เฉลิมชัย รถบ้าน

ที่สุดด้านคุณภาพและบริการ ต้องเฉลิมชัย รถบ้าน
โทร : 095-695-2897เปิดทำการทุกวัน
110/4 หมู่ 1 ต.หนองยาว อ.เมือง จ.สระบุรี

ข่าวสารยานยนต์

อาการเกียร์ออโต้ก่อนพัง, พฤติกรรมที่ควรเลี่ยงและแนวทางการบำรุงรักษา?

อาการเกียร์ออโต้ก่อนพัง, พฤติกรรมที่ควรเลี่ยงและแนวทางการบำรุงรักษา?รถคันหนึ่งวิ่งระยะทางหลายพันกิโลเมตรต่อปี เกียร์ที่ทำงานหนักอาจจะมีปัญหาได้ ซึ่งเราอาจจะไม่ทราบถึงอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจบ่งบอกถึงเกียร์ที่กำลังมีปัญหาและพังเสียหายในอนาคตต่อไป

อาการที่บ่งบอกถึงเกียร์ที่มีปัญหา
1) เข้าเกียร์แล้วรถไม่ค่อยอยากจะออกตัว
อาการรถไม่ออกตัว โดยเฉพาะในเกียร์เดินหน้า(D) หรือเกียร์ถอยหลัง(R) อาการนี้มีสาเหตุจากขาดการดูแลบำรุงรักษา โดยเฉพาะรถจอดหรือรถที่ไม่ค่อยได้วิ่ง ทำให้น้ำมันเกียร์มีปริมาณไม่ถูกต้อง เช่น น้อยเกินไปหรือมากเกินไป แก้ไขได้โดยเติมน้ำมันให้ได้ระดับที่ถูกต้อง ก็สามารถที่จะใช้งานได้ตามปกติ
แต่ถ้าอาการนี้ถ้าเกิดขึ้นกับรถที่มีระยะการใช้งานมากกว่า 100,000 กิโลเมตรขึ้นไป และได้รับการดูแลบำรุงรักษาตามปกติ ก็จะเกิดจากการสึกหรอภายในชิ้นส่วนของเกียร์ต่างๆ เช่น ชุดผ้าคลัตช์, ชุดวาล์ว ควบคุมแรงดัน การแก้ไขเป็นเรื่องใหญ่ เพราะต้องยกเกียร์ออกมาผ่า, โอเวอร์ฮอล์เกียร์ (overhaul) หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนเกียร์นั้นๆ หรืออาจรุนแรงถึงขึ้นยกเกียร์ลูกใหม่กันเลยทีเดียว

2) เข้าเกียร์ D หรือ R แล้วกระตุกหรือกระชาก
อาจเกิดจากการออกรถในขณะที่อุณหภูมิของเครื่องยนต์ไม่ถึงเกณฑ์ทำงาน ออกรถในขณะที่เครื่องยังเย็นอยู่ หรือเมื่อใช้งานไปแล้ว (เครื่องร้อนแล้ว) แต่น้ำมันเกียร์ยังไม่ถึงอุณหภูมิที่ถูกต้อง (เกียร์เย็น) หรือน้ำมันเกียร์ร้อนเกินกว่าที่กำหนด การแก้ไขต้องเริ่มที่ตรวจวัดระดับน้ำมันเกียร์ รวมทั้งคุณภาพของน้ำมันเกียร์ ตามด้วยการตรวจเช็คระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์และน้ำมันเกียร์

3) เกียร์เปลี่ยนเร็วหรือช้ากว่าปกติ
อาการนี้เกิดจากการปรับตั้งสายเกียร์ที่ไม่ถูกต้อง (ในรุ่นที่มีสายเกียร์) แก้ไขโดยการปรับตั้งใหม่ ในรุ่นที่ควบคุมระบบไฟฟ้า ให้เคลียร์เมมโมรีของสมองเกียร์ (Transmission Control Module) หรือตรวจสอบวาล์วควบคุมทางเดินน้ำมันด้วยไฟฟ้าว่า มีน้ำมันเกียร์มากหรือน้อยเกินไป รวมทั้งน้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพ แก้ไขด้วยการเติมหรือเดรนส่วนที่เกินออกหรือเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ การอุดตันของทางเดินน้ำมันเกียร์ในสมองเกียร์ (Valve body) แก้ไขด้วยการถอดสมองเกียร์ (โดยช่างที่ชำนาญ) ออกมาล้างทำความสะอาด อาจมีการรั่วซึมภายในระบบเกียร์ของชุดเกียร์ต่างๆ เช่น แหวนกันน้ำมัน ลูกสูบวาล์ว (ลิ้นปิดเปิด ทั้งแบบกลไกหรือแบบไฟฟ้า)

4) เกียร์สุดท้ายไม่มีและหรือไม่มีคิกดาวน์
อาการไม่มีคิกดาวน์ ถ้าเกิดขึ้นหลังจากการซ่อมเกียร์ (ผ่าเกียร์) มักเกิดจากการประกอบผิดพลาด, ชิ้นส่วน แหวนหรือโอริงกันน้ำมันฉีกขาด ใส่กลับทาง ใส่ไม่ครบ แต่ถ้าเกิดจากการใช้งานมานานแล้วยังไม่เคยผ่านการซ่อมมาก่อน อาจจะเกิดจากการรั่วซึมภายใน ก็ต้องผ่าเกียร์ เปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหาย

5) ออกตัว ต้องเร่งเครื่องใช้รอบสูงๆ
อาการนี้เกิดขึ้นแม้ว่าจะวอร์มเครื่องก่อนออกรถแล้วก็ตาม แก้ไขโดยตรวจระดับน้ำมันเกียร์และคุณภาพของน้ำมันเกียร์ ถ้าน้ำมันเกียร์ถูกต้อง มักเกิดจากผ้าคลัตช์ในชุดเกียร์สึกหรอเสื่อมสภาพ แก้ไขโดยการยกเกียร์ผ่าเกียร์ เปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอ

▪️ พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง
– เหยียบคันเร่งแรงๆ บ่อยๆ จะทำให้เกียร์พังได้ไวกว่าที่กำหนด ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมนี้
– ใส่เกียร์ว่างขณะรถวิ่ง ถ้าคุณใส่เกียร์ว่างขณะรถกำลังวิ่งอยู่ จะส่งผลให้น้ำมันหล่อลื่นในเกียร์ลดลง จนขาดแรงดัน ทำให้รถเกิดความร้อนสูง และเกียร์พังในที่สุด
– ใช้เกียร์ P ทั้งๆ ที่รถยังไม่นิ่ง การกระทำเช่นนี้จะส่งผลกับระบบเกียร์โดยตรง เพราะชุดเกียร์ทำงานโดยการล็อคตัวเองอัตโนมัติ จนส่งผลทำให้เกียร์พังได้

▪️ แนวทางการบำรุงรักษา
– หมั่นเช็กสภาพเกียร์อยู่สม่ำเสมอ ทั้งนี้เพราะหากเจอสิ่งผิดปกติจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ลุกลาม
– เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระเวลาที่กำหนด จะช่วยถนอมเกียร์ให้ใช้งานได้นาน โดยควรเปลี่ยนเมื่อรถวิ่งครบ 40,000 กิโลเมตร
– ไม่เร่งเครื่องแรง เมื่อทำการสตาร์ทรถ เพราะจะทำให้ระบบเกียร์พังได้ง่าย และอาจลุกลามไปถึงระบบเครื่องยนต์เสียหายได้ด้วย
– ไม่เร่งเครื่องแรง ไม่เหยียบคันเร่งหนัก เพราะอาจทำให้เกียร์กระชาย และเกิดความเสียหายได้
ใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับการใช้งานและสภาวะในการขับขี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการขับขี่

credit : https://www.valvoline.co.th/information/tips/202116.php

เช็คก่อนเดินทาง 7 จุดสำคัญของรถยนต์ ที่ควรตรวจสภาพความฟิตก่อนเดินทางไกล

ทุกๆ หน้าเทศกาลที่มีวันหยุดยาว หลายคนจะใช้จังหวะนี้เดินทางกลับบ้านเกิด หรือเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ซึ่งถ้ามีรถส่วนตัว ส่วนใหญ่ก็เลือกรถส่วนตัวไปเพื่อความสะดวก

อย่างไรก็ตาม ก่อนเดินทางไกลการตรวจสอบสภาพความฟิตของรถก็เป็นสิ่งสำคัญพอๆ กับการตรวจสอบความฟิตของคนขับ แล้วจุดไหนของรถบ้างที่ต้องเช็คเราจะมาชี้เป้า 7 จุดที่ควรเช็คให้ดีก่อนออกเดินทางไกล จะได้ไม่เหวอเพราะเจอปัญหากินข้าวลิงกลางทาง

เช็คน้ำมันเครื่อง

สิ่งสำคัญของรถยนต์นอกเหนือจากน้ำมันก็คือ ‘น้ำมันเครื่อง’ นี่แหละที่สำคัญ หากขาดน้ำมันเครื่องไปสิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาเครื่องยนต์ถึงขั้นพังได้เพราะเครื่องยนต์จะขาดน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ปัญหาต่างๆ ทั้งลูกสูบติด ฝาสูบโก่ง เครื่องความร้อนขึ้น ชาร์ปละลาย (แผ่นปะกับที่รองระหว่างข้อเหวี่ยงกับก้านสูบ) ทุกปัญหาเกิดจากการขาดน้ำมันเครื่อง ซึ่งความพินาศนั้นระดับยกเครื่องใหม่เลยทีเดียว

การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องทำได้ไม่ยาก แค่เปิดกระโปรงรถเปิดมองหาตำแหน่งจุดตรวจสอบน้ำมันเครื่อง จะมีก้านพลาสติกให้ตรวจสอบ ดึงออกมาแล้วดูว่าจุดของน้ำมันเครื่องอยู่ในตำแหน่ง L หรือ Low หรือเปล่า ถ้าใช่ก็เติมด่วน อย่ารอจนถึงครบรอบถ่ายน้ำมันเครื่องค่อยเปลี่ยนเลย มันเสี่ยงไป

เช็คระบบหล่อเย็น

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องตรวจสอบมากที่สุดไม่แพ้เรื่องอื่นก็คือระบบหล่อเย็นในรถที่อยู่ในเครื่องยนต์ เราควรตรวจสอบการทำงานของระบบหล่อเย็นเสมอทุกครั้ง เช็คดูว่าในระบบหล่อเย็นยังทำงานดีอยู่ไหม หรือน้ำในหม้อน้ำยังมีน้ำอยู่ไหม แม้รถรุ่นใหม่หากเข้าศูนย์สม่ำเสมอ ก็ไม่ต้องกังวลเพราะศูนย์จะเติมให้ตลอด

แต่ก็เช็คสักนิดก่อนเดินทางก็ดี ถ้าเกิดเห็นหม้อน้ำมีปริมาณน้ำลดลงมากกว่าปกติ นี่คือสัญญาณที่บอกว่าคุณต้องตรวจสอบก่อนเดินทางไกลอย่างด่วน ไม่อย่างนั้นเครื่องร้อนเกินพังนะ

เช็คยาง

รถไม่มียางก็วิ่งไม่ได้นี่คือสัจธรรม ต่อให้ ‘โดมินิค ทอเร็ตโต้’ มาขับรถที่ไม่มียางก็อย่าหวังว่าจะหนีไปไหนได้ ดังนั้นเราควรตรวจสอบยางด้วยทุกครั้ง ทั้งลมยาง และดอกยาง อย่างแรกสุดตรวจสอบลมยางก่อนว่ามีปริมาณลมตรงกับมาตรฐานที่ควรจะเป็นไหม ซึ่งรถทุกคัน จะมีข้อมูลปริมาณลมยางที่เหมาะสมบอกไว้อยู่

อีกสิ่งหนึ่งคือดอกยาง ไม่ต้องประหยัดมากจนเกินไปเพราะหากดอกยางหมดโอกาสที่รถจะเกาะถนนไม่อยู่มีสูงมาก เสี่ยงที่รถจะเกิดอาการไถล บินไปเลยแม็กนั่มสูงมากๆ (ใครเข้าใจมุกนี้ถือว่าไม่เด็กแล้วนะ) หรือถ้ายางปริจนใกล้จะระเบิดก็ควรเปลี่ยนเถอะ ไม่อย่างนั้นยางระเบิดรถคว่ำ อาจถึงตายนะคุณ

เช็คผ้าเบรค

เบรคคืออีกส่วนที่สำคัญที่สุดของรถยนต์ ถ้าไม่มีเบรคแล้วรถจะเบรคยังไงล่ะจริงไหม แต่ที่น่าตกใจคือคนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับผ้าเบรค โดยเฉพาะรถยนต์หลายคนคิดว่าผ้าเบรคมีหลายล้อ หมดสักข้างก็มีเป็นไร

หารู้ไม่ว่าหากฝืนใช้ผ้าเบรคจนหมดนอกจากจะเบรคไม่อยู่แล้ว สิ่งที่ตามมาคือจานเบรคสึก ซึ่งจานเบรคสึกเมื่อเจอกับผ้าเบรคจะทำให้รถเกิดเสียงหอนเพื่อเตือน ถ้ายังไม่ฟังอีกก็เตรียมเงินก้อนไปซื้อจานเบรคมาเปลี่ยนได้เลย สึกก่อนกำหนดแน่ๆ 

เช็คไฟส่องสว่าง

จุดหลักๆ ของไฟส่องสว่างที่ควรเช็คหลักๆ ได้แก่ ไฟหน้ารถ ไฟสูง ไฟท้าย ไฟเลี้ยวทั้งสิงข้าง และไฟเบรคทั้งสองข้าง บางคนมักง่าย คิดแค่ว่า ไฟมันดับไปดวงเดียวก็ไม่เป็นไรหรอก มองเห็นอยู่ดี แต่คุณอย่าลืมว่า เวลากลางคืน รถยนต์ที่ไฟดับข้างหนึ่งมองไกลๆ คนนึกว่ามอเตอร์ไซค์ สมมติคาดเดาระยะผิดในการแซงขึ้นมานี่ชนตู้มเลยนะ

ส่วนไฟเลี้ยวที่ต้องส่งสัญญาณบอกคนอื่นว่าเราจะเลี้ยวก็สำคัญ บางจุดคุณจะกลับรถแต่ไฟเลี้ยวเสีย รถคันอื่นที่ตามมาหลังคุณมาเขาไม่สามารถตรัสรู้กับคุณได้แน่นอนว่าจะเลี้ยวหรือหยุด

เช็คแบตเตอรี่

แบตหมดคือจุดจบของการเดินทาง รถยนต์ใช้แบตเตอรี่ในการสตาร์ททั้งนั้น ถ้าแบตหมดรถก็สตาร์ทไม่ติด วิธีตรวจสอบแบตเตอร์ของรถทำได้สองวิธีคือหนึ่งใช้เครื่องมือวัดโวลต์ของแบตรถยนต์ซึ่งหาซื้อมาได้ไม่ยาก หรือสังเกตจากการตลาดรถยนต์

ถ้าสตาร์ทติดยากแล้วเป็นรถที่ใช้มานานเกินสองปีสันนิษฐานเบื้องต้นเลยว่าแบตหมด หากมีอุปกรณ์วัดโวลต์ไฟแบบพกพาก็สามารถเอามาช่วยตรวจสอบได้เพื่อความชัวร์ ถ้าแรงดันไฟต่ำกว่า 11 โวลต์ โอกาสสตาร์ทไม่ติดมีสูง แต่ถ้าแรงดันอยู่ที่ 13.8  – 14.2 โวลต์ ถือว่าปกติ

7-trick-checking-your-car-before-a-long-drive-61

เช็คของเหลวอื่นๆ

ในรถยังมีของเหลวอื่นๆ ที่สำคัญนอกจากน้ำมันเครื่อง และน้ำหล่อเย็น ได้แก่น้ำมันเบรค, น้ำมันครัช, น้ำมันเกียร์ หรือน้ำมันพาวเวอร์ (มีผลในการควบคุมพวงมาลัย) เปิดใต้กระโปรงมา (ใช่..กระโปรงรถ) จะเห็นกระปุกน้ำมันต่างๆ ตั้งอยู่

ถ้าไม่รู้ว่าจุดไหน เปิดคู่มือเลย ในนั้นมีบอกไว้อย่างละเอียด ส่วนน้ำยาแอร์ แม้จะไม่มีผลต่อการขับขี่ แต่ก็มีผลต่อความสบาย ถ้าแอร์ไม่เย็น แล้วต้องเดินทางในจุดที่ร้อนจัดๆ แอร์พัง นี่ชีวิตก็พังด้วยน้ำ ถ้ารู้สึกว่าแอร์ไม่เย็นก็เติมเถอะ

credit: https://www.mangozero.com/7-trick-checking-your-car-before-a-long-drive/

4 สัญญาณ เตือนอันตรายก่อนเครื่องยนต์พัง

หลายๆ คนอาจไม่เคยฉุกคิด หรือเอะใจเลยว่า เครื่องยนต์ใกล้พังมีอาการแบบไหน เนื่องจากไม่เคยสังเกต ไม่เคยใส่ใจต่ออาการที่มันคอยเตือนถึงความผิดปกติ จนกระทั่งมันกลับบ้านเก่าก่อนเวลาอันควร

     การขับขี่รถยนต์ นอกจากขับเป็น และขับถูกกฎจราจรแล้ว การรู้เรื่องรถของเราก็ถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องของเครื่องยนต์ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการขับเคลื่อนรถยนต์ของคุณให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าจนไปถึงจุดหมาย

สำหรับสัญญาณเตือนก่อนเครื่องยนต์พัง มีอยู่หลักๆ ดังนี้

     1. ไฟสัญญาณเตือนที่หน้าปัดรถยนต์ ถือว่าเห็นชัด และง่ายมาก เพราะมันอยู่ตรงหน้าของคุณ ซึ่งไฟเตือนที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์อะไรขึ้นมาก็ตาม มันบอกได้อย่างเดียวว่า รถของคุณมีปัญหาแล้ว

     2. เสียงแปลกๆ ดังผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเสียดสี หรือเสียงกระทบกันของโลหะ ส่วนไหนก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นในระหว่างขับขี่ ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย ให้รีบนำรถเข้าตรวจสอบโดยด่วน

     3. กลิ่นเหม็นไหม้ หากขับรถอยู่แล้วได้กลิ่นเหม็นไหม้แปลกๆ ที่ไม่ว่ามันจะมาจากส่วนไหน แสดงว่ารถของคุณเริ่มมีปัญหาแล้ว ดังนั้นคุณควรจะรีบนำรถไปตรวจเช็กกับช่างให้เร็วที่สุด

     4. ท่อไอเสียมีควันผิดปกติ จริงๆ แล้วควันจากท่อไอเสียที่ดีจะต้องสะอาด ไร้กลิ่น และไร้สี แต่ถ้าเมื่อใดที่รถของคุณเริ่มมีปัญหา สีของควันที่ออกมาจะบ่งบอกถึงความผิดปกติของเครื่องยนต์ เช่น ควันสีขาวไม่มีกลิ่น, ควันสีฟ้าอ่อนมีกลิ่น ฯลฯ

     แม้การหมั่นสังเกตจะเป็นเรื่องดี แต่ก็อย่าให้มากเกินไป เพราะมันอาจทำให้คุณกลัวรถจะเป็นโน่นเป็นนี่ตลอดเวลา การขับรถไปด้วยใจหวาดหวั่นไม่ใช่เรื่องดี เผลอๆ อาจทำให้คุณกลายเป็นคนวิตกจริตไปได้ ทางที่ดีเอาแค่พอประมาณ ดูแลรักษารถยนต์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ และคอยตรวจเช็กเมื่อถึงระยะที่กำหนด

สนับสนุนเนื้อหา

cr. https://auto.sanook.com/64333/

เจอ 6 อาการแบบนี้เตรียมเปลี่ยน “แบตเตอรี่” ลูกใหม่ได้เลย

แบตเตอรี่ ถือเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งในการสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อใช้ในการเดิน ทาง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมันจะมีอายุการใช้งาน 1.5 – 3 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน

จริงๆ แล้วไม่ว่าแบตเตอรี่ที่ใช้จะเป็นแบบแห้ง หรือแบบเปียก มักจะมีสัญญาณเตือนก่อนที่แบตฯ จะหมดคล้ายๆ กัน

     ซึ่งสัญญาณเตือนแบตเตอรี่มีปัญหา มีอยู่หลักๆ ดังนี้

1. เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ จะรู้สึกว่าเครื่องไม่ค่อยมีกำลัง สตาร์ทติดยากกว่าที่เคยเป็น

2. หลังจากจอดรถดับเครื่องแล้วทิ้งไว้สักครู่ หรือดับเครื่องเสร็จแล้วสตาร์ทใหม่ทันที รถจะสตาร์ทติดยาก ต้องพยายามสตาร์ทหลายๆ ครั้งถึงจะติด

3. ไฟส่องสว่างด้านหน้ารถยนต์ไม่ส่องสว่างเท่าเดิม

4. ระบบล็อคประตู และการทำงานของกระจกไฟฟ้าช้าลงกว่าปกติ อืดๆ ไม่เร็วเหมือนเดิม

5. แบตเตอรี่แบบเปียก น้ำกลั่นหมดเร็วกว่าเดิม ต้องเติมถี่ และบ่อยขึ้น

6. ถึงขั้นต้องพ่วงแบตฯ เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ในการสตาร์ทรถยนต์ เพราะสตาร์ทรถไม่ติดเลย

     เมื่อไหร่ที่เกิดอาการเหล่านี้ขึ้น ให้คุณเตรียมตัวเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ได้เลย ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะไม่แน่ว่ามันจะไปหมดกลางทางที่ไหน และเมื่อไหร่ หากเจอแจ๊กพ็อตในขณะที่มีธุระเร่งด่วนมากๆ มีหงุดหงิดแน่ๆ

สนับสนุนเนื้อหา

cr. https://auto.sanook.com/64477/

ขัดสีลบรอยขีดข่วน ทำด้วยตนเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งช่าง

การขัดสีลบรอยขีดข่วน อาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยาก และวุ่นวาย หากอยากสบายก็ต้องเข้าร้านคาร์แคร์ หรืออู่สีเป็นผู้จัดการทำให้เท่านั้น ซึ่งมันก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ที่มีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันกันเลยทีเดียว

แต่ก็ใช่ว่าจะต้องเข้าร้านอย่างเดียว คุณเองก็สามารถจัดการกับร่องรอยขีดข่วนต่างๆ นี้ได้ง่ายๆ ไม่เสียเวลานานอย่างที่คิด เพียงแค่ทำตามขั้นตอนดังนี้

เริ่มแรกให้ล้างทำความสะอาดรถให้เรียบร้อย จากนั้นเช็ดให้แห้ง และตรวจสอบรอบๆ รถของคุณว่ามีรอยขีดข่วนตรงไหนบ้าง โดยเฉพาะร่องรอยที่มีความลึก สังเกตดูว่ารอยมันลึกลงไปมากน้อยแค่ไหน เพราะหากเป็นรอยที่ลึกลงไปมากๆ การขัดสีลบรอยขีดข่วน อาจจะทำได้แค่ให้รอยนั้นจางลง ไม่ได้หายไปเลยเหมือนรอยเล็กๆ อื่นๆ

 ส่วนวิธีขัด คุณสามารถเลือกได้ 2 แบบ ทั้งแบบใช้เครื่องขัด หรือถ้าไม่มีเครื่อง ก็ใช้มือขัดแทนก็ได้เช่นกัน

     1. การขัดสีลบรอยขีดข่วนแบบใช้เครื่องขัด ก่อนจะใช้เครื่องขัด คุณต้องแน่ใจก่อนว่ามีความชำนาญ ใช้เครื่องเป็น นอกจากนี้คุณควรตั้งรอบของเครื่องขัดไม่ให้สูงเกินไป เพื่อจะได้ไม่ทำให้เกิดรอยขีดข่วนเพิ่มขึ้น จากนั้นให้เริ่มขัดจากตรงที่เป็นรอยลึกก่อน โดยการใช้น้ำยาขัดสีแบบหยาบบีบ หรือป้ายลงไปบริเวณนั้นพอประมาณ แล้วจึงค่อยๆ ขัด พร้อมกับตรวจเช็กว่ารอยเหล่านั้นหายไป หรือจางลงไปแล้วรึยัง และหลังจากขัดรอยลึกๆ เสร็จแล้ว จึงค่อยไปเก็บรอยขีดข่วนเล็กๆ ด้วยน้ำยาขัดสีแบบละเอียด ขัดไปเช็กไปว่ารอยหายหรือยังจนทั่วทั้งคัน

     2. การขัดสีลบรอยขีดข่วนแบบใช้มือขัด วิธีการขัดใช้สเต็ปเดียวกันกับการใช้เครื่อง โดยเริ่มไล่จากรอยลึกก่อน แล้วจึงค่อยไปเก็บรอยเล็กๆ แต่เครื่องมือที่ใช้เปลี่ยนจากเครื่องขัดมาเป็นฟองน้ำที่ใช้สำหรับขัดสีรถ โดยเฉพาะ (คนละแบบกับฟองน้ำที่ใช้เคลือบสีรถ) และวิธีการขัดก็ควรจะขัดเป็นวงกลมแบบก้นหอย หรือถ้าไม่ถนัด เมื่อย ก็ให้ขัดเป็นแนวนอน หรือแนวตั้งแทนก็ได้ (แต่คุณควรจะเลือกแนวใดแนวหนึ่งจะดีกว่า) และระหว่างขัดให้ใช้สเปรย์ฉีดน้ำเปล่าลงไปด้วย เวลาขัดจะได้ลื่นๆ อีกทั้งมันยังช่วยทำให้การขัดง่ายขึ้นอีกด้วย

     สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องขัดหรือมือขัด คุณก็ควรที่จะทำอย่างระมัดระวัง จะได้ไม่ไปเพิ่มรอยขีดข่วนขึ้นบนรถของคุณอีก แถมทำเองยังได้ประหยัดเงินอีกด้วย

สนับสนุนเนื้อหา

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า พร้อมวิธีแก้ไข

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า พร้อมวิธีแก้ไข

      ฝ้ากระจกรถยนต์ สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะอุณหภูมิของอากาศกับความชื้นภายนอก และภายในต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นได้เมื่อเกิดอากาศหนาวเย็น ฝนตก หรือในตอนเช้าๆ

หากเกิดฝ้าขึ้นที่กระจกหลังก็คงจะไม่ต้องเป็นห่วงเท่าไรนัก เพราะที่กระจกหลังจะมีตัวไล่ฝ้าติดอยู่ เมื่อต้องใช้งานก็เพียงแค่กดปุ่มไล่ฝ้า เท่านี้ฝ้าที่กระจกหลังก็จะค่อยๆ หายไป

ส่วนฝ้าที่เกิดกับกระจกบานหน้า และกระจกด้านข้าง ให้สังเกตดูก่อนว่า เกิดฝ้าขึ้นภายใน หรือภายนอกรถ เพราะหากเกิดฝ้าที่ด้านนอก แสดงว่าอุณหภูมิภายในรถเย็นกว่าภายนอก แต่ถ้าเกิดฝ้าภายในห้องโดยสาร แสดงว่าอุณหภูมิภายนอกเย็นกว่าภายในนั่นเอง

ส่วนวิธีกำจัดฝ้าให้หายไปจากกระจกรถของคุณ สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

1. ปรับอุณหภูมิทั้งภายนอก และภายในให้เท่ากัน โดยการปรับความเย็นของแอร์รถยนต์ เพิ่ม-ลด ให้สมดุล
2. เปิด หรือแง้มกระจกไว้สักพัก เพื่อให้อากาศถ่ายเท และปรับอุณหภูมิให้เท่ากัน
3. ปรับทิศทางลมของช่องแอร์ไม่ให้หันไปโดนกระจก
4. ใช้ผ้าหรือที่ปัดน้ำฝนเช็ด (ใช้ผ้าเช็ด ควรจอดรถก่อน เพื่อความปลอดภัย)

      แม้ว่าฝ้ากระจกรถยนต์จะดูไม่เป็นอันตราย แต่จริงๆ แล้วมันสามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เพราะมันจะไปบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ จนทำให้เรามองเห็นถนนหนทางไม่ชัดเจน หรือทำให้มองไม่เห็นรถคันอื่นๆ รอบข้าง ฯลฯ

สนับสนุนเนื้อหา

10 ท่าทางจับพวงมาลัยบอกนิสัยคุณได้

ต่ละคนก็มีวิธีการจับพวงมาลัยต่างกันไป แล้วรู้หรือไม่ว่าแต่ละท่าทางสามารถบ่งบอกนิสัยคุณได้ด้วย ลองไปดูดีกว่าว่าจะแม่นแค่ไหน!

1.จับตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา

การจับพวงมาลัยลักษณะนี้ถือเป็นท่ามาตรฐานที่ค่อนข้างปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น คนที่มักจับพวงมาลัยลักษณะนี้ถือว่าเป็น ‘Perfectionist’ หรือคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ

2.ตำแหน่ง 12 นาฬิกาด้วยมือข้างเดียว

การจับพวงมาลัยแบบนี้ส่วนใหญ่มักพบในกลุ่มผู้ชายเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งท่านี้บ่งบอกว่าคุณเป็นคนชอบดูถูกคนอื่น ชอบแสดงอำนาจเหนือกว่าคนทั่วไป บางทีก็อาจเป็นหนุ่มขี้เก๊กด้วยเหมือนกัน

3.ตำแหน่ง 9 นาฬิกาด้วยมีอข้างเดียว

แม้ว่าจะจับด้วยมือข้างเดียวเหมือนข้อ 2 แต่ให้ความหมายแทบจะตรงกันข้าม เพราะหากจับพวงมาลัยลงมาที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา หรือ 3 นาฬิกา ด้วยมือเพียงข้างเดียวบ่อยๆ แสดงว่าคุณเป็นคนชอบความเรียบง่าย ไม่โอ้อวด ชอบแนวคิดง่ายๆ เป็นต้น

4.วางมือ 1 ข้างไว้ที่ก้านพวงมาลัย

การวางมือ 1 ข้างไว้บนก้านพวงมาลัยด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่าคุณเป็นคนชอบการผจญภัย ท้าทาย ชอบค้นหาเส้นทางใหม่อยู่บ่อยๆ ไม่เชื่อลองสังเกตคนใกล้ตัวดูสิ

5.จับใต้พวงมาลัยแบบหงายมือขึ้น

การจับบริเวณด้านล่างของพวงมาลัยโดยหงายมือขึ้น แสดงว่าคุณมีความเป็นผู้นำสูง ชอบออกคำสั่ง

6.จับใต้พวงมาลัยแบบคว่ำมือลง

ข้อนี้จะคล้ายกับข้อที่ผ่านมา แต่ใช้วิธีคว่ำมือเข้ากับพวงมาลัย บ่งบอกว่าคุณเป็นคนกระตือรือล้น ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีความสนใจอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ

7.จับก้านพวงมาลัยด้วยมือทั้ง 2 ข้าง

การขับพวงมาลัยลักษณะนี้ แสดงว่าคุณเป็นคนเรียบๆ นิ่งๆ ไม่ชอบแสดงท่าทีให้มากนัก

8.ไม่จับพวงมาลัยเลย!

คนที่ไม่ชอบจับพวงมาลัย แต่ใช้ขาคอยควบคุมพวงมาลัยแทนนั้น แปลว่าคุณกำลังมโนว่ารถคุณมีระบบขับขี่อัตโนมัติ Autopilot แบบเดียวกับรถ Tesla Model S ใช่ไหมล่ะ

9.จับตำแหน่ง 11 และ 1 นาฬิกาอย่างเต็มฝ่ามือ

การจับพวงมาลัยลักษณะนี้บ่งบอกชัดเจนเลยว่า คุณกำลังอยู่ในภาวะกดดัน มีความกังวล ต้องการไปถึงที่หมายโดยเร็ว เป็นต้น

10.บีบแตรบ่อยๆ

ถ้าพื้นผิวบริเวณแตรรถมีความสึกเป็นพิเศษ เพราะชอบกดแตรบ่อยๆแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณเป็นคนใจร้อน เกิดบันดาลโทสะอยู่บ่อยๆ จนอาจทำให้เกิดความรุนแรงบนท้องถนนได้ ไม่ดีเอาเสียเลยนะ

สนับสนุนเนื้อหา

ขอขอบคุณ

ภาพ : istockphoto

4 พฤติกรรมต้องห้ามสำหรับรถ ‘เกียร์อัตโนมัติ’ จะหาว่าไม่เตือน!

ปัจจุบันรถยนต์ในบ้านเราส่วนใหญ่ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติกันแทบทั้งนั้น เนื่องจากให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ท่ามกลางสภาพจราจรอันแสนโหดของเมืองไทย

แม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาระบบเกียร์อัตโนมัติให้มีความทนทานมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ หรือ CVT ก็ต่างมีอายุการใช้งานของมันทั้งสิ้น แถมค่าอะไหล่ก็มีราคาแพงมหาโหด จนกลายเป็นที่พูดกันว่าหากต้องเปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่ เปลี่ยนรถใหม่ไปเลยดีกว่า

ดังนั้น Sanook! Auto จึงขอเผย 5 พฤติกรรมต้องห้ามสำหรับรถยนต์ ‘เกียร์อัตโนมัติ’ ที่จะช่วยบั่นทอนอายุการใช้งานโดยไม่รู้ตัว มีอะไรบ้าง?

1.เร่งเครื่องแล้วจึงใส่เกียร์ D

ใครที่เป็นสายซิ่งอาจทำพฤติกรรมเช่นนี้บ่อย นั่นคือ การเร่งเครื่องยนต์รอ แล้วจึงใส่เกียร์ D เพื่อให้รถพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะทำให้ชุดเกียร์และเพลาขับเกิดความเสียหายได้ในระยะยาว แม้แต่รถแรงๆ ที่มีระบบ Launch Control ก็ไม่ควรทำบ่อย เพราะเป็นการบั่นทอนอายุการใช้งานของระบบเกียร์อย่างมาก

2.คิกดาวน์บ่อย

การคิกดาวน์คือการเหยียบคันเร่งจมมิด (หรือเกือบจะจมมิด) เพื่อให้เกียร์เปลี่ยนอัตราทดต่ำลง เหมาะสำหรับใช้ในการเร่งแซง แต่การคิกดาวน์บ่อยจะทำให้ชุดเกียร์ต้องรับแรงบิดกะทันหัน นานๆ เข้าจะส่งผลให้อายุการใช้งานเกียร์สั้นลงได้เช่นกัน

ทางที่ดีควรเร่งแซงเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น (เช่น การแซงบนถนนเลนสวน) หากเป็นถนนที่มีหลายเลน ก็ให้ใช้วิธีค่อยๆ เพิ่มความเร็ว จะช่วยยืดอายุการใช้งานชุดเกียร์ได้

3.ปล่อยไหลใส่เกียร์ N

หลายคนที่เคยขับเกียร์ธรรมดามาก่อน อาจเคยชินกับการเข้าเกียร์ว่าง (N) แล้วปล่อยให้รถไหลจนกระทั่งหยุดนิ่ง แต่สำหรับเกียร์อัตโนมัติแล้วถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดมหันต์! เนื่องจากชุดเกียร์ประกอบไปด้วยฟันเฟืองที่หมุนขบกันไปมาตลอดเวลา จำเป็นต้องใช้น้ำมันเกียร์ในการหล่อลื่น แต่เมื่อผลักคันเกียร์ไปยังตำแหน่ง N จะทำให้ปั๊มน้ำมันเกียร์ไม่วนขึ้นมาหล่อลื่น ส่งผลให้เกิดความร้อนมากกว่าปกติ และอาจทำให้ฟันเฟืองต่างๆเกิดความเสียหายได้ในระยะยาว

4.ลากรถแบบล้อหมุน

การลากรถเกียร์อัตโนมัติควรยกล้อคู่ที่ใช้สำหรับขับเคลื่อนขึ้นให้ลอยเหนือพื้น เนื่องจากการลากรถส่วนมากมักไม่ติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ จะทำให้ปั๊มน้ำมันเกียร์ไม่ทำงาน ส่งผลให้ชุดเฟืองภายในห้องเกียร์เกิดการเสียดสีรุนแรง และทำให้ความร้อนสูง ซึ่งหากลากเป็นระยะทางยาวๆ รับรองเกียร์กลับบ้านเก่าแน่นอน

แต่หากมีความจำเป็นต้องลากจริงๆ ก็ควรใช้ความเร็วในน้อยที่สุดราว 20-30 กม./ชม. เพื่อไปยังอู่ใกล้เคียง ทั้งนี้ หากเป็นการเข็นรถที่จอดขวางในที่จอดรถถือว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นการเข็นด้วยระยะทางสั้นๆ เท่านั้น

สนับสนุนเนื้อหา

บก.จร.เตรียมจำกัดความเร็วเขตชุมชนจากเดิม 80 เหลือ 50 กม/ชม.

บก.จร.เตรียมจำกัดความเร็วเขตชุมชนจากเดิม 80 เหลือ 50 กม/ชม.

     กองบังคับการตำรวจจราจรเตรียมออกมาตรการจำกัดความเร็วในเขตชุมชนจากเดิม 80 กม./ชม. เหลือ 50 กม./ชม. เพื่อให้เกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด

     พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ สุริวงศ์ รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจจราจร ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน มี 3 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่ 1.คน 2.รถ สภาพถนน และ 3.สภาพแวดล้อม ซึ่งปัจจัยที่เกิดจากตัวบุคคล เช่น เมาแล้วขับ, ขับรถเร็ว ฯลฯ เกิดขึ้นสูงถึง 76% โดยพฤติกรรมการขับรถเร็วกลายเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเกิดอุบัติเหตุจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ขณะที่ปัจจัยจากสภาพถนนเกิดขึ้น 23% และสภาพแวดล้อม 1% โดยมีนโยบายต้องลดให้ได้ 50% ภายในปี 2563 ที่จะถึงนี้

ดังนั้น การจำกัดความเร็วในพื้นที่เสี่ยง เช่น เขตชุมชน, หน้าโรงเรียน ฯลฯ จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ต้องเร่งรัดนำมาใช้ โดยออกข้อบังคับเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติโดยเร็วที่สุด ซึ่งอาจจะพิจารณาลดความเร็วในพื้นที่ชุมชนจากเดิม 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุให้น้อยที่สุด

     ปัจจุบันมีการจำกัดความเร็วสำหรับรถยนต์ 4 ล้อ ในเขตกทม./เทศบาล/พัทยา ไม่เกิน 80 กม./ชม. ทางด่วนไม่เกิน 80-90 กม./ชม. ทางหลวงไม่เกิน 90 กม./ชม. และมอเตอร์เวย์ไม่เกิน 120 กม./ชม. หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท

cr. https://auto.sanook.com/61365/

แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว สาเหตุเกิดจากอะไร?

แบตเตอรี่รถยนต์ ถือเป็นอะไหล่สิ้นเปลืองอีกชิ้นหนึ่งที่มีความจำเป็น และสำคัญมากๆ ต่อระบบรถยนต์ เพราะหากไม่มีแบตเตอรี่ รถของคุณก็จะสตาร์ทไม่ติด ไปไหนไม่ได้ แถมระบบไฟต่างๆ ก็ไม่สามารถทำงานได้อีกด้วย

สำหรับตัวแบตเตอรี่เองก็เหมือนกับชิ้นส่วนอื่นๆ เมื่อใช้งานไปแล้วก็ย่อมมีการเสื่อมสภาพลง แต่หากคุณสามารถชะลอ หรือยืดอายุการใช้งานได้ มันก็คงจะดีไม่น้อย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คุณสามารถทำได้ หากอยากให้แบตเตอรี่อยู่กับรถคุณไปนานๆ แค่ทำตามนี้

 1. ใส่ขั้วแบตเตอรี่ให้แน่น เพื่อทำให้การจ่ายไฟมีประสิทธิภาพเต็มที่ เพราะหากขันขั้วแบตฯ ไม่แน่นพอ การจ่ายไฟก็จะมีปัญหา และทำให้แบตฯ เสื่อมเร็วขึ้น

     2. ตรวจดูระดับน้ำกลั่นเป็นประจำ สำหรับรถที่ใช้แบตเตอรี่แบบเปียกที่ต้องเติมน้ำกลั่น ให้เช็กระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่ถ้าไม่อยากตรวจดูบ่อยๆ แนะนำให้ใช้แบตเตอรี่แบบแห้งไปเลย เพื่อตัดปัญหา

     3. ตรวจสภาพตัวแบตเตอรี่ หากตัวแบตฯ มีรอยผิดปกติ แตก หรือร้าว มันจะส่งผลให้น้ำกลั่นที่อยู่ภายใน ไหลออกมาทำลายชิ้นส่วนอื่นๆ และยังทำให้เก็บประจุไฟฟ้าไม่ได้อีกด้วย

     4. ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ เนื่องจากแบตฯ ที่ผ่านการใช้งานมาสักระยะ จะเกิดคราบขี้เกลือ เกาะติดที่ขั้ว จึงทำให้กระแสไฟฟ้าจากแบตฯ ไหลผ่านต่อไปยังส่วนอื่นๆ ไม่สะดวก ให้แก้ไขด้วยการนำน้ำโซดา หรือน้ำร้อนราดลงไปที่ขั้ว จากนั้นใช้แปรงสีฟันเก่าขัดคราบขี้เกลือออกให้หมด แล้วใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง

     5. ตรวจสอบระบบไฟชาร์จ หากระบบไฟชาร์จสูงเกินไป จะทำให้น้ำกลั่นระเหยเร็วขึ้น แต่ถ้าระบบไฟชาร์จต่ำเกินไป จะมีผลทำให้กำลังไฟไม่พอใช้ สตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ติดนั่นเอง

     แม้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ส่วนใหญ่จะใช้ได้ 1.5 – 2 ปี แต่ก็มีบ้างที่แบตฯ จะเสื่อมเร็ว หรือเสื่อมช้ากว่าปกติ ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน แต่ถ้าคุณหมั่นตรวจสอบบ่อยๆ ดูแลรักษาอยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้แบตเตอรี่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และอยู่คู่กับรถของคุณไปอีกนาน

cr. https://auto.sanook.com/61335/

สนับสนุนเนื้อหา

check-credit