่ชาวเรือทั้งที่ทำประมง ใช้เรือเพื่อเดินทางสัญจร ตลอดจนเพื่อใช้ในการแข่งขันตามเทศกาล คนไทยมีความเชื่อว่าเรือทุกลำมีอารักษ์รักษาเรือ คอยปกปักรักษาเรืออยู่ หากคนใดปฏิบัติดีจะมีโชคชัย แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะทำให้อารักษ์ประจำเรือหนีหายได้ เจ้าของเรือจึงทำขวัญเรือเพื่อเชิญขวัญเรือปลอบใจ อย่าตกใจกลัวเมื่อเกิดพายุเมื่อเดินทางหรือลงแข่งขัน ตลอดจนดลบันดาลให้ผู้เป็นเจ้าของและผู้โดยสารมีความโชคดีปลอดภัย

ตัวอย่างในพิธีทำขวัญเรือของภาคใต้ มีความเชื่อกันว่าไม้ที่นำมาทำเรือได้แก่ ไม้ตะเคียน ไม้พะยอม ไม้ยูง ไม้ยาง เดิมเป็นที่สถิตของเทพารักษ์และนางไม้ เมื่อไม้ถูกตัดโค่นนำมาทำเป็นเรือ ทำให้เทพารักษ์และนางไม้ตกใจพากันหนีจากไป ดังนั้นก่อนจะนำเรือออกจากท่า เจ้าของเรือต้องหาหมอมาประกอบพิธีทำขวัญเรือ เพื่ออัญเชิญเทพารักษ์และนางไม้มาอยู่ประจำเรือลำนั้น เพื่อช่วยรักษาเรือให้ปลอดภัยในการเดินทาง3

การทำขวัญราชรถ-ราชยาน พิธีเป็นของหลวงเป็นการบูชาเทวดาอารักษ์ที่รักษาราชรถและราชยานที่เป็นพระราชพาหนะ เพื่อเป็นสิริมงคลคุ้มครอง และเป็นการแสดงกตเวทิตาคุณต่อเทวดาอารักษ์ผู้สถิตประจำราชรถและราชยานนั้นๆ ด้วย

อนึ่ง นอกจากการทำขวัญเรือหรือรถแล้ว ในสังคมอีสานยังมีตำราเรียกว่าโสกรถหรือเรือ คือโฉลกรถหรือเรือ ซึ่งเป็นพาหนะจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของคนใช้เดินทางติดต่อค้าขาย เป็นความปลอดภัยและเป็นโชคชัยในชีวิต ถ้ารถหรือเรือไม่ถูกโสก โบราณท่านว่าจะพาให้พินาศ ท่านจึงแนะนำให้ทำหรือซื้อรถหรือเรือให้ถูกโสก โดยมีวิธีการคือให้เอาเชือกวัดความยาวจากหัวรถหรือเรือจนถึงท้ายรถหรือเรือนั้น แล้วให้เอาเท้าผู้จะทำหรือผู้จะซื้อรถหรือเรือนั้นวัด แล้วว่าโสกวนไปตามลำดับถึงที่ดีแล้วให้เอา (ถ้ายาวไปให้บั่น ถ้าสั้นให้ต่อให้พอดี แต่ส่วนมากเขาใช้วิธีต่อ) ดังนี้4

ความโสกรถหรือเรือ
1. ซื้อถืกขายแพง
2. กินแหนงเพราะความเค้า
3. ขี้ข้าเล่าเกิดเป็นไท
4. หินผาไหลแล่นต้อน
5. ก้อนคำแน่นใส่ถง
6. เทียวขึ้นลงคลาดแคล้ว
7. ไปฮอดแล้วย่อมมาดี
8. เป็นเศรษฐีย่อมพลอยไฮ้
9. นอนตื่นได้ถงค่ำ5

อธิบายความหมาย

ถ้าตก ข้อ 1 ท่านว่า ดีบ่ขาดทุน
ถ้าตก ข้อ 2 ท่านว่า จะมีความขุ่นเคืองระหว่างผู้ซื้อรถเรือกับเจ้าของเดิม
ถ้าตก ข้อ 3, 5 ท่านว่า ดีจะพออยู่พอกิน
ถ้าตก ข้อ 4 ท่านว่า ไม่ดีเกรงจักเกิดอุบัติเหตุ
ถ้าตก ข้อ 6 ท่านว่า จะแคล้วคลาดปลอดภัย

ถ้าตก ข้อ 7 ท่านว่า ดีปานกลางไปเรื่อยๆ ไม่รุ่งไม่โรจน์
ถ้าตก ข้อ 8 ท่านว่า ไม่ดีเลยรถเรือจะพาฉิบหาย
ถ้าตก ข้อ 9 ท่านว่า จะมีโชคเสริมอยู่ตลอด6

อย่างไรก็ดี ความเชื่อเกี่ยวกับการทำขวัญพาหนะต่างๆ นั้นจากการสำรวจพบว่ามีพบในชนชาติอื่นๆ และศาสนาอื่นๆ ด้วย เนื่องจากเป็นความคิดสากล ดังเช่นที่ในญี่ปุ่นประชาชนนิยมให้นักบวชมาเจิมรถเพื่อความเป็นสิริมงคลที่ศาลเจ้า หรือในประเทศต่างๆ ที่ให้นักบวชในลัทธิที่ตนนับถือมาทำพิธี

กระนั้นก็ดี หากพูดถึงรถและเรือแล้ว สิ่งที่สำคัญที่จะละเลยไม่ได้คือความเชื่อเรื่อง “แม่ย่านาง” แม่ย่านางนี้เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นอารักษ์ผู้หญิงที่สถิตอยู่หัวเรือ ชาวเรือนิยมบูชาหัวเรือด้วย ผ้าสามสี เครื่องเซ่น มาลัยต่างๆ และจะไม่ข้ามหัวเรือ เนื่องจากเชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของแม่ย่านางเรือ ต่อมา เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น มีการนำรถเข้ามาใช้มากขึ้น ความเชื่อเรื่องแม่ย่านางจึงติดตามมาอยู่ที่รถด้วย เนื่องจากถือว่าเป็นอารักษ์ที่ประจำอยู่กับพาหนะ ตำนานความเป็นมาของแม่ย่านางนั้น เสฐียร โกเศศ และนาคะ ประทีป เล่าไว้ในหนังสือแม่ย่านางวรรณคดี และราชาวดี7 ว่าในเรื่องนารายณ์สิบปาง ฉบับคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ (พ.ศ. 2466) มีเรื่องเล่าเป็นตำนานแม่ย่านางไว้มีใจความสรุปได้ว่า เมื่อพระอิศวรและพระแม่อุมาเสด็จประพาสทะเล กุ้งได้ออกมาร้องเรียนว่าตนเองเป็นสัตว์ที่ร่างกายมีแต่เนื้อ เปลือกห่อหุ้มบาง ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ทำให้ถูกบรรดาสัตว์น้ำอื่นๆ จับกินเสียมาก พระแม่อุมาจึงประทานพรให้กุ้งมีเลื่อยสองคมปลายแหลมอยู่บนหัว มีหอกปลายแหลมอยู่ที่หาง เมื่อสัตว์ใดกินเข้าไปจะได้ใช้หางเจาะออกมาให้เข็ดหลาบ ซึ่งอาหารที่กุ้งสามารถกินเองได้ จะต้องเป็นของที่ตายเน่าเปื่อยเท่านั้น

หลังจากนั้นประชากรกุ้งจึงมีมากจนเสียสมดุล กั้งจึงมาชักชวนผสมพันธุ์แล้วออกอุบายให้กุ้งใช้อาวุธติดตัวเจาะท้องเรือสำเภาให้จม เมื่อจีนคนไหนว่ายน้ำไม่เป็นก็จะจมน้ำตายกลายเป็นอาหาร ส่วนหัวกุ้งแบ่งให้กั้ง ส่วนตัวกุ้งเอาไปกิน ด้วยเหตุนี้เรือสำเภาจึงตกเป็นเป้าและได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก พวกนายสำเภาจึงได้วิงวอนขอให้เจ้าหมาจ่อช่วยบอกกล่าวเทพเจ้าให้มาช่วยเหลือ เจ้าหมาจ่อสงสารชาวเรือ จึงบอกให้นำของมาเซ่นไหว้พลีกรรม ได้แก่ ผ้าแพรสีแดง สีทับทิม สิ่งละ 10 พับ กับดอกไม้ธูปเทียน สำหรับเจ้าที่ เมื่อได้รับของถวายเจ้าหมาจ่อจึงให้นายทหารนำของไปถวายเจ้าทั้ง 8 ทิศ แล้วร่วมปรึกษาหารือกันว่าจะนำความไปกราบทูลพระอิศวรและพระแม่อุมาเทวีให้ตัดสินปัญหา

พระแม่อุมาจึงสั่งให้พระอนันตนาคราชไปปราบกุ้งที่ผิดคำสัตย์และใช้อุบายทำให้มนุษย์เดือดร้อน จากนั้นพระอนันตนาคราชรับโองการ ลงไปถึงพระคงคา กุ้งที่ทำผิดก็ร้อนตัวกลัวจนกระเพาะและของเก่าใหม่ขึ้นมาบนสมอง จากนั้นจึงถูกสาปให้เรือสำเภาน้อยใหญ่ที่พวกตนเจาะให้ล่มเข้าไปอยู่ในแก้มซ้ายขวาถ่วงหัวไม่ให้เงยขึ้นมาเจาะเรือสำเภาได้อีก แล้วพระอนันตนาคราชจึงแต่งตั้งให้เจ้าหมาจ่อเป็น “เจ้ายอดสวรรค์” และสั่งให้จีนเดินสมุทรทั้งหลายนับถือเจ้ายอดสวรรค์ ให้คุ้มครองรักษาเรือสำเภาทุกเที่ยวไปมาจนติดมากระทั่งทุกวันนี้

“เจ้าหมาจ่อ” นี้ เสฐียรโกเศศอธิบายว่ามีพบอยู่ในนิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีน เมื่อครั้งกรุงธนบุรีด้วยความว่า

เย็นเช้าไหว้เจ้าด้วยมาล่อ
พระหมาจอฟังอึงคะนึงเนื่อง
ครั้นค่ำแขวนโคมเคียงเรียงเรือง
ตลอดเบื้องหน้าท้ายที่รายไป

เสฐียรโกเศศอธิบายว่า พระหมาจออาจเป็นเจ้าของฝ่ายจีน มีมาแต่ครั้งเดินเรือสำเภา เมื่อไม่ได้ใช้เรือสำเภาแล้วจึงค่อยเลือนไป อย่างไรก็ดี ในหนังสือนารายณ์สิบปางยังกล่าวว่า เจ้าหมาจ่อมอบให้ทหาร 2 คน ชื่อ เชยหลีหมัก กับซุ้นฟุ้งหงี นำเอาของไปถวายเจ้าทั้ง 8 ทิศ แล้วกำหนดวันเชิญเจ้าทั้ง 8 ทิศมา ณ ศาลเจ้าจับกวยเล่าหวน เพื่อทำคำร้องทุกข์ไปยื่นต่อพระอิศวร เชยหลีหมักมีตาเห็นได้ไกลถึงพันลี้ เป็นเจ้าของชาวจีนแต้จิ๋ว ส่วนซุ้นฟุ้งหงีมีหูได้ยินตามลม เป็นเจ้าของชาวจีนแคะ หรือกวางตุ้ง เจ้าทั้งสองนี้มีปรากฏในวรรณคดีเรื่องห้องสินด้วย

ส่วนเจ้าหมาจ่อนี้ อาจมาจาก “หมาโจ๊บ๊อ” แปลว่า เจ้าแม่ย่าชวด เจ้าหมาจ่อนี้ เสฐียรโกเศศเล่าว่า เมื่อครั้งราชวงศ์ซ้อง นางอาศัยอยู่ที่จังหวัดเฮงฮั้ว บิดามีอาชีพเดินทะเล วันหนึ่งนางทอผ้าจนหลับไป ฝันเห็นพ่อและพี่ชายสองคนอยู่ในเรือคนละลำ เรือถูกพายุใหญ่จวนจะล่ม โดยพยายามเอาปากคาบเรือของบิดา และมือทั้งสองคว้าเรือของพี่ชายทั้ง 2 คนและพยายามลากเข้าฝั่ง ทันใดได้ยินเสียงแม่เรียกให้ตื่น ก็อ้าปากขานรับและตกใจตื่น แต่ก็วิตกว่าความฝันจะเป็นจริง ต่อมาอีกสองสามวันนางได้ข่าวว่าเรือของบิดาและพี่ชายถูกพายุใหญ่ เรือลำของบิดาอับปางลง ส่วนเรือของพี่ชายมีคนช่วยไว้ได้ นางจึงรู้ได้ว่าผู้ที่ช่วยนั้นคือนางเอง แต่เพราะต้องอ้าปากขานรับมารดาจึงไม่สามารถช่วยบิดาไว้ได้ ต่อมาเมื่อนางตายไปแล้วไปเกิดเป็นเจ้าทะเล นามว่า “เจ้าหมาจ่อ” นั่นเอง

นอกจากนี้เสฐียรโกเศศยังกล่าวว่าหนังสือ Schlegal’s Siamese Studies เสนออีกสันนิษฐานหนึ่งว่า คำว่าแม่ย่านางซึ่งเป็นเทพเจ้าประจำเรือนั้นว่ามาจากภาษาจีนว่า “เหย่เหนียง”

คติความเชื่อเกี่ยวกับ “รถ” ในสังคมไทยปัจจุบัน

ปัจจุบันความนิยมในการใช้สัตว์พาหนะและพาหนะบางประเภทลดลง ยานพาหนะสมัยใหม่มีมากขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่มีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความเชื่อเรื่อง “ขวัญ” และ “แม่ย่านาง” ยังคงมีอยู่และทวีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจพบว่ามีการสร้างสรรค์วัตถุมงคล เครื่องราง และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้สามารถแบ่งคติชนที่เป็นผลมาจากความเชื่อเกี่ยวกับรถในสังคมไทยได้ดังนี้

คติชนประเภทความเชื่อคนไทยมีความเชื่อที่สร้างสรรค์ใหม่เกี่ยวกับรถเป็นจำนวนมาก ทั้งความเชื่อที่สร้างสรรค์มาจากคติความเชื่อเดิม และความ เชื่อที่สร้างขึ้นใหม่ คติความเชื่อเหล่านี้ค่อนข้างแพร่หลายและได้รับความนิยมมากในปัจจุบันโดยเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผู้วิจัยพบว่ามีกลุ่มความเชื่อหลักที่แบ่งได้ 4 กลุ่ม ดังนี้

1. ความเชื่อเรื่องเลขทะเบียนรถ

ความเชื่อเรื่องตัวเลขกับคนไทยมีมาช้านาน ดังเช่นปรากฏเรื่องเลขมงคลต่างๆ เช่น เลข 9 ที่พ้องเสียงกับคำ “ก้าว” เชื่อมโยงไปสู่คำว่าก้าวหน้า หรือการใช้เลขคู่ในการจัดของหมั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตคู่ ความเชื่อเรื่องการนิมนต์พระจำนวนคู่ในพิธีอวมงคล และนิมนต์พระจำนวนคี่ในงานมงคลจำนวนธูปกับการบ่งบอกสถานภาพหรือลำดับชั้นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องเลขศาสตร์ในโหราศาสตร์ที่ใช้ในการพยากรณ์เรื่องราวต่างๆ ความเชื่อเรื่องตัวเลขนี้สืบต่อมาถึงปัจจุบันและเชื่อมโยงมาถึงเลขทะเบียนรถด้วย ดังปรากฏว่าในปัจจุบันมีการเปิดประมูลเลขทะเบียนรถมงคล ณ สำนักงานขนส่งประจำจังหวัดต่างๆ จากสื่อประชาสัมพันธ์ข้างต้นจะเห็นว่าการประมูลหมายเลขทะเบียนนั้น ไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขมงคลเท่านั้น หากแต่ยังพิจารณาหมวดอักษรและมีความพยายามในการเพิ่มคำอธิบายมงคลใส่ในหมวดอักษรนั้นๆ ด้วยเพื่อเพิ่มมูลค่าของหมายเลขทะเบียน ตัวอย่าง หมวดอักษร กง หมายถึง การงานมั่นคง การเงินมั่งคั่ง หมวดอักษร กม หมายถึง กิจการมั่งคั่ง ก้าวหน้ามั่นคง
หมวดอักษร กพ หมายถึง กับบุคคลพิเศษ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการคำนวณเลขทะเบียนรถด้วยการพิจารณาเลขทะเบียนรถนั้นให้ใช้วิธีบวกเลขทั้งหมดบนแผ่นป้ายทะเบียน แล้วนำผลลัพธ์ที่เป็นทั้งเลข 2 ตัวและเลขตัวเดียวมาใช้กับคำทำนายประกอบกัน เช่น เลขทะเบียนรถ 1 ก 6489 ให้บวกดังนี้ 1 + 6 + 7 + 8 + 9 ได้ผลลัพธ์ 31 ให้นำ 3 + 1 = 4

จากนั้นดูคำทำนายที่เลข 4 และเลข 31 แต่หากทะเบียนรถมีความพิเศษ เช่น เลขซ้ำ ให้ดูคำทำนายตรงๆ ที่คำทำนายด้วย เช่น กข 1123 ให้ดูคำทำนายที่เลข 11 และเลข 7 ด้วย (1 + 1 + 2 + 3 = 7)8

ซึ่งมีความเชื่อว่าดวงชะตาของเจ้าของรถจะเป็นไปตามคำพยากรณ์ แต่พลังแฝงของเลขที่จะส่งอิทธิพลโดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่เลขหลักหน่วยและเลขหลักที่ซ้ำในหมายเลขทะเบียนเป็นสำคัญ ในตัวอย่างนี้ให้ดูที่เลข 11 คือเลขซ้ำ เลข 11 จะส่งผลต่อรถคันนี้มาก ส่วนเลขรวมคือเลข 7 จะมีอิทธิพลรองลงมา แต่ถ้าทะเบียนไม่มีเลขซ้ำ เช่น กข 1234 (1 + 2 + 3 + 4 = 10) เลข 10 จะส่งอิทธิพลต่อรถคันนี้มาก

อย่างไรก็ตาม สามารถดูคำทำนายทีละคู่ประกอบกันได้ คือ ดูคำทำนายเลข 12 และดูคำทำนายเลข 349

การคมนาคมระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน ก่อนมีการสร้างทางรถไฟนั้นมีลักษณะทุรกันดาร การเสด็จตรวจราชการของเจ้านายจึงต้องเดินทางด้วยกองคาราวานเกวียน

2. ความเชื่อเรื่องโชคลางและการแก้เคล็ดรถ

ความเชื่อเรื่องการแก้เคล็ดรถเป็นการป้องกัน และปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปจากรถ ตลอดจนเป็นสัญญาณบอกเหตุให้เกิดความระมัดระวังไม่ประมาท ดังเช่นความเชื่อเรื่องสัตว์วิ่งตัดหน้ารถ 6 รูปแบบ ดังนี้12

สัตว์ตัดหน้า จากซ้ายไปขวา จะมีโชคลาภ
สัตว์ผ่านตัดหน้า จากขวาไปซ้าย ไม่ดีจะมีภัย

สัตว์มาชนรถ จากด้านหน้า ไม่ดี ให้หาที่จอดรถริมทางสักพัก แล้วค่อยเดินทางต่ออีกใน 15-30 นาที
สัตว์มาชนรถ ทางด้านขวา ไม่ดีไม่ร้าย แต่ให้เดินทางช้าลง และเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น
สัตว์มาชนรถทางด้านซ้าย ไม่ดี ให้หยุดพักกราบดิน เพื่อขอขมาและขอพรพระแม่ธรณีก่อนเดินทางต่อไป
สัตว์ชนรถทางด้านหลัง ถือว่าดี ให้เร่งเดินทางจะได้ประสบโชคลาภ

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องการห้อยตุ๊กตาไว้ที่ท่อรถ หรือท้ายรถด้านล่าง ซึ่งมีความเชื่อว่าการห้อยตุ๊กตารูปเด็กหรือรูปคนไว้ที่ท่อรถจะช่วยกันที่ไม่ให้วิญญาณติดไปกับรถ หรือรถมือสองที่ไม่แน่ใจว่าก่อนซื้อรถเคยประสบอุบัติเหตุและเคยลากศพติดมากับรถหรือไม่ การติดตุ๊กตาไว้เชื่อว่าจะช่วยกันพื้นที่ไม่ให้วิญญาณเข้ามาอาศัยอีก ภายหลังการห้อยตุ๊กตาได้คลี่คลายจากรูปเด็กหรือรูปคนเป็นตัวการ์ตูนต่างๆ ด้วย13

3. ความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามในการออกรถ

ฤกษ์ยามถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของคนไทย เชื่อกันว่าวันและเวลาที่เกี่ยวกับรถจะสัมพันธ์กับดวงชะตาของผู้เป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้จึงมีความ
เชื่อเรื่องรถกับฤกษ์ยาม ดังนี้

ก. วันมงคลออกรถถูกโฉลกตามวันเกิด14 ดังตัวอย่าง

เกิดวันจันทร์
ออกรถวันอาทิตย์ จะมีอุปสรรค
ออกรถวันจันทร์ เสริมเรื่องเพื่อนพ้อง เสน่ห์
ออกรถวันอังคาร เสริมเรื่องการกินดีอยู่ดี
ออกรถวันพุธ เสริมเรื่องอำนาจบารมี
ออกรถวันพฤหัสบดี เสริมเรื่องทรัพย์สินมีหลักฐานดี
ออกรถวันศุกร์ เสริมเรื่องแรงสนับสนุน ผู้ใหญ่ค้ำจุน มีลาภยศ
ออกรถวันเสาร์ เสริมเรื่องโชคลาภ ความมั่งมี
ศรีสุข

ข. ฤกษ์งาม ยามดี วัน-เวลาสำหรับออกรถ ดังตัวอย่าง
ออกรถวันอาทิตย์เวลานำโชคคือ
1. ช่วงเช้า 6 โมงถึงก่อน 9 โมง
2. ช่วงบ่าย บ่ายโมงครึ่งถึงบ่าย 3

ค. วันดี-ร้าย เกี่ยวกับรถยนต์

วันห้ามซื้อรถ
วันอาทิตย์ เพราะเป็นวันร้อน
วันอังคาร เพราะเป็นวันดุ วันติดขัด
วันพุธ เชื่อว่าจะทำให้ร้อนเงิน
วันพฤหัสบดี เชื่อว่าจะทำให้เหนื่อยๆ วุ่นๆ
วันเสาร์ เชื่อว่าเป็นวันแรง จะมีอุปสรรคมาก
วันพระ เชื่อว่าจะทำให้ป่วย

วันซื้อรถ
วันจันทร์ เป็นวันเสน่ห์ โชคดี
วันศุกร์ เชื่อว่าเสริมเงินทอง โชคลาภ และ
ความราบรื่น

ง. ทิศทางนำโชควันออกรถ
เมื่อจะออกรถในวันแรก ควรขับไปในทิศมงคลเพื่อจะได้มีโชคดีตลอดไป
วันอาทิตย์ ทิศตะวันออกเฉียงใต้
วันจันทร์ ทิศตะวันตก
วันอังคาร ทิศตะวันตกเฉียงใต้
วันพุธ ทิศใต้
วันพฤหัสบดี ทิศเหนือ
วันศุกร์ ทิศตะวันออก
วันเสาร์ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

4. ความเชื่อเรื่องโฉลกสีรถ

สีมงคล มีอยู่ในคติคนไทยมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ปรากฏอยู่ในสวัสดิรักษา ด้วยเชื่อว่าจะเป็นสิริมงคล โดยสีที่กล่าวถึงในตำราสวัสดิรักษานั้น

กล่าวเฉพาะสีในการนุ่งห่มประจำวัน รวมถึงสีในการออกศึก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้นำมาประยุกต์ใช้ในการเลือกซื้อรถด้วย
ดังนี้

ก. สีรถต้องกับโฉลกวันเกิด15

การเลือกสีรถ เจ้าของรถอาจเลือกสรรตามความพึงพอใจของตัวเองเป็นสำคัญ หากแต่เชื่อกันว่าสีรถที่ถูกโฉลกกับวันเกิดย่อมจะช่วยเสริมมงคล
โชคลาภได้ คนที่เกิดในแต่ละวันนั้นมีสีสันที่ถูกโฉลกกับวันของตนหลายสี แต่ละสีก็เสริมส่งพลังมงคลในด้านต่างๆ หลายทาง อีกทั้งยังมีบางสีสันที่
เราควรหลีกเลี่ยงด้วย ดังตัวอย่าง

เกิดวันอาทิตย์

สีแดง สีส้ม เสริมด้านบริวาร พวกพ้อง
สีชมพู สีม่วง เสริมบารมี ลาภยศชื่อเสียง
สีเทา สีน้ำตาล เสริมด้านความราบรื่นและแรงสนับสนุน
สีเขียว สีขาว เสริมโชคลาภ เสน่ห์ ปลอดภัย แคล้วคลาด
สีดำ เสริมทรัพย์สิน หลักฐานฐานะ
สีน้ำเงิน ไม่ถูกโฉลก

มองสังคมไทยผ่าน “กราบรถ” และ “คติชนของคนมีรถ”

ความเคลื่อนไหวของ “คติชนของคนมีรถ” อย่างต่อเนื่องดังที่นำเสนอมาแล้วข้างต้น ทำให้มองเห็นความเชื่อมโยงของคนไทยที่มีวิธีคิดแบบกระบวนทัศน์ (Paradigm) และนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาต่อยอด ขณะเดียวกันก็มีความพยายามในการสร้างสรรค์พิธีกรรมขึ้นใหม่ ทั้งเพื่อสนองตอบความเชื่อใหม่และเพื่อธุรกิจความเชื่อที่ทวีความรุ่งเรืองในสังคมไทย โดยผู้วิจัยจะได้อภิปรายในประเด็นเชิงวิเคราะห์สังคมไทยผ่าน “คติชนของคนมีรถ” ดังนี้

กระบวนทัศน์เรื่อง “พาหนะ” กับการดำรงอยู่ของความเชื่อเกี่ยวกับพาหนะในสังคมไทย

ตามที่ผู้วิจัยได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นว่า คนไทยมีความคิดเรื่องพาหนะในเชิงกระบวนทัศน์ (Paradigm)กล่าวคือ คนไทยมองว่าการทำขวัญในแบบดั้งเดิม คือ ขวัญเกวียน ขวัญเรือ และขวัญสัตว์พาหนะนั้น อยู่ในกระบวนทัศน์เดียวกันคือ “พาหนะ” ดังนั้น เมื่อสังคมไทยเจริญพัฒนาก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น มีพาหนะแบบใหม่ขึ้น เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องบิน ฯลฯ ก็ยังอยู่ภายใต้กรอบกระบวนทัศน์เดิมคือ “ยานพาหนะ” ดังนั้นจึงย่อมสามารถ “หยิบยืม” พิธีกรรมที่เกี่ยวกับพาหนะแบบดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้ได้แบบไม่ขัดเขิน

ขณะเดียวกันภายในกระบวนทัศน์นี้ก็ยังมีความเชื่อใหญ่ที่ดำรงอยู่ว่า ยานพาหนะย่อมมี “ขวัญ” หรือ “แม่ย่านาง” สถิตอยู่ ดังนั้นไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปไกลเพียงใด หากคนไทยยังคงยึดถือกระบวนทัศน์นี้ พาหนะทุกชนิดทั้งที่เคยมีอยู่ กำลังมีอยู่ และต่อไป จะมีก็ย่อมจะต้องมี “ขวัญ” หรือ “แม่ย่านาง” สถิตอยู่เช่นกัน

นอกจากนี้ผู้วิจัยมีข้อสังเกตว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของรถมีการย้ายหรือแปลงรูปความคิด (Transform) จากความเป็น “พาหนะ” ไปสู่ความเป็น “สัตว์เลี้ยง” กล่าวคือ เจ้าของรถมองรถในฐานะสัตว์เลี้ยง ด้วยเหตุนี้ ความเชื่อเรื่องพาหนะจึงไปเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องดวงชะตาและโฉลกของเจ้าของกับสัตว์เลี้ยงที่ต้องสัมพันธ์กัน คล้ายกับตำราดูลักษณะสัตว์ ที่สี และลักษณะบางประการ ควรเสริมชะตา และเสริมบารมีแก่ผู้เป็นเจ้าของ อันจะช่วยสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ครอบครอง

การดำรงอยู่ของความเชื่อเรื่องพาหนะในสังคมไทยภายใต้กรอบของกระบวนทัศน์เรื่อง “พาหนะ” เป็นสิ่งที่หยั่งรากฝังลึกในสังคมไทยสืบมาและเชื่อว่าจะยังคงดำรงอยู่และพัฒนารูปแบบขนานไปกับความเจริญทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน พลวัตและความคิดสร้างสรรค์ของการทำขวัญพาหนะ

ข้อมูลการสำรวจพิธีกรรมเกี่ยวกับรถดังนำเสนอมาก่อนหน้าจะเห็นว่ามีความพยายามในการพัฒนาพิธีทำขวัญพาหนะรูปแบบเดิม ให้เหมาะสมกับ สังคมปัจจุบัน เช่น จากเดิมการทำขวัญพาหนะต้องเชิญหมอขวัญมาทำพิธีแบบผสมสานระหว่างผีและพราหมณ์ ซึ่งหาหมอขวัญยากในสังคมเมืองรวมทั้งยังต้องจัดเครื่องสังเวย เตรียมบายศรี ซึ่งต้องใช้เวลาตระเตรียมและเป็นเรื่องซับซ้อนเกินไปสำหรับคนรุ่นใหม่ จึงมีการปรับรูปแบบพิธีให้กระชับและตอบโจทย์ “ความปลอดภัย” เช่น การให้พระเจิมและรดน้ำมนต์ การไหว้พร้อมกับเทศกาลไหว้ผีบรรพบุรุษ เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็มีความพยายามในการสร้างสรรค์พิธีกรรมใหม่โดยเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่อง “แม่ย่านาง” มีการจัดเป็นเทศกาล (Event) เฉพาะ เช่น พิธีปลุกเสกรถยนต์ พิธีเชิญแม่ย่านางสถิต พิธีผูกขวัญแม่ย่านาง เทศกาลเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่โดยมีการนำอนุภาค (motif) ของพิธีกรรมต่างๆ มาใช้ในการสร้างสรรค์ใหม่ นอกจากนี้ยังเกิดการออกแบบงานศิลปะต่างๆที่สร้างสรรค์ขึ้นให้สอดคล้องกับรถ เช่น การออกแบบพวงมาลัย ริบบิ้น สำหรับแขวนบูชาแม่ย่านางหน้ารถซึ่งเป็นของที่ออกแบบขึ้นใหม่ แผ่นป้ายสติ๊กเกอร์วงกลมรูปยันต์ โมบายพระเกจิ หรือเทวรูปลอยองค์ใส่กรอบ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงรูปแบบ ให้ตอบโจทย์ของ “คนมีรถ” และยังใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งรถที่สวยงาม และกลายเป็นของสะสมอีกด้วย นับเป็นความสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ

ธุรกิจความเชื่อที่ตอบสนองความต้องการของ “คนมีรถ”

ในวิทยานิพนธ์ของ ณัฐจรี สุวรรณภัฏ เรื่อง “แท็กซี่” กระบวนการเข้าสู่อาชีพและประสบการณ์ชีวิตประจำวัน สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2545 ศึกษาชีวิตของ “แท็กซี่” หรือคนขับรถโดยสารไม่ประจำทางซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรถไม่น้อย มองว่าการขับรถโดยสารไม่ประจำทางดังกล่าวในปัจจุบันมีความเสี่ยงสูง กล่าวคือ ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ความเสี่ยงจากผู้โดยสาร ความเสี่ยงจากตำรวจ ความเสี่ยงจากการถูกจี้ปล้น ฯลฯ ทั้งนี้ปัญหาความเสี่ยงดังกล่าวค่อนข้างใกล้เคียงกับ “คนใช้รถ” ในปัจจุบันมาก สอดคล้องกับในวิทยานิพนธ์ของสิรินาฏ ศิริสุนทร เรื่องวิถีชีวิตคนขายพวงมาลัย สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2548 ที่ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจการขายพวงมาลัยดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยความเชื่อของคนขับรถต่างๆ ที่ต้องการที่พึ่งหรือที่ยึดเหนี่ยวเพื่อให้รอดพ้นจากความเสี่ยงบนท้องถนน

ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่คาดคิดระหว่างขับรถ หรือความเสี่ยงที่จะถูกขโมยรถ ล้วนเป็นความกังวลและความไม่มั่นคงในจิตใจ จึงทำให้ต้องแสวงหาเครื่องบำรุงขวัญและกำลังใจมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อช่วยในการบริหารความเสี่ยง (Risk management) เป็นเสมือนภูมิคุ้มกันทางจิตใจ จึงเกิดธุรกิจเพื่อตอบสนองความเชื่อและความกังวลของ “คนมีรถ” มีการสร้างวัตถุมงคลและยันต์ต่างๆ

ขณะเดียวกัน เลขทะเบียนสวยก็ถูกทำให้กลายเป็น “สินค้ามีราคา” ที่จะต้องประมูลในราคาสูง นอกจากนี้ยังพบว่าเกิดธุรกิจการเป็น “ที่ปรึกษา” ในการช่วยบริหารความเสี่ยงกับอำนาจเหนือธรรมชาติ สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาศึกษาตำรา หรือผู้ที่ต้องการความมั่นใจ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดมีซินแสรับดูฮวงจุ้ยรถเกิดขึ้นธุรกิจเกี่ยวกับความเชื่อของคนมีรถนั้น ปัจจุบันมีการสร้างความน่าสนใจหรือการพยายามสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มเติม โดยการสร้าง และโฆษณาผลิตภัณฑ์ ทั้งวัตถุมงคลและยันต์ ให้เป็นสินค้าความเชื่อที่มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติมนอกเหนือจาก “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นความต้องการเบื้องต้น เช่น ความโชคดี ความร่ำรวย ความมีชื่อเสียง ขณะเดียวกันผู้สร้างเองก็มีความพยายามในการรับประกันหรือควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Quality Control) โดยการเผยแพร่เรื่องเล่าปาฏิหาริย์จากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น การรอดตายจากอุบัติเหตุ การมีชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์นี้กับรถ เป็นต้น วิธีคิดของสังคมไทยที่ได้จาก “คติชนของคนมีรถ” ดังที่ได้นำเสนอข้างต้น จะเห็นว่าเป็นผลควบคู่มากับการพัฒนาของยานยนต์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ความเร็วสูงขึ้น ปริมาณรถบนท้องถนนมากขึ้น อุบัติเหตุจึงย่อมเกิดมีมากขึ้น ความตายเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว นอกจากการขับรถถูกกฎขับขี่อย่างปลอดภัยแล้ว การบริหารความเสี่ยงกับอำนาจเหนือธรรมชาติก็เป็นเรื่องจำเป็น ถือเป็นความไม่ประมาทอย่างหนึ่งตามวิธีคิดแบบไทยเช่นกัน

ความส่งท้าย

ความเชื่อเกี่ยวกับรถ (Automobile folklore) มิได้มีเพียงในประเทศไทยเท่านั้น ยังพบบ้างในต่างประเทศ เช่น โบลิเวีย จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ หากแต่ไม่โดดเด่นเท่ากับประเทศไทย คติชนของคนมีรถในประเทศไทยแสดงให้เห็นอัตลักษณ์ของสังคมไทยที่เน้นบริหารความเสี่ยงของชีวิตควบคู่ไปทั้ง “โลกสามัญ” และ “โลกศักดิ์สิทธิ์” ผ่านความเชื่อเหนือธรรมชาติ ดังที่เคยมีอาจารย์และช่างภาพชาวต่างประเทศให้ความสนใจ คือ เดล คอนสแตนซ์ (Dale Konstanz) และจัดนิทรรศการภาพถ่ายในหัวข้อ “เครื่องรางในรถแท็กซี่ไทย” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. 2557

ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับคติชนของคนมีรถ ที่เป็นการเจาะลงไปอีกคือ คติชนของคนขับรถแท็กซี่ ที่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับรถและเป็นความเชื่อเฉพาะกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งมีความน่าสนใจมาก เพราะรถไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่กลายเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ จึงทำให้มีการใช้วัตถุมงคลที่สัมพันธ์กับมิติการค้าด้วย เช่น นิยมแขวนลอบไซขนาดเล็กที่กระจกหน้า เพื่อหวังอำนาจเหนือธรรมชาติให้มีลูกค้า การบูชาชูชก เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า เมื่อออกมาให้บริการในแต่ละวันหากผู้โดยสารคนแรกว่าจ้างให้ไปที่ใดต้องไป ไม่เช่นนั้นวันนั้นทั้งวันจะไม่มีผู้โดยสารหรือดวงไม่ดี หรือหากผู้โดยสายคนแรกของวันว่าจ้างให้ไปในระยะทางไกล เชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุว่าวันนั้นจะโชคดีมีผู้โดยสารมาก เป็นต้น

“คติชนของคนมีรถ” เป็นตัวอย่างหนึ่งของการศึกษาคติชนสังคมเมือง (Urban Folklore) ที่ทำให้เห็นว่าคติชนยังดำรงอยู่ทั้งในสังคมชนบทและสังคมเมือง เป็นเรื่องที่มีอยู่รอบตัวเรา เมื่อสังคมพัฒนาก้าวหน้าไป คติชนก็มีการปรับแปลงให้สอดรับกับสังคมที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน หากเราทำความเข้าใจถึงปรากฏการณ์และรู้เท่าทันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้เป็นทิศทาง หรือกลยุทธ์ในการพัฒนา หรือแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไปในกรอบวิถีแบบไทย

หมายเหตุ: คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “‘กราบรถ’ : หลักฐานทางคติชนว่าด้วยการ ‘กราบรถ’ ในวัฒนธรรมไทย” โดย อภิลักษณ์ เกษมผลกูล จาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562


เชิงอรรถ

1 กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. ประชุมคำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง. (กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2533), น. 79.
2 จ.เปรียญ. ตำราสูตรขวัญโบราณต่างๆ. (กรุงเทพฯ : อำนวยสาส์นการพิมพ์, ม.ป.ป.), น. 198-197.
3 พ่วง บุษรารัตน์. “ทำขวัญเรือ,” ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่มที่ 7. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย, 2542), น. 3340.
4 สวิง บุญเจิม. ตำรามรดกอีสาน. (อุบลราชธานี : มรดกอีสาน, 2554), น. 717.
5 เรื่องเดียวกัน, น. 717.
6 เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.
7 เสฐียรโกเศศ และนาคะประทีป. แม่ย่านาง วรรณคดีและราชาวดี. พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์โท พระอุปกรศิลปศาสตร์ (เจริญ
อากาศวรรธนะ) ณ วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481. น.1-15.
8 ชารีฟ วนปาล. รถโชคดี รถโชคร้าย ทำนายจากทะเบียนรถ. (กรุงเทพฯ : ไพลิน, 2548), น. 9-10.
9 เรื่องเดียวกัน, น.10-11.
10 เรื่องเดียวกัน, น.13.
11 เรื่องเดียวกัน, น. 20.
12 “6 วิธี แก้เคล็ด สัตว์วิ่งตัดหน้ารถ! ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน” เข้าถึงเมื่อ 15 เมษายน 2559. เข้าถึงได้จาก Horoscope.mthai.com
13 “บทสรุปการห้อยตุ๊กตาท้ายรถ” เข้าถึงเมื่อ 3 มกราคม 2559 เข้าถึงได้จาก http://2g.pantip.com/cafe/ratchada/topic/V5296659/V5296659.html
14 ชารีฟ วนปาล. รถโชคดี รถโชคร้าย ทำนายจากทะเบียนรถ. น. 94.
15 เรื่องเดียวกัน, น. 105.
16 เรื่องเดียวกัน, น. 90.
17 คาถาป้องกันภัยเมื่อเดินทาง เข้าถึงเมื่อ 3 มีนาคม 2559 เข้าถึงจาก http://www.mhodoo.com/khata_view.php?id=116
18 คาถาป้องกันภัยเมื่อเดินทาง เข้าถึงเมื่อ 3 มีนาคม 2559 เข้าถึงจาก http://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=1173215

บรรณานุกรม

กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. ประชุมคำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2533.

จ.เปรียญ. ตำราสูตรขวัญโบราณต่างๆ. กรุงเทพฯ : อำนวยสาส์นการพิมพ์, ม.ป.ป.

ชารีฟ วนปาล. รถโชคดี รถโชคร้าย ทำนายจากทะเบียนรถ. กรุงเทพฯ : ไพลิน, 2548.

ณัฐจรี สุวรรณภัฏ. “แท็กซี่” : กระบวนการเข้าสู่อาชีพและประสบการณ์ชีวิตประจำวัน. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545.

ประชุมเชิญขวัญ, พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2556.

พ่วง บุษรารัตน์. “ทำขวัญเรือ,” ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่มที่ 7. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย, 2542.

ส. พลายน้อย. เกิดในเรือ บันทึกความทรงจำของ ส. พลายน้อย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2552.

สวิง บุญเจิม. ตำรามรดกอีสาน. อุบลราชธานี : มรดกอีสาน, 2554.

สิรินาฏ ศิริสุนทร. วิถีชีวิตคนขายพวงมาลัย. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548.

เสฐียรโกเศศ และนาคะประทีป. แม่ย่านาง วรรณคดี และราชาวดี. พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพอำมาตย์โท พระอุปกรศิลปศาสตร์ (เจริญ อากาศวรรธนะ) ณ วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481.

อภิลักษณ์ เกษมผลกูล. “เมื่อคน ‘บอกรัก’ ควาย : วาเลนไทน์ของควายกับคน,” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 28 ฉบับที่ 4 (กุมภาพันธ์ 2550), น. 28-32

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ silpa-mag.com

15 ผลไม้ต้องห้าม! อย่านำมาไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

1.ละมุด : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักไม่โดดเด่น ปิด ๆ ซ่อน ๆ 

2.มังคุด : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่ได้ดีเท่าที่ควร ไปไม่ถึงที่สุด ไม่โดดเด่น

3.พุทรา : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วดีในช่วงแรกๆ ช่วงหลังๆ ซาซา

4.มะเฟือง : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักผืดเคือง ไม่อะไรก็อะไร สักอย่าง

5.มะไฟ : เชื่อกันว่าทำอะไรแล้วมักต้อง เร่งๆ รีบๆ เหมือนไฟลน ไม่ได้คุณภาพ

6.น้อยหน่า : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักมีปัญหาอุปสรรคเล็กน้อย อยู่เสมอ ทำแล้วได้ผลเพียงน้อยนิด

7.น้อยโหน่ง : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ได้ผลสมบรูณ์เพียงน้อยนิด มีอุปสรรคปัญหา ไม่สมบรูณ์แบบ

8.มะตูม : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่เจริญก้าวหน้า เช่นเดียวกับชื่อที่ตูมอยู่ตลอด ไม่ก้าวหหน้า ไปไม่ได้ไกล

9.มะขวิด : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วมักจะประสบปัญหา ไม่ครบ ขาดโน่น ขาดนี่เสมอ

10.ลูกจาก : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ยั่งยืน

11.ลูกพลับ : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ผลงานต้องโดนเก็บใส่ลิ้นชัก ไม่ได้แสดงผลงาน ไม่ก้าวหน้า

12.ลูกท้อ : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังใจ

13.ระกำ : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ประสบความสำเร็จ

14.กระท้อน : เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว สิ่งที่ดีๆ ที่ต้องการเผยแพร่ออกไป กลับสะท้อนมายังจุดเดิม

15.ลางสาด : เชื่อกันว่า เป็นผลไม้ที่มียาง ทำอะไรแล้วมักจะมีเรื่อง ยุ่งยากวุ่นวาย

  อาจะดูเยอะไปสักนิดนะคะ แต่ถ้าหากคุณหลีกเลี่ยงได้ก็จะเป็นการดี และยังจะช่วยเสริมความเป็นมงคลได้ดียิ่งขึ้นด้วยค่ะ ขอให่ทุกท่านโชคดี เฮง ๆ มีแต่โชคลาภนะคะ

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ sanook.com

สิ่งของอัปมงคลที่ไม่ควรมีในรถ

ว่าด้วยเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับรถยนต์ เชื่อว่าก่อนที่จะออกรถ หลายๆ คนก็คงจะหาฤกษ์ หาวันที่เหมาะสม เพื่อเสริมความสิริมงคล และเมื่ออกรถเรียบร้อยแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องอยู่คู่ประจำรถ เพื่อช่วยเสริมการเดินทางอย่างแคล้วคลาดปลอดภัย ซึ่งนอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในรถแล้ว ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับของที่ไม่เป็นมงคลที่ไม่ควรมีอยู่ในรถด้วย มาสำรวจดูกันว่ามีสิ่งของเหล่านี้อยู่ในรถหรือไม่

สิ่งของที่มีรอยร้าว

  • เชื่อว่าจะทำให้มีเรื่องบาดหมางกับคนใกล้ชิด มีเรื่องให้ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ และเสียน้ำตา

นาฬิกาตาย

  • เชื่อว่าจะทำให้พบเจอแต่เรื่องทุกข์ เรื่องร้ายๆ และการสูญเสีย

พวงมาลัยแห้ง

  • หากซื้อพวงมาลัยดอกไม้สดมาแขวนรถ เมื่อพวงมาลัยแห้งแล้วควรนำออกจากรถ เพราะเพราะพวงมาลัยสดเปรียบเสมือนเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยก่อนออกเดินทางให้มีแต่ความราบรื่น แต่เมื่อพวงมาลัยแห้งเชื่อว่าจะทำให้การเดินทางลำบาก ไม่ราบรื่น

สิ่งของของคนเสียชีวิตไปแล้ว

  • เชื่อว่าจะทำให้มีเรื่องให้ต้องไม่สบายใจ จมอยู่กับความเครียด

สตางค์ร่วงหล่นในรถ 

  • เชื่อว่าจะทำให้เก็บเงินไม่อยู่ เงินไหลออกมากกว่ารับ

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น และแม้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจเวลาขับรถ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือสติ การเตรียมร่างกายให้พร้อม และหมั่นตรวจเช็กสภาพรถออกเดินทางด้วยนะคะ~

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ sanook.com

8 ระบบของเหลวในรถ ที่ควรหมั่นตรวจเช็คเป็นประจำ ยืดอายุการใช้งานของรถให้ยาวนาน

ระบบของเหลวในรถ ก็มีอายุการใช้งานเหมือนอุปกรณ์อื่นๆ ทั่วไปในรถยนต์ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้หากปล่อยให้แห้งให้หมดไป แน่นอนผลที่ตามมาคือกาารทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเต็มทีี่ของอุปกรณ์ส่วนนั่นๆ เพราะฉะนั้นเราควรหมั่นตรวจเช็คระบบของเหลวส่วนต่างๆภายในรถส่วนอยู่เป็นประจำ เพื่อป้องกันการเสียหายจากจุดเล็กๆ ก่อนจะรุกรามทำให้รถเสียหายหนักมากขึ้นกว่าเดิม

น้ำมันเครื่อง
ควรตรวจเช็คอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1ครั้ง เเละควรทำหลังจากดับเครื่องยนต์มากกว่า 5นาที ด้วยการจอดรถบนพื้นราบจากนั้นดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมา ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบน้ำมันที่ก้านเเล้วเสียบกลับเข้าไปอีกครั้ง โดยก้านวัดระดับแบ่งออกเ็นสองระดับบคือ MIN ต่ำสุด เเละ MAX มากสุด ระดับของน้ำมันเครื่องที่ดีควรอยู่ระหว่างกึ่งกางของทั้งสองจุด หากต่ำก่า MIN น้ำมันเครื่องน้อยเครื่องยนต์จะสึกหรอเร็ว แต่ถ้าเกินจุด MAX จะทำให้เกิดควันขาวมากเพราะมีการเผาไม้ที่เกินพอดี หลังเติมน้ำมันเครื่องควรสตาร์ทเครื่องยนต์ให้น้ำมันเครื่องได้หมุนเวียนในเครื่องยนต์เเละดับเครื่อง เเละควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อรถวิ่งถึงระยะ 8,000 – 10,000 ก.ม. หรือทุกๆ 6 เดือน ถ้ารถใช้งานบ่อยก็อาจเปลี่ยนทุกๆ 5,000 ก.ม. หรือทุก 3 เดือน

น้ำมันเพาเวอร์
น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์สำหรับรถที่ไม่ได้ใช้ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าแต่ยังใช้พวงมาลัยเพาเวอร์ไฮดรอลิคอยู่ น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์จะลดระดับลงช้ามากฉะนั้นควรตรวจเช็คทุกๆ 1ปี หรือทุกๆ 80,000 กิโลเมตร เพราะหากนานกว่านั้นอาจส่งผลเสีย เช่น การบังคับเลี้ยวจะทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ปั๊มหรือชุดเฟืองขับและเฟืองสะพานอาจได้รับความเสียหายเมื่อไม่มีน้ำมันช่วยลดแรงกระแทก การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการเปลี่ยนปั๊มพวงมาลัยเพาเวอร์หรือชุดเฟืองขับและเฟืองสะพาน

น้ำมันเบรก
แม้น้ำมันเบรกจะมีการลดลงน้อยในการใช้งานแต่ก็ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกในทุกๆ 1ปี หรือ เปลี่ยนทุก ๆ 40,000 กม. สามารถตรวจปริมาณน้ำมันเบรกได้จากในกระปุกน้ำมันเบรกที่ห้องเครื่อง น้ำมันเบรกที่มีขายในท้องตลาดแบ่งระดับจุดเดือดตามตัวย่อ DOT ไว้ที่ 3, 4 เเละ 5 สำหรับรถยนต์บ้านทั่วไป ควรเลือกใช้ DOT3 หรือ DOT4 ก็พอเพราะเป็นน้ำมันที่เหมาะกับความร้อนการทำงานของจานเบรก

น้ำมันเกียร์
ระบบเกียร์คือส่วนที่ต้องดูเเลในรถเป็นพิเศาเพราะหากเกิดการสึกหรอหรือเสียหายบอกได้เลยว่าการซ่อมแซมต้องใช้เงินมากกว่าการดูเเลเสียอีก ควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 20,000-30,000 กิโลเมตร แต่ถ้าคุณมีพฤติกรรมการขับรถที่ต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อยๆ ควรเปลี่่ยนทุกระยะทาง 10,000 – 20,000 กิโลเมตร หรือทุกๆ 1 ปี

น้ำมันคลัทช์
สำหรับรถเกียร์ธรรมดาทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนน้ำมันคลัทช์ (ใช้น้ำมันเบรคชนิดเดียวกัน) ควรเปลี่ยนพร้อมน้ำมันเบรค การเปลี่ยนน้ำมันคลัทช์ทุกปีช่วยยืดอายุชิ้นส่วนเหล่านี้ได้มากควรเปลี่ยนถ่ายทุก 1-1 ปีครึ่ง

น้ำหม้อน้ำ
ไม่ควรเติมแต่น้ำอย่างเดียวในหม้อน้ำ ควรเติมน้ำยาหล่อเย็นบ้างในบางครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้สนิมเกาะหมอน้ำ การเลือกใช้น้ำยาหล่อเย็นควรศึกษาให้ดีเพราะน้ำยาหล่อเย็นจะมีให้ทั้งสูตรผสมกับน้ำหรือไม่ผสมกัับน้ำ ควรหมั่นตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำทุกๆ สัปดาห์ เเละควรล้างหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกๆ 6เดือนหรือ 9เดือน

น้ำฉีดกระจก
ระดับควมพร่องของน้ำฉีดกระจกขึ้นอยู่กับพฤติกรรมปริมาณการใช้งานของคุณ หากคุณเป็นคนที่มักใช้ระบบน้ำฉีดกระจกบ่อยๆ ควรตรวจเช็คระดับน้ำสัปดาห์ละ 1ครั้ง เเละควรผสมน้ำยาทำความสะอาดแบบเจือจางเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มความสะอาดขณะที่ก้านปัดน้ำฝนกำลังทำงาน

น้ำกลั่นแบตเตอรี่
สำหรับรถที่ใช้แบตเตอรี่แบบต้องเติมน้ำกลั่น ควรหมั่นตรวจสอบระดับน้ำกลั่นทุกสัปดาห์ เวลาเติมควรเติมทุกจุด โดยระดับน้ำกลั่นที่เหมาะสมควรท่วมแผ่นธาตุเล็กน้อย แบตเตอรี่รถยนต์ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งาน 2-3 ปี ทุกครั้งที่คุณเริ่มรู้สึกได้ว่าระบบไฟในรถยนต์เริ่มรวน เสียงแตรฟังเเล้วขัดๆ ไม่ชัดเจน นั่นหมายถึงอาการของแบตเตอรี่เสื่อมเริ่มมาเเล้ว ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่แต่เนิ่นๆ ก่อนที่กำลังไฟในรถของคุณจะหมดกลางทาง

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ auto.mthai.com

ติดฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์แบบไหนเหมาะกับแดดเมืองไทย

ด้วยภาวะโลกร้อนหรือ (Global Warming) ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีค่าที่สูงขึ้นจนเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบางอย่าง เช่น ความผันแปรของการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ ที่ส่งผลต่อการเพิ่มอุณหภูมิของชั้นบรรยากาศโลก ทำให้มนุษย์มีความต้องการเครื่องมือที่จะช่วยบรรเทาความร้อน มากขึ้น เครื่องปรับอากาศ หรือ อุปกรณ์ที่ช่วยบรรเทาความร้อนต่าง ๆ ไม่ให้แผ่กระจายเข้าสู่พื้นที่อาศัย

ภายในรถยนต์ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ต้องการได้รับการปกป้องจากอุณหภูมิความร้อนและแสงแดด เช่นเดียวกัน จึงมีนวัตกรรมฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ หรือ โพลีเอสเตอร์ มีคุณสมบัติเหนียว บางเรียบ ไร้รอยย่น ยืดหยุ่นน้อย มีความทนทานต่อสภาพอากาศ สามารถยยึดเกาะกับเนื้อกระจกได้อย่างเรียบสนิทโดยใช้กาวที่มีความบางใสเป็นตัวเชื่อม ในเนื้อฟิล์มกรองแสงจะมีวัสดุที่ใช้เพื่อป้องกันความร้อน ฉะนั้นฟิล์มกรองแสงจึงช่วยลดความร้อน ลดรังสีอินฟราเรด และรังสียูวีที่เข้ามากระทบได้เป็นอย่างดี

ทำไมรถยนต์ต้องติดฟิลม์กรองแสง?

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวของฟิล์มกรองแสงจึงนิยมนำมาใช้ในรถยนต์เพื่อลดแสง ลดความร้อน ให้กับภายในรถยนต์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ปัญหารถยนต์ที่จะตามมา การดูแลบำรุงรถยนต์ เพื่อยืดระยะเวลาการใช้งาน  โดยสรุปได้เป็นหัวข้อหลัก ๆ ดังนี้

1.การลดความร้อน ซึ่งฟิล์มกรองแสงที่ดีสามารถลดอุณหภูมิภายในรถลงได้กว่า 60%

2.ป้องกันผิวหนังและดวงตา โดยการติดฟิล์มกรองแสงสามารถลดรังสีอัลตร้าไวโอเลตหรือยูวีได้กว่า 99% ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนังและต้อกระจก

3.ลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ฟิล์มกรองแสงที่ดีจะสามารถยึดกระจกไม่ให้แตกกระจายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ปลอดภัยจากความคมของเศษกระจก หรือเศษจากกระจกนิรภัย กระเด็นเข้าตา

4.เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ การติดฟิล์มกรองแสงสามารถลดแสงจ้าจากดวงอาทิตย์, แสงไฟจากรถที่วิ่งสวนทาง ทำให้ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีขึ้น

5.สร้างความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย การติดฟิล์มกรองแสงที่มีความทึบแสงจะช่วยบดบังผู้ประสงค์ร้ายภายนอก และบดบังทรัพย์สินภายใน

6.การติดฟิล์มกรองแสงจะช่วยปกป้องรถคุณ ไม่ให้อุปกรณ์ภายในรถไม่ว่าจะเป็นแผงหน้าปัด, คอนโซน, พวงมาลัย ฯลฯ ซีดจางและแตกร้าวเร็ว

7.ประหยัดพลังงาน การติดฟิล์มกรองแสงที่ดีสามารถช่วยประหยัดพลังงานและลดภาวะโลกร้อนได้ โดยการป้องกันความร้อนที่เข้ามาในตัวรถ ทำให้ระบบปรับความเย็นในรถ ทำงานน้อยลงจึงเป็นการช่วยประหยัดพลังงาน รวมถึงค่าดูแลรักษาระบบปรับความเย็นอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ภูมิอากาศของแต่ละที่ในโลกมีความแตกต่างกัน ในประเทศที่มีอุณภูมิเฉลี่ยที่ไม่สูงและแสงแดดที่ไม่จัด ก็อาจใช้เพียงฟิล์มติดรถยนต์มาตรฐานธรรมดา ๆ เพียงเท่านั้น แต่สำหรับในประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน มีแดดจัดตลอดทั้งปี ต้องติดฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์แบบไหน ถึงจะเหมาะสมกันบ้างสามารถป้องกันความร้อนจากแสงแดดได้เราจะมาแนะนำกัน

ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1.ฟิล์มแบบย้อมสี

ฟิลม์ย้อมสี

การเลือกฟิล์มติดรถยนต์แบบย้อมสี มีคุณสมบัติช่วยลดแสง ลดความร้อนจากแสงแดดที่ส่องมายังตัวรถยนต์ ฟิล์มติดรถยนต์แบบย้อมสี มีลักษณะเป็นสีรุ้ง เมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน จะมีการเปลี่ยนสีเป็นสีม่วง ซึ่งการใช้งานขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล

2.ฟิล์มติดรถยนต์แบบมาตรฐาน ลดความร้อน

Nano Film

ฟิล์มติดรถยนต์แบบมาตรฐาน เป็นฟิล์มที่สามารถพบเห็นตามรถยนต์ทั่วไป เพราะส่วนใหญ่มีคุณสมบัติช่วยลดความร้อน และทำหน้าที่สะท้อนความร้อนได้เป็นอย่างดี  สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

– ฟิล์มเคลือบโลหะ หรือ ฟิล์มปรอท

ฟิล์มประเภทนี้มีความใส แสงส่องผ่านมากถึง 60 % แถมยังทนความร้อนได้เป็นอย่างดี  เมื่อแสงมาตกกระทบไม่เกิดเงา และที่สำคัญมีราคาแพงมาก

-ฟิล์มนิรภัย

เป็นเทคโนโลยีล่าสุดของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีการผลิตฟิล์มกรองแสง ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง จากสมัยก่อนที่ต้องมีการย้อมสีฟิล์มเพื่อเพิ่มความเข้ม เพิ่มเฉดสี หรือเคลือบสารโลหะต่างๆ เช่น ทอง เงิน อลูมิเนียม เพื่อใช้ในการสะท้อนความร้อน หรือที่เรียกกันว่า ฟิล์มปรอท มาในปัจจุบัน มีการใช้สารอนุภาคนาโนในรูปแบบต่างๆ เช่น เซรามิค มาช่วยเสริมเข้าไปในเนื้อฟิล์มกรองแสง ทำให้ฟิล์มกรองแสงในปัจจุบันนั้น มีคุณสมบัติโดดเด่นหลากหลายประการ โดยเฉพาะการกันความร้อน เพราะอนุภาค นาโน มีคุณสมบัติในการตัดรังสีความร้อนได้โดยเฉพาะ โดยไม่ต้องอาศัยการสะท้อนของแสงเหมือนฟิล์มสมัยก่อน ผลที่ได้ทำให้ฟิล์มนาโนเซรามิค ที่มีการสะท้อนแสงน้อย ไม่เงา ไม่มีปรอท ทำให้เวลาขับรถไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ความคมชัด จะดีกว่าฟิล์มกรองแสงทั่วๆไป และอนุภาคนาโนยังมีความทนทานต่อความร้อนสูง สามารถคงอนุภาคนาโนได้นาน ไม่เสื่อมสภาพ ทำให้ฟิล์มที่ทำจากนาโนเซรามิคนั้น มีความทนทานกว่าฟิล์มทั่วๆไป ที่สำคัญ สีฟิล์มจะไม่ซีดจาง และการป้องกันความร้อนก็จะป้องกันได้สม่ำเสมอ ตลอดอายุการใช้งาน

ฟิล์มเซรามิค

เส้นใยนาโนเซรามิกเป็นวัสดุที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการนำไปประยุกต์ใช้งานที่ หลากหลายด้วยสมบัติที่ขึ้นกับพื้นที่ผิวที่เพิ่มขึ้นและขนาดที่เล็กลงของวัสดุ นอกจากนี้เส้นใยนาโนยังมี สมบัติพิเศษทั้งทางด้านฟิสิกส์ เคมี

เทคนิคการเลือกฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์

  • ขับรถเฉพาะช่วงกลางคืน / ขับกลางคืนบ่อย หรือมีปัญหาเรื่องสายตา เราแนะนำให้ติดเป็นฟิล์มใสลดความร้อน
  • หากต้องการความเป็นส่วนตัว ชอบฟิล์มสีทึบ และไม่มีปัญหาเรื่องสายตา สามารถเลือกฟิล์มสีทึบ จะเคลือบโลหะหรือเป็นฟิล์มเคลือบสารพิเศษก็ได้
  • หากต้องใช้อินเตอร์เน็ตจากมือถือ หรือต้องใช้ระบบ GPS ในการนำทาง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ฟิล์มที่มีส่วนผสมของโลห
  • ถ้ากระจกรถของคุณมีสีค่อนข้างทึบจากโรงงานผู้ผลิต หรือต้องการที่จะโชว์วัสดุอุปกรณ์ในการแต่งภายในรถ เราแนะนำให้ใช้ฟิล์มใสลดความร้อน เป็นต้น

จากการเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง พบว่า ส่วนหนึ่งของผู้ซื้อยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง โดยเฉพาะความเข้าใจระหว่างความทึบแสงกับความสามารถในการป้องกันความร้อน ความเข้าใจที่ว่า ฟิล์มที่มีสีเข้มหรือทึบ ช่วยลดความร้อนได้ดี ในความจริงแล้ว สีหรือความทึบของฟิล์มกรองแสงไม่ได้เป็นตัวช่วยลดความร้อน แต่กลับเป็นสารเคลือบตัวอื่นๆ ที่ทำหน้าที่หลักนี้ต่างหาก ลองมาดูว่าส่วนประกอบจากความร้อนที่เราได้รับมีอะไรบ้าง

โดยส่วนประกอบของความร้อนที่เราได้รับนั้นมีสัดส่วนและแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ ความสว่างของแสง(Visible Light) มีสัดส่วน 44% รังสีอินฟาเรด(รังสีใต้แดง – Infrared) มีอยู่ 53% รังสียูวี(รังสีเหนือม่วง, รังสีอุลตร้าไวโอเลต – Ultra violet หรือ UV) มีอยู่ 3% ดังนั้นฟิล์มกรองแสงที่สามารถลดความร้อนได้ดีควรจะลดรังสีทั้ง 3 ส่วนได้มากๆ ตัวอย่างเช่น หากท่านติดฟิล์มกรองแสงที่มีความทึบแสงมากๆ แต่ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ เป็นประเภทฟิล์มย้อมสีหรือเป็นฟิล์มกรองแสงที่ไม่ได้มีส่วนผสมของโลหะหรือสารพิเศษใดๆ ท่านจะรู้สึกถึงความร้อนที่ผ่านชั้นผิวของฟิล์มกรองแสงเข้ามา นั่นก็คือฟิล์มกรองแสงนั้นๆสามารถลดได้แค่ช่วงความสว่างของแสงที่มีสัดส่วนอยู่ 44% แต่รังสีอินฟาเรดยังสามารถผ่านทะลุเข้ามาได้จนรู้สึกถึงความร้อน ในทางกลับกันหากท่านติดฟิล์มกรองแสงที่มีส่วนผสมพิเศษไม่ว่าจะเป็นส่วนผสมของโลหะหรืออื่นๆ แต่ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ มีค่าความทึบแสงน้อย(แสงส่องผ่านเข้าไปได้เยอะ) ท่านก็จะรู้สึกถึงความร้อนจากความสว่างของแสงที่ส่องผ่านฟิล์มกรองแสงเข้ามา ส่วนรังสียูวีนั้นเป็นส่วนประกอบน้อยมากของความร้อน (3%) ซึ่งฟิล์มกรองแสงเกือบทั้งหมดสามารถลดรังสียูวีได้มากกว่า 95% อยู่แล้ว

สุดท้ายการเลือกฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถมากที่สุด แต่สำหรับสภาพอากาศในบ้านเราจากที่ให้ข้อมูลเบื้องต้นมาทั้งหมด ฟิล์มเคลือบโลหะ  , ฟิล์มปรอท และ ฟิล์มเซรามิค น่าจะเหมาะสมมากที่สุด เพราะสามารถกันความร้อนได้ถึง 90% หาซื้อง่ายมีหลากหลายราคาตามยี่ห้อและคุณภาพ

ฟิล์มกรองแสงที่เหมาะสมกับเมืองไทย

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงรถยนต์มาติดตั้งควรปรึกษาช่างผู้ชำนาญในเรื่องการติดฟิล์มกรองแสง และร้านรับติดฟิล์มที่มีคุณภาพ แม้จะต้องจ่ายค่าแรงที่สูงแต่ก็คุ้มค่าที่จะลงทุนเพื่อยืดอายุรถยนต์คันเก่งของเราให้ใช้งานได้ไปนาน ๆ

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ chobrod.com

หัวเทียนร้อน หัวเทียนเย็น ใช้งานต่างกันอย่างไร

ว่ากันด้วยเรื่องของ หัวเทียน ที่เชื่อเลยว่าหลายๆคนคงยังไม่รู้ว่า หัวเทียน ที่เราใช้ๆกันอยู่นั้น ไม่ใช่มีแค่เพียงแบบเดียว แต่ที่จริงแล้ว หัวเทียน นั้นมีสองแบบคือ หัวเทียนร้อน และ หัวเทียนเย็น ส่วนการใช้งานจะแตกต่างกันอย่างไรนั้น ลองมาดูกันเลย

สำหรับการทำงานของ หัวเทียน นั้นก็อย่างที่รู้ๆกันว่า หน้าที่ของ หัวเทียน คือ การสร้างประกายไฟเพื่อจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ ซึ่ง การเลือกใช้ หัวเทียน นั้นเราก็ต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทการใช้งานด้วย เพราะถ้าเกิดเลือกใช้ หัวเทียน ผิดประเภท ก็อาจจะส่งผลเสียกับ เครื่องยนต์ ได้ และสำหรับความแตกต่างของ หัวเทียนร้อน กับ หัวเทียนเย็น ก็คือ

  • หัวเทียนร้อน เป็น หัวเทียน ที่ระบายความร้อนจากการเผาใหม้ ออกไปภายนอกได้น้อย โดยจะสะสมความร้อนไว้ที่ตัวเองเป็นส่วนมาก จึงไม่เหมาะที่จะใช้กับ เครื่องยนต์ ที่ใช้งานหนักเป็นเวลานาน เพราะถ้าหาก เครื่องยนต์ ทำงานหนักมากๆ ความร้อนสูงขึ้น โอกาสที่หัวเทียนจะชิงจุดระเบิดก่อนจึงมีสูง และอาจจะส่งผลให้ เครื่องยนต์ เสียหายได้ รถที่เหมาะกับ หัวเทียน ประเภทนี้ก็คือ รถที่ส่วนใหญ่มักจะใช้งานในเมืองเป็นหลัก มีการเดินทางในระยะสั้น
  • หัวเทียนเย็น เป็น หัวเทียน ที่ระบายความร้อนได้โดยง่าย อย่างรวดเร็ว เหมาะกับรถที่ทำงานหนัก เดินทางไกลบ่อยๆ มีการใช้งานรอบสูง แต่ถ้าใช้กับรถที่มีการใช้งานที่เบา ด้วยประสิทธิภาพการทำงานทีต่ำ อาจจะทำให้เครื่องยนต์เดินไม่ลื่นเกิดการสะดุด

ส่วนการเลือกใช้ หัวเทียน นั้นถ้าใช้ไม่เหมาะกับประเภทการใช้งาน หรือประเภทของ เครื่องยนต์ อาจจะอาการ หัวเทียน บอด ส่วนใครที่กังวลว่าหากจะต้องเปลี่ยน หัวเทียน อาจจะเลือกได้ไม่ถูกต้อง ในกรณีนี้ให้ลองศึกษาคู่มือที่ติดมากับรถแต่ละรุ่นไว้ได้เลย หรือลองปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญที่ศูนย์บริการก็ได้

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ auto.mthai.com

พระหน้ารถสวยๆ บูชาพระตั้งหน้ารถให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาด

ความเชื่อของเราชาวไทยเกี่ยวกับรถยนต์มีหลากหลายมากมาย ทั้งฤกษ์วันออกรถ การเจิมรถ รวมถึงพระเครื่องที่ขึ้นชื่อเรื่องการแคล้วคลาดมาติดรถไว้เพื่อความสบายใจ พี่กู๊ดเองก็เคยได้ยินเกี่ยวกับการแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุต่างๆ ทั้งนี้ อาจจะมองได้ในหลายแบบว่าการรอดครั้งนี้เกิดจากสมรรถภาพของรถยนต์ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีติดรถ แต่เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล พี่กู๊ดเพียงรวบรวมพระเครื่องชื่อดังขึ้นชื่อเรื่องแคล้วคลาดปลอดภัย พร้อมหลักการติดตั้งพระภายในรถเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ตำแหน่งที่ใช่ ส่งเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคง่ายๆ เสริมให้ความแคล้วคลาดเป็นจริงมากขึ้น ต้องทำอย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน

พระตั้งหน้ารถ พระติดรถยนต์ยอดนิยม

– หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

เหรียญหลวงพ่อคูณ ถือเป็นหนึ่งพระเครื่องยอดฮิตที่คนมีรถติดรถ ขึ้นชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง หากบูชาแล้วปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ว่าเจออะไรก็จะปลอดภัยทุกครั้งไป

– หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

มีคำพูดแบบปากต่อปากเกี่ยวกับหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า “หากมีพระเครื่องวัดปากน้ำอยู่กับตัว ในน้ำไม่ตาย บนบกไม่ตาย กลางอากาศไม่ตาย ลาภผลไม่ขาดมือ และมีค่าเท่ากับสมบัติพันล้าน หากมุ่งหวังสิ่งใดก็ให้อธิษฐานเถิดจักเกิดสัมฤทธิ์ผลทุกประการ” หลายต่อหลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุใหญ่ แต่คนที่ห้อยหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นกลับไม่ได้รับบาดเจ็บ

– หลวงปู่ทวด

หลวงปู่ทวด ชื่อคุ้นหูใครหลายคน จริงๆ แล้วท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อกันว่าพระเครื่องหลวงปู่ทวดจะมีอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้ที่มีพระเครื่องหลวงปู่ทวดในครอบครอง มีความเชื่อว่าจะช่วยปกปักรักษา แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

– หลวงพ่อโสธร

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองแปดริ้วที่ใครหลายคนคงจะทราบเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในแง่การขอพรให้สมความปรารถนา แต่จริงๆ แล้วความเชื่อเรื่องการคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากอันตรายก็เป็นที่เลื่องลือเช่นกัน

การบูชาพระเครื่องที่ถูกต้อง บูชาพระตั้งหน้ารถให้ได้ผล

การบูชาพระภายในรถนั้นความจริงพี่กู๊ดค่อนข้างที่จะไม่แนะนำครับ เนื่องจากการจัดวางอาจมีการบังทัศนวิสัยในการขับขี่ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุในการขับขี่ แต่ถ้าต้องการที่จะบูชาพระติดรถไว้ พี่กู๊ดก็จะมีข้อแนะนำดีๆ ในการบูชาพระติดรถที่เหมาะสมมาบอกกันครับ

  • ติดตั้งพระที่บูชาด้วยความแข็งแรง ไม่ให้หลุดจากบริเวณหน้ารถได้ง่ายๆ ป้องกันโอกาสสิ่งที่บูชาหล่นมาขัดกับเบรก
  • ไม่ควรบูชาพระมากเกินความจำเป็น หรือมีขนาดใหญ่จนบดบังทัศนวิสัยจนอาจเกิดจุดบอดในการมองเห็น
  • วางในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการรบกวนทัศนวิสัยในการขับขี่

สำหรับอีกวิธีการบูชาที่พี่กู๊ดอยากแนะนำคือ การติดสติ๊กเกอร์ หรือ นำรูปพระที่นับถือมาเก็บในบริเวณที่ไม่บดบังสายตาในขณะขับขี่อย่าง เช่น บริเวณคอนโซล ซึ่งการบูชาแบบนี้ถือได้ว่าเป็นการลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการที่ผู้ขับขี่มองถนนได้ไม่ชัดเจนนั่นเองครับ

พระในรถควรมีกี่องค์

เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล คนที่บูชาพระตั้งหน้ารถไว้เยอะๆ อาจไม่ได้มองว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดปลอดภัยมากขึ้นเช่นนั้นหรอก อาจมองเป็นของสะสมและความชอบส่วนตัว อย่างไรก็ตาม พระไว้หน้ารถมากเกินไป ในหลักฮวงจุ้ยถือว่าเป็นการเสียสมดุล ยิ่งมีเยอะยิ่งส่งผลให้พลังงานฮวงจุ้ยเสียหาย เพราะจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย สร้างความอึดอัดและดูเกะกะ ถึงแม้จะติดกาวหนาแน่นหรือยึดฐานเอาไว้อย่างมั่นคง แต่ก็เสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายหรืออันตรายที่มากขึ้นในกรณีที่จะเกิดอุบัติเหตุใด ๆ จึง ควรมีพระติดรถยนต์อย่างน้อยไม่เกิน 3 ชิ้น และเลือกใช้ตามเงื่อนไขอื่น ๆ ประกอบด้วยเช่นกัน

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ directasia

ความหมายเลขเด็ดจากทะเบียนรถป้ายแดง

ออกรถใหม่เลขที่ควรรู้ไว้เป็นมงคล ทะเบียนรถป้ายแดง

รถยนต์ใหม่ป้ายแดง การออกรถยนต์ใหม่ถือเป็นเรื่องง่ายในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีทั้งสินเชื่อออกรถใหม่ รวมไปถึงการออกรถโดยใช้เงินดาวน์ที่น้อยลงนั่นเอง ทำให้ใครๆก็สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ใหม่ได้ง่ายมากขึ้น เมื่อออกรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทะเบียนรถยนต์ใหม่ป้ายแดง ที่ต้องเลือกให้เป็นสิริมงคล เสริมดวงในการขับขี่รถของรถนั่นเอง

อีกทั้งเรื่องศาสตร์ตัวเลขกับคนไทยก็เป็นอะไรที่คู่กันมานาน ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีต่าง ที่ล้ำสมัยขนาดไหน ก็ต้องหาฤกษ์ยามในการออกรถ รวมถึงตัวเลขเสริมมงคลจากป้ายทะเบียนรถยนต์นั่นเอง ซึ่งความหมายของตัวเลขนั้นมีทั้งดีและไม่ดีตามความเชื่อ ซึ่งความหมายของตัวเลขแต่ละตัวจะเป็นอะไรบ้างนั้นพี่หมีมีคำตอบมาฝากกันครับ ตามความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ เลข 9, 8 จะถือเป็นตัวเลขที่ดี เพราะเป็นเลขที่มีค่ามากโดย

9 หมายถึง ความก้าวหน้า (สำหรับคนไทยอบ)

8 หมายถึง ทำมาค้าขายดี (สำหรับคนจีนชอบ) 

สำหรับเลขที่ตำราส่วนใหญ่ทั้งเลขศาสตร์และโหราศาสตร์ กล่าวว่าเป็นเลขที่ร้าย คือ 3 – 7 – 0

0 หมายถึง อุบัติเหตุ และความสูญเสีย

3 หมายถึง การทะเลาะเบาะแว้ง

7 หมายถึง ความตกทุกได้ยาก (แต่ก็อาจหมายถึง โชคลาภในบางความเชื่อ)

โดยส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยให้ตัวเลขโชคร้ายเหล่านี้อยู่ติดกัน อีกทั้งทะเบียนที่รวมกันทั้งหมด ที่รวมกันแล้วได้เท่ากับ 13 หรือ 31 เพราะถือเป็นเลขมรณะ และ เลขคู่หน้าและคู่หลังรวมกัน ไม่ควรเป็นเลข 13 เพราะถือว่ามรณะเช่นเดียวกัน

เลขทะเบียนที่ดีควรเป็นลักษณะไหน ?

  • เลขทุกตัวบวกกันแล้วได้จำนวน 5 ขึ้นไป ยิ่งถ้าได้ 9 จะถือว่าดีมาก เช่น 5121 เท่ากับ 9 เป็นต้น
  • เลขคู่หน้าและคู่หลังควรบวกกันแล้วได้ 5 ขึ้นไป ถ้าตก 9 จะดีมากเช่นกัน โดยเฉพาะ 9 หน้า 9 หลัง
  • เลขทุกตัวต้องรวมกันแล้วไม่ได้ 13 เพราะถือเป็นเลขมรณะ เช่น 0094
  • ตัวเลขทั้งหมดไม่ควรถูกคร่อมด้วยเลข 1 เช่น 1221 เพราะเปรียบเหมือนเป็นโลงศพ
  • ตัวเลขคู่กันก็ไม่ควรเป็นเลข 1 ทั้งสองตัว เช่น 1189 เพราะเปรียบเสมือนโลงศพเช่นกัน

ความหมายเลขต่างๆ ตามความเชื่อ ในการออกรถ

1. หมายถึง มีตำแหน่งใหญ่ มีโลกส่วนตัวสูง ชีวิตครอบครัวไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับใคร ส่งผลให้ทำเพียงผู้เดียว

2. หมายถึง ผู้หญิง ความสบาย การมีคู่ช่วยเหลือ และนำพาความสะดวกมาให้รถคันนี้มากมาย

3. หมายถึง การเริ่มต้นที่ดีเพราะเป็นเลขพระ บ่งบอกการเริ่มต้นสำเร็จต่างๆ และกำไรต่างๆ (สำหรับความเชื่อจีน) และอาจหมายถึงอุบัติเหตุได้อีกด้วย

4. หมายถึง คดีความ ทะเลาะ มีปัญหา ไม่ดี (ตามความเชื่อจีน)

5. หมายถึง การซ่อมแซม การติดขัดเรื่องเงิน

6. หมายถึง การแสดงถึงคนที่มีผู้คนคอยช่วยเหลือมากมาย จะมีคนให้เงินและมีความเจริญรุ่งเรือง

7. หมายถึง ต้องเสียเงินกับการเดินทาง อุบัติเหตุ

8. หมายถึง ความรุ่งเรือง ความมั่งมี และสมหวังด้านการงานและสุขภาพ สมบูรณ์9. หมายถึง ความสำเร็จนิรันดร ความก้าวหน้า ความสุขต่อไป แคล้วคลาดปลอดภัย

ทริคการเลือกหมายเลขทะเบียนรถ

แปลงค่าหมวดตัวอักษร 2 ตัวด้านหน้า แล้วนำมาบวกกับหมายเลข 4 ตัวหลัง เมื่อได้ผลรวมแล้ว ดูความหมายตามหลักเลขศาสตร์ และควรหลีกเลี่ยงหมวดตัวอักษรกาลกิณีและตัวเลขกาลกิณี แต่หากหลีกเลี่ยงหมวดตัวอักษรกาลกิณี หรือ เลขกาลกิณีไม่ได้ ไม่ควรให้เลขกาลกิณีเป็นเลขตัวสุดท้าย      

สำหรับใครที่กำลังจะออกรถใหม่นั้นสามารถเช็คทะเบียน หรือ ตัวเลขมงคล ได้ก่อนใครในการเตรียมออกรถใหม่ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญนอกจากทะเบียนรถมงคล หรือ เลขสวยแล้วนั้นคือการเลือกทำประกันรถยนต์ ที่จะช่วยเหลือรถคุณ หากเกิดอุบัติเหตุ เหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ เป็นต้น ซึ่งสามารถปรึกษากรมธรรม์ประกันรถยนต์ต่างๆ กันพี่หมีได้ที่ 1737 นะครับ

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ meemodel

วางพระหน้ารถ ตำแหน่งไหน และ หันหน้าไปทางไหน

วิธีตั้งพระหน้ารถ วางพระหน้ารถ วิธีตั้งพระในรถยนต์ พระหน้ารถ หันไปทางไหน ตั้งพระหน้ารถแบบไหนดี พระหน้ารถจะหันหน้าเข้าหรือหันหน้าออก พบคำตอบในบทความนี้

วางพระหน้ารถ หรือ ตั้งพระหน้ารถ เพื่อเคารพบูชากราบไหว้ตาม ความเชื่อของคนไทย เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล เดินทางปลอดภัย ควร หันหน้าไปทางไหน หันหน้าเข้าหรือหันหน้าออก แบบไหนถูกต้องมาดูกัน

ความเชื่อ มีอยู่ว่าคนไทยนิยมกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเชื่อว่าในการเดินทางไปไหนมาไหน ถ้าเรามีความเคารพต่อสิ่งบูชา ท่านอาจจะช่วยเราให้เดินทางปลอดภัย แคล้วคลาด และเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง เช่นบางคนก่อนขับรถต้องยกมือ ไหว้แม่ย่านางรถ ก็เพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และแม่ย่านางอาจจะช่วยคุ้มครองให้คนขับรถเดินทางไกลถึงที่หมายโดยปลอดภัย บางคนก็มี เครื่องรางของขลัง พกติดรถยนต์ไว้ บางคนก็นำมา แขวนพระห้อยไว้ที่กระจก มองหลังรถ บางก็ วางพระไว้หน้ารถ หรือ ตั้งพระไว้ในรถ ก็มี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรถที่คนนิยมบูชา

1. พระพุทธรูป 

พระพุทธรูป ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนส่วนใหญ่มักจะมีติดรถยนต์ไว้เป็นอันดับแรกที่ออกรถยนต์ใหม่มา เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทั้งยังช่วยปกป้องและคุ้มครองให้เกิดความแคล้วคลอดเดินทางปลอดภัย

2. วัตถุมงคล เครื่องรางของขลังต่างๆ

วัตถุมงคลนอกเหนือจากพระพุทธรูปแล้ว คนส่วนมากก็นิยมนำกุมารทอง ผ้ายันต์ ตามความเชื่อส่วนบุคคลมาไว้ในรถยนต์เพื่อเคารพบูชา

3. แม่ย่านาง

แม่ย่านางรถ คนไทยมีความเชื่อว่าท่านคือเทพเทวดาผู้ปกปักรักษา คุ้มครองยานพาหนะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรือ รถยนต์ เครื่องบิน คนที่มี ความเชื่อ ส่วนมากมักนิยมนำดอกไม้มาบูชา ผลไม้ หมากพลู พวงมาลัย น้ำดื่ม มาเซ่นไหว้ตามโอกาสเทศกาลต่างๆ เพื่อให้แม่ย่านางช่วยคุ้มครองคนขับรถเครื่องต่างๆ ให้แคล้วคลาดปลอดภัย

การตั้งบูชาวัตถุมงคลภายในรถ

การตั้งพระหน้ารถ นั้นควร ตั้งพระหันหน้าออกไปทางหน้ารถ หรือทิศทางเดียวกับคนขับ ตามความเชื่อที่ว่าคือเพื่อเป็นการเสริมดวง ให้พระได้เห็นในทิศทางเดียวกับเราเพื่อเป็นการปกป้อง คุ้มครองจากภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ตามหลักฮวงจุ้ยการตั้งพระหันหน้าเข้ามาในตัวรถอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับคนรอบตัวได้ และสำหรับใครที่ ตั้งพระหันหน้าเข้ามาในตัวรถ ก็สามารถทำได้ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะบางคนอาจรู้สึกสบายใจ มีสติตื่นตัว เป็นเครื่องเตือนใจขณะขับขี่เมื่อได้เห็นด้านหน้าขององค์พร

ข้อควรระวังในการตั้งพระหรือวัตถุมงคลในรถ

1. จัดวางในตำแหน่งที่ปลอดภัย ไม่ควรวางทับตำแหน่ง AIR BAG

2. ไม่ควรมีจำนวนพระมากเกินไป และไม่ควรให้ขนาดพระใหญ่เกินไป 

3. ควรเลือกขนาดให้เหมาะสม ไม่ควรวางบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่

บทความนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

แหล่งที่มา: https://www.thainewsonline.co/

check-credit