เฉลิมชัย รถบ้าน

ที่สุดด้านคุณภาพและบริการ ต้องเฉลิมชัย รถบ้าน
โทร : 095-695-2897เปิดทำการทุกวัน
110/4 หมู่ 1 ต.หนองยาว อ.เมือง จ.สระบุรี

ข่าวสารยานยนต์

รถชนหลายคัน คันไหนผิด?

เมื่อพูดถึงเห็นการณ์รถชนกันหลายคัน หลายคนมักบอกว่าคันสุดท้ายจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด อ้างอิงจาก พรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2540 มาตรา 40 ที่ระบุเอาไว้ว่า

“ผู้ขับขี่จะต้องขับรถโดยเว้นระยะห่างจากรถคันหน้า

ในระยะที่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย เมื่อเกิดเหตุจำเป็นต้องหยุดรถ”

แต่อย่าลืมว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะระมัดระวังด้วยการเว้นระยะห่างสักแค่ไหน ยิ่งเป็นอุบัติเหตุรถชนซ้อนกันหลายคันแบบนี้ด้วยแล้ว ไม่ได้หมายความว่าคันสุดท้ายผิดเสมอไป โดยจะต้องดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดเกิดเหตุ พร้อมกับสอบสวนเพื่อหาสาเหตุในการชนครั้งนี้ก่อนให้เสร็จสิ้น แบ่งยกตัวอย่างลักษณะการชน 4 สถานนการณ์ ดังต่อไปนี้

1. รถชนซ้อนคัน แล้วคุณเป็นคันแรก

กรณีนี้หากคุณเบรคกะทันหัน จนเป็นเหตุทำให้รถที่ตามมาเบรคไม่ทันและชนซ้อนกัน ด้วยสาเหตุมีรถปาดหน้า คนหรือสัตว์วิ่งตัดหน้า หลายคนมักตั้งเป้าไปที่คันสุดท้าย หากคุณมีหลักฐานที่สามารถระบุได้ว่า “สาเหตุ” ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้คืออะไร เช่น มีรถขับปาดหน้าจนเป็นเหตุทำให้คุณต้องเบรคกะทันหัน ต่อให้รถชน 5 คันรวด คันไหนผิด ก็คือคันที่ขับปาดหน้าคุณจะเป็นฝ่ายผิดทันที เนื่องจากเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุรถชนซ้อนคันนั่นเอง

2. รถชนซ้อนคัน แล้วคุณเป็นคันที่ 2

กรณีที่คุณขับรถอยู่บนถนนดี ๆ ไม่มีการเบรคกะทันหัน แล้วมีคันอื่นขับมาชนท้าย ชนรถของคุณพุ่งไปชนคันข้างหน้าอีกที แบบนี้ระบุคนผิดไม่ยาก เพราะยังไงคันที่มาชนท้ายก็เป็นฝ่ายผิด แถมยังต้องรับผิดชอบค่าเสียหายของรถคุณ และรถยนต์คันแรกอีกด้วย

3. รถชนซ้อนคันก่อน แล้วค่อยมีรถอีกคันขับมาชนท้าย

กรณีที่คุณขับรถชนท้ายรถคันข้างหน้าก่อน แล้วจู่ ๆ ก็มีรถอีกคันมาชนท้ายรถของคุณ (ขับขี่ไม่ระมัดระวัง) กรณีอุบัติเหตุรถชน 3 คัน ใครผิด? ตอบเลยว่าต้องแยกความผิด ซึ่งคุณมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายให้กับรถคันข้างหน้าเท่านั้น ส่วนรถคันที่ชนคุณ จะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อรถของคุณ

4. รถชนซ้อนคัน แล้วคุณเป็นคันสุดท้าย

กรณีที่คันข้างหน้าจอดอยู่เฉย ๆ แล้วคุณเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนซ้อนคัน คุณจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่เพียงผู้เดียว เว้นแต่ว่า! เกิดเหตุรถชนซ้อนคันอยู่ก่อนแล้ว และคุณดันขับมาชนท้ายอีกรอบหนึ่ง (ต้องมีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้)

กรณีที่รถชน เราเป็นฝ่ายผิด เราอาจต้องชดใช้ความเสียหายให้กับรถคันที่คุณชนเพียงคันเดียว ส่วนคันที่เหลือต้องไปพิสูจน์หลักฐานต่อ ว่าใครถูกใครผิด หรือใครเป็นต้นเหตุ แล้วจึงรับผิดชอบค่าเสียหายตามความผิดที่พิสูจน์ได้ต่อไป

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร? ส่งรถซ่อมต้องรู้

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ “เงินชดเชย” จากการเกิดอุบัติเหตุในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายถูก โดยสามารถเรียกร้องจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณี เพื่อใช้เป็นค่าเดินทางในระหว่างนำรถยนต์ส่งซ่อมนั่นเอง คำถามคือ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถสูงสุดกี่วันที่จะขอได้ ซึ่งอัตราขั้นต่ำที่ควรรู้ก่อนเรียกร้องค่าขาดประโยชน์มีดังนี้

อัตราขั้นต่ำค่าขาดผลประโยชน์จากการใช้รถ

  1. รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง กำหนดอัตราขั้นต่ำไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท
  2. รถยนต์รับจ้างสาธารณะไม่เกิน 7 ที่นั่ง กำหนดอัตราขั้นต่ำไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท
  3. รถยนต์ขนาดเกิน 7 ที่นั่ง กำหนดอัตราขั้นต่ำไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท
  4. รถประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นไปตามข้อ 1-3 อย่าง “รถจักรยานยนต์” ให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องและตกลงกันได้ โดยพิจารณาจากหลักฐานเป็นกรณีไป

หลังจากทราบแล้วว่าสามารถเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถวันละเท่าไหร่แล้ว ลำดับต่อมาที่ผู้เอาประกันควรทำความเข้าใจเพิ่มเติม คือ เอกสารที่จำเป็นต้องใช้ และขั้นตอนการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ซึ่งจะมีรายละเอียดเป็นยังไง ตามกันต่อในหัวข้อต่อไปได้เลย

เรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ต้องทำยังไงบ้าง?

ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและผู้เอาประกันเป็นฝ่ายถูก คู่กรณีเป็นฝ่ายผิด รู้ใจมีวิธีเคลมค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถมาบอกต่อ โดยมีวิธีง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากดังนี้

  1. ติดต่อบริษัทประกันภัยของคู่กรณี (ฝ่ายผิด) เพื่อยืนยันคำเรียกร้องค่าขาดผลประโยชน์จากการใช้รถในช่วงเวลาที่รถยนต์ของคุณอยู่ระหว่างการซ่อม โดยต้องติดต่อด้วยตัวเอง
  2. เมื่อบริษัทคู่กรณีแจ้งเอกสารที่ต้องการ ให้คุณนำเอกสารต่าง ๆ ส่งกลับไปยังบริษัทประกันคู่กรณี
  3. เจ้าหน้าที่บริษัทฝ่ายคู่กรณีดำเนินการตรวจสอบ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ทางบริษัทจะติดต่อกลับมาหาคุณ หรือบางครั้งอาจติดต่อมาเพื่อต่อรองค่าขาดประโยชน์
  4. หลังจากตกลงรายละเอียดต่าง ๆ จบแล้ว จะใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 7 วัน ก็จะได้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

เอกสารเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

สำหรับเอกสารจำเป็นที่ต้องใช้สำหรับยื่นเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ส่วนใหญ่บริษัทประกันของคู่กรณีจะเป็นคนกำหนดว่าต้องการอะไรบ้าง ผู้เอาประกันจะต้องเตรียมเอกสาร และส่งกลับไปให้บริษัทประกันของคู่กรณีมีดังนี้

  • ใบเสนอรายการด้านความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุ
  • ใบรับรองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน (ใบเคลม)
  • สำเนาเล่มทะเบียนรถยนต์
  • สำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
  • สำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • หนังสือส่งมอบรถยนต์เมื่อเสร็จ/ใบรับรถ
  • รูปถ่ายขณะรถกำลังถูกซ่อม
  • รูปถ่ายความเสียหาย
  • หนังสือเรียกร้องเกี่ยวกับสินไหม ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (แบบฟอร์มเรียกร้องค่าขาดประโยชน์)
  • สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร

5 วิธีใช้บัตรเดบิต ให้ห่างไกลมิจฉาชีพ

  1. ไม่เปิดเผยข้อมูลบัตรให้ใคร
    ป้องกันมิจฉาชีพดูดเงินไปใช้ หรือนำข้อมูลบัตรไปใช้ในทางที่ผิดได้
  2. ไม่ควรตั้งหัสบัตรที่คาดเดาง่ายเกินไป
    ไม่ควรใช้ข้อมูลส่วนตัวในการตั้งรหัสบัตร
  3. สังเกตตู้ ATM ก่อนใช้งาน
    หากพบอุปกรณ์แปลกปลอม ให้เปลี่ยนไปใช้ตู้ ATM เครื่องอื่น
  4. ซื้อของออนไลน์กับร้านค้าที่น่าเชื่อถือ
    เลือกเว็ปไซต์ทางการ หรือ ร้านค้าออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการรับรอง
  5. ตรวจสอบการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตอยู่เสมอ
    หากพบรายการที่ผิดปกติรีบอานัดบัตร และติดต่อธนาคารทันที

ร้อนแล้วต้องระวังโรคลมแดด

อาการ

-อุณภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศา

-กระหายน้ำมาก

-ซึม ชัก หมดสติ

-ไม่มีเหงื่อออก ผิวแดง

-คลื่นใส้ อาเจียน

-วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง

การป้องกัน

*เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฉอล์ คาเฟอีน

*ดื่มน้ำให้เพียงพอ6-8แก้ว/วัน

*ไม่อยู่ในที่แจ้งนาน

*ใส่เสื้อผ้าสบายถ่ายเทสะดวก

แนวทางปฎิบัติหากพบผู้ป่วยที่มีอาการฮีทสโตรก

-พาเข้าที่ร่ม มีอากาศถ่ายเท

-ถอดเสื้อผ้าให้เหลือน้อยชิ้น เพื่อระบายความร้อน

-ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบ ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ หน้าผาก และพัดลมช่วยระบายความร้อน

ซื้อรถเงินสดหรือผ่อนดีกว่ากัน? แบบไหนตอบโจทย์คุณมากกว่า

ซื้อรถเงินสดหรือซื้อรถเงินผ่อนแบบไหนดีกว่ากัน คงเป็นคำถามสำหรับคนที่กำลังอยากจะซื้อรถสักคันสงสัยและตัดสินใจกันอยู่ ซึ่งการมีรถสักคันไม่ว่าจะเงินผ่อนหรือเงินสดมักมีค่าใช้จ่ายที่แฝงอยู่ด้วย นอกจากค่ารถแล้ว ยังมีค่าแก๊ส ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา ค่าประกันรถยนต์ พรบ. และภาษีรถยนต์ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อย่าง ค่าล้างรถ ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องพิจจารณาร่วมกันไปด้วย ซื้อรถเงินสดหรือผ่อนดีกว่ากัน? แบบไหนเหมาะกับใคร อ่านด้านล่างนี้เลย

ข้อดีและข้อเสียของการซื้อรถเงินผ่อน

ข้อดี

  • สามารถผ่อนรถได้แม้ว่าจะมีเงินก้อนเล็ก แนะนำให้มองหา “การผ่อนชำระด้วยโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0%” เพราะถือเป็นโอกาสทองของคนที่อยากผ่อน
  • ได้รับ “สิทธิพิเศษ” จากธนาคารและสินค้าในเครือ เช่น บริการดูแลรักษารถยนต์ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ
  • แบ่งจ่ายได้หลายงวด เลือกตามกำลังทรัพย์ของตัวเองได้เลย
  • กรณีที่คุณ “เครดิตดี” ไม่ติดแบล็กลิสต์หรือเครดิตบูโร จะช่วยเบิกทางให้การกู้ผ่อนสินค้าในอนาคตทำง่ายยิ่งขึ้น

ข้อเสีย

  • ต้องบริหารเงินในแต่ละเดือนให้ดี เพราะมีค่าใช้จ่ายในเรื่องบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
  • ต้องเสียดอกเบี้ยในการผ่อนชำระรถยนต์ และต้องมีเงินดาวน์รถขั้นต่ำตามที่กำหนด ยิ่งดาวน์มาก ดอกเบี้ยยิ่งลดลง
  • มีขั้นตอนการซื้อรถเงินผ่อนที่ยุ่งยาก อย่างการยื่นเอกสารขอสินเชื่อรถยนต์ เป็นต้น
  • หากผิดนัดชำระอาจทำให้เสียเครดิตได้ และแน่นอนว่าจะส่งปัญหาในการกู้ซื้อในอนาคต
  • มีฐานะแค่เพียงผู้เช่าซื้อ ไปจนกว่าจะผ่อนชำระค่างวดครบทุกบาททุกสตางค์ และกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เสียชีวิต ผู้รับมรดกจะต้องรับภาระในการผ่อนต่อ
  • ต้องรอโปรโมชั่นดี ๆ เพื่อให้ได้รับส่วนลดและของแถมเพื่อความคุ้มค่ามากที่สุด

ซื้อรถเงินผ่อนเหมาะกับใคร?

ซื้อรถเงินผ่อนเหมาะสำหรับคนที่มีเงินก้อนไม่มากและไม่อยากรอจนเก็บเงินจนครบ หรือเป็นเงินร้อนหรือเงินหมุนเวียนในครอบครัว แบบนี้การผ่อนจะช่วยลดภาระมากกว่า ในทางกลับกัน ก็จะต้องเป็นคนที่บริหารเงินเก่งในแต่ละเดือน มีค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน และ ค่าใช้จ่ายอื่น ที่แฝงมากับการผ่อนรถสักคัน อย่างไรก็ตามการจะซื้อรถสักคัน ควรคำนวณค่าใช้จ่ายรถยนต์ ที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละเดือน เพื่อไม่ให้เป็นภาระที่หนักจนเกินไปและเราสามารถผ่อนจนปลดหนี้ได้

ข้อดีและข้อเสียของการซื้อรถเงินสด

ข้อดี

  • สามารถซื้อรถได้เลย ไม่ต้องรอช่วงโปรโมชั่น
  • จ่ายทีเดียวจบ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องดอกเบี้ย หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ตามมา จ่ายแค่ค่าประกันภัยรถยนต์และค่าอุปกรณ์เสริมนิด ๆ หน่อย ๆ เช่น ชุดแต่งภายนอก-ภายใน ฟิล์มกรองแสง เป็นต้น
  • ได้รถราคาถูกกว่าเพราะไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย
  • ไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ระยะยาว ลดปัญหาทางการเงินได้เป็นอย่างดี
  • ไม่ต้องคำนวณเรื่องระยะเวลาในการผ่อน หรือกรณีที่มีปัญหาต้องจ่ายเงินล่าช้า
  • ขั้นตอนการซื้อรถเงินสดจะยุ่งยากน้อยกว่า แล้วซื้อรถเงินสด ทําอย่างไร? คุณสามารถเข้าไปเลือกรถในโชว์รูม เตรียมบัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน และเงินสด โอนผ่านธนาคาร หรือจ่ายผ่านแคชเชียร์เช็ค ก็เป็นที่นิยมในปัจจุบัน
  • ยิ่งจ่ายเต็มมากเท่าไหร่ ยิ่งได้รับส่วนลดหรือของแถมเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ข้อเสีย

  • ไม่ได้รับสิทธิพิเศษจากธนาคารและสินค้าต่าง ๆ ในเครือ
  • ต้องอาศัย “ความอดทน” ในการเก็บเงินให้ครบตามจำนวนที่ต้องการ แถมยังใช้เวลาค่อนข้างนาน (ขึ้นอยู่กับสภาพการเงินของแต่ละคน)
  • ไม่มีการบันทึกในเครดิตบูโร หากต้องการกู้ซื้อสิ่งต่าง ๆ ในอนาคต อาจต้องยื่นเอกสารยืนยันสถานะทางการเงิน เว้นแต่มีรายได้ประจำและไม่มีเหตุผลที่ต้องผ่อนอะไร ในส่วนนี้จะไม่ถือว่าเป็นข้อเสีย

ซื้อรถเงินสดเหมาะกับใคร?

ซื้อรถเงินสดดีไหม? การซื้อรถยนต์ด้วยเงินสด คือ การนำเงินก้อนมาซื้อในคราวเดียว ไม่มีดาวน์ ไม่มีผ่อน และไม่มีดอกเบี้ย จึงเหมาะสำหรับคนที่มีการวางแผนการเงิน เพราะต้องมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง และจะต้องไม่ใช่เงินร้อน หรือเงินที่ใช้สำหรับหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน และเงินที่สำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมาในอนาคต และยังเหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการพบเจอกับความยุ่งยากในการเตรียมเอกสารด้วย

การซื้อรถยนต์ด้วยเงินสด เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากหลายคนไม่ต้องการเสียเงินก้อน ด้วยปัจจัยและเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป ทำให้หลายคนเลือกที่จะซื้อแบบเงินผ่อนมากกว่า

การโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของ คืออะไร?

การโอนรถ เป็นการเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถยนต์คนเดิมมาเป็นชื่อเจ้าของใหม่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในกรณีที่ต้องการซื้อ-ขายรถยนต์ การส่งต่อรถยนต์ เช่น การส่งต่อรถยนต์ให้คนในครอบครัว บุคคลใกล้ชิด หรืออื่น ๆ  การดำเนินการมีความสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะการดำเนินคดีในทางกฎหมาย กรณีที่ขายรถยนต์ให้กับเจ้าของใหม่หรือมีการส่งต่อรถยนต์เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้มีการโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของ เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่เป็นฝ่ายผิด หรือเกี่ยวข้องกับการใช้งานในเชิงที่ผิดกฎหมาย คนที่ถูกดำเนินคดีคือตัวเจ้าของรถเอง

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะตัดสินใจซื้อ-ขาย หรือส่งต่อรถยนต์ให้ใครก็ตาม เมื่อตกลงรายละเอียดกันเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้โอนรถเป็นชื่อของผู้ซื้อให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันปัญหาอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต 

โอนกรรมสิทธิ์รถมีกี่แบบ โอนยังไงได้บ้าง?

การโอนรถยนต์หรือโอนกรรมสิทธิ์ สามารถเลือกได้ 2 แบบ คือ โอนตรงและโอนลอย โดยมีขั้นตอนการดำเนินการที่แตกต่างกันดังนี้

1. การโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของแบบ “โอนตรง”

การโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของแบบโอนตรง สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการที่เจ้าของเก่าและเจ้าของใหม่เดินทางไปติดต่อทำเรื่องขอโอนรถกับนายทะเบียนที่สำนักงานขนส่ง ประเด็นสำคัญคือรถยนต์คันที่ต้องการโอนเปลี่ยนเจ้าของจะต้องมีสภาพตรงกับข้อมูลในใบคู่มือจดทะเบียนรถ

กรณีที่ข้อมูลไม่ตรง จำเป็นจะต้องกลับไปทำการแก้ไขข้อมูลเพิ่มเติมให้ตรงกับสภาพจริงก่อน เว้นแต่กรณีที่ต้องการโอนเปลี่ยนเจ้าของจากผู้ให้เช่าไปยังผู้เช่าซื้อ เป็นผู้ครอบครองรถตามรายการจดทะเบียน พูดง่าย ๆ ว่าไม่จำเป็นต้องนำรถไปตรวจสภาพก่อน

2. การโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของแบบ “โอนลอย”

การโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของ โอนลอย เป็นการโอนรถโดยเจ้าของเดิม (ผู้ขายรถ) ทำการมอบเอกสารให้กับเจ้าของคนใหม่ (ผู้ซื้อ) ไปดำเนินการเองหลังจากจบการซื้อ-ขาย  ผู้ขายจะต้องทำการเซ็นชื่อกำกับไว้ที่เอกสารให้ครบ การโอนลอยรถถือเป็นการโอนรถที่ได้รับ

ความนิยมมากโดยเฉพาะในแวดวงเต็นท์รถมือสอง เนื่องจากช่วยให้ประหยัดเวลาในการดำเนินการของผู้ขาย 

แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ เพราะการโอนแบบนี้มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากรถยนต์คันดังกล่าวไปทำเรื่องผิดกฎหมาย ในขณะที่ยังไม่ได้ดำเนินการโอนรถให้เสร็จเรียบร้อย เจ้าของเดิมจะต้องเป็นผู้รับผิดทางกฎหมายนั่นเอง

การโอนรถใช้เอกสารอะไรบ้าง?

อย่างที่บอกไปแล้วว่าการโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของ สามารถโอนให้กับบุคคลได้หลากหลาย ดังนั้นเอกสารที่จำเป็นต้องใช้จะมีความแตกต่างกันออกไป โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณี ดังนี้

เอกสารโอนรถแบบโอนตรง

  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถ หรือสมุดทะเบียนรถยนต์ฉบับจริง
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเจ้าของรถยนต์คนเก่า และเจ้าของรถยนต์คนใหม่
  • สัญญาการซื้อขาย ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี
  • แบบคำขอโอนและรับโอน ที่มีลายมือชื่อผู้โอนเจ้าของรถเก่า และผู้รับโอนเจ้าของรถใหม่เรียบร้อยแล้ว

เอกสารการโอนรถให้ญาติหรือผู้รับมรดก

  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถหรือสมุดทะเบียนรถยนต์ฉบับจริง
  • แบบคำขอโอนและรับโอน ที่มีลายมือชื่อผู้โอนเจ้าของรถเก่า และผู้รับโอนเจ้าของรถใหม่เรียบร้อยแล้ว
  • สัญญาซื้อขาย ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี
  • สำเนาใบมรณบัตรเจ้าของรถ (กรณีเจ้าของเดิมเสียชีวิต) และคำสั่งศาลหรือพินัยกรรม พร้อมสำเนาที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของ
  • หนังสือมอบอำนาจ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ (ผู้ขายที่เป็นเจ้าของเดิม) และของผู้รับมอบอำนาจ (ผู้ซื้อที่เป็นเจ้าของใหม่)

เอกสารโอนรถแบบโอนลอย

  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถ หรือสมุดทะเบียนรถยนต์ฉบับจริง
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเจ้าของรถยนต์คนเก่า และเจ้าของรถยนต์คนใหม่
  • สัญญาการซื้อขาย ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี
  • แบบคำขอโอนและรับโอน ที่มีลายมือชื่อผู้โอนเจ้าของรถเก่า และผู้รับโอนเจ้าของรถใหม่เรียบร้อยแล้ว
  • หนังสือมอบอำนาจ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบ (ผู้ซื้อที่เป็นเจ้าของใหม่)

ขั้นตอนการโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของ ใช้เวลานานมั้ย?

สำหรับการโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของมีขั้นตอนการดำเนินการที่ง่ายมาก แถมยังใช้เวลาไม่นานอีกด้วย สามารถเลือกไปดำเนินการได้ที่สำนักงานขนส่ง ดังนี้

  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร หากรถยนต์คันที่ต้องการโอนเปลี่ยนเจ้าของมีทะเบียนที่กรุงเทพฯ หรืออยู่ที่กรุงเทพฯ สามารถเข้าไปดำเนินการที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครได้เลย
  • สำนักงานขนส่งจังหวัด หากตัวเจ้าของรถและรถยนต์อยู่ต่างจังหวัดที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ สามารถเลือกเข้าไปดำเนินการยังสำนักงานขนส่งประจำจังหวัดที่อาศัยได้เช่นกัน
  • สำนักงานขนส่งจังหวัด ที่มีระบุในคู่มือจดทะเบียนรถ หากมีความสะดวกในการเดินทาง สามารถเลือกดำเนินการที่สำนักงานขนส่งที่ระบุไว้ในใบคู่มือหรือที่มีการขอแจ้งใช้รถไว้ก็ได้ด้วยเช่นกัน
ขั้นตอนโอนกรรมสิทธิ์รถ
  1. เดินทางไปยังสำนักงานขนส่งที่สะดวก พร้อมกับนำรถยนต์ที่ต้องการโอนเปลี่ยนเจ้าของ เข้ารับการตรวจสภาพรถได้ที่สถานตรวจสภาพรถ หรืออาคารตรวจสภาพรถ ที่สำนักงานขนส่งนั้น ๆ
  2. ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการยื่นเรื่องโอนเปลี่ยนเจ้าของรถยนต์ พร้อมกับแนบเอกสารประกอบ และชำระค่าธรรมเนียม
  3. หลังจากดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอรับเอกสารใบคู่มือจดทะเบียนรถคืน พร้อมกับรับใบเสร็จรับเงิน เครื่องหมายการเสียภาษี และแผ่นป้ายทะเบียนรถ 

สำหรับระยะเวลาในการรอเล่มตามปกติแล้วจะใช้เวลา 15 วันทำการ หลังจากที่ทำการยื่นเรื่องโอนรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะต้องทำการแจ้งนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่โอน หากไม่ดำเนินการให้เสร็จสิ้นจะมีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท

ขั้นตอนการโอนประกันรถยนต์

หลังจากดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมโอนประกันรถยนต์เพื่อให้รถคันที่เปลี่ยนเจ้าของได้รับความคุ้มครองดังเดิม ซึ่งมีรูปแบบการโอน 2 กรณีคือ การโอนประกันรถยนต์แบบไม่ระบุผู้ขับขี่ และการโอนประกันรถยนต์แบบระบุผู้ขับขี่ โดยมีเอกสารที่จำเป็นต้องเตรียม ดังนี้

1. การโอนประกันรถยนต์ที่ไม่ระบุผู้ขับขี่

กรณีประกันรถยนต์ที่เจ้าของรถคนเดิมทำเอาไว้แล้วไม่ได้ระบุชื่อคนขับ ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยชั้นไหนก็ตาม เจ้าของใหม่สามารถใช้กรมธรรม์นั้นต่อได้เลย รวมถึงยังจะได้รับความคุ้มครองจนกว่าประกันจะหมดอายุ แต่ถึงอย่างนั้นควรแจ้งเปลี่ยนกับทางบริษัทประกันให้เรียบร้อย พร้อมกับเตรียมเอกสารดังนี้

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเจ้าของเดิม ที่มีการเซ็นยินยอมให้โอนประกันภัยแก่เจ้าของคนใหม่
  • ใบซื้อ-ขายที่เป็นหลักฐานการซื้อ-ขายรถยนต์ เพื่อแจ้งเปลี่ยนชื่อผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของใหม่

2. การโอนประกันรถยนต์ที่ระบุผู้ขับขี่

กรณีที่เป็นประกันรถยนต์แบบระบุผู้ขับขี่ จะต้องมีการแจ้งเปลี่ยนชื่อผู้ขับขี่ เพื่อให้บริษัทประกันปรับปรุงอัตราค่าเบี้ยประกันตามคุณสมบัติของเจ้าของรถคนใหม่ หากไม่ดำเนินการแจ้งเปลี่ยนให้เรียบร้อย เมื่อเกิดอุบัติเหตุเป็นฝ่ายผิด ผู้ที่เป็นเจ้าของกรมธรรม์เดิมจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง ซึ่งจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่ใช่ความผิดของตนทันที

 โดยการโอนประกันรถยนต์รูปแบบนี้ จะต้องเตรียมเอกสารดังนี้

  • เอกสารยินยอมการโอนชื่อผู้รับผลประโยชน์ ที่เจ้าของกรมธรรม์ (ผู้ขาย) จะต้องยื่นขอกับบริษัทประกัน
  • ใบซื้อ-ขายที่เป็นหลักฐานการซื้อ-ขายรถยนต์ เพื่อแจ้งเปลี่ยนชื่อผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของใหม่ และขอให้ถอดชื่อเจ้าของเดิมในกรมธรรม์ออก

ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดและขั้นตอนการโอนรถ เปลี่ยนเจ้าของ ที่เรานำมาบอกต่อคุณอย่างละเอียดยิบ บอกเลยว่าเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังต้องการซื้อ-ขายรถ หรือส่งต่อรถยนต์อย่างแน่นอน

8 อันดับ ยี่ห้อรถหรูในไทย ปี 2023

1. Ferrari Thailand

เบอร์หนึ่งในใจของใครหลายคน กับค่ายรถเจ้าของสัญลักษณ์และฉายา “ม้าลำพอง” กับแบรนด์เฟอรารี่ที่ในตอนนี้มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยอยู่ภายใต้การดูแลและการจัดการในเครือตระกูล “อยู่วิทยา” ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย 

สำหรับการจำหน่ายรวมไปถึงการซ่อมบำรุง ดูแลรักษา ภายใต้ชื่อ “คาวาลลิโน มอเตอร์” ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก Ferrari S.p.A และ Ferrari APAC ให้นักขับชาวไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าของเฟอรารี่ที่มีความโดดเด่นที่สุดในการออกแบบ ชิ้นส่วนทุกอย่างถูกสร้างและขึ้นรูปด้วยมือ เรียกว่าแต่ละคันจะผ่านการพิถีพิถันในการสร้างสรรค์อย่างสุด ๆ จึงถือได้ว่าเป็นค่ายรถในฝันของใครหลายคน โดยรถที่ถือเป็นไอคอนเด่นของปี 2023 ในเวลานี้ได้แก่ Ferrari SF90 Spider ที่มีราคาสูงถึง 49 ล้านบาทกันเลยทีเดียว

2. Lamborghini Thailand

อีกหนึ่งค่ายรถแบรนด์ซุปเปอร์คาร์จากอิตาลีอีกหนึ่งแบรนด์ที่ถือเป็นคู่แข่งโดยตรงของม้าลำพองเฟอรารี่นั่นก็คือ Lamborghini ที่ได้เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายใต้การจัดการดูแลของบริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ โดยการบริหารจัดการของ “อภิชาติ ลีนุตพงษ์” ซึ่งพลพรรคเหล่านักขับบิ๊กไบค์ต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีว่า เขาคือตัวแทนผู้นำเข้ารถจักรยานยนต์ดูคาติ

โดยความพิเศษของรถแลมโบกินี่คือพลังเครื่องที่แรงจัด พร้อมกับการออกแบบตัวถังที่ขึ้นรูปทำกันทีละคัน เรียกว่าเป็นความเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลในรถแต่ละคันที่ถูกผลิตออกมา สำหรับสนนราคาของกระทิงดุแดนมักกะโรนีที่อยู่ในการจับจองของเหล่านักสะสมรถชาวไทยได้แก่ Lamborghini Huracán Tecnica ที่พร้อมเปิดตัวในราคาเริ่มต้น 22.98 ล้านบาท 

3. McLaren Thailand

สำหรับแฟน ๆ ที่ชื่นชอบการแข่งขันรถสูตรหนึ่งหรือ Formula 1 ต้องไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ McLaren กับเรื่องราวของการขับเคี่ยวเพื่อตำแหน่งแชมป์โลกระหว่างแมคลาเรนและเฟอรารี่ ที่กลายเป็นตำนานให้มีการพูดถึงกันอยู่เสมอ ถึงตอนนี้ได้เวลาที่แฟน ๆ รถสปอร์ตกระเป๋าหนักในไทยจะได้เป็นเจ้าของรถที่ถูกผลิตด้วยเทคโนโลยีจากสนามแข่งขันแล้วกับ McLaren Thailand   

ความพิเศษของรถ McLaren คือการออกแบบรถให้เหมาะกับหลักการพลศาสตร์ ดังนั้นรถของค่ายนี้จึงเน้นไปยังความโค้งมนไม่ต้านลม สามารถทำความเร็วได้อย่างยอดเยี่ยม โดยรถรุ่นที่โดดเด่นสำหรับนำเสนอให้กับนักขับชาวไทยได้แก่ McLaren 765 LT ซึ่งมีราคาค่าตัวสูงถึง 56 ล้านบาท แต่ถึงกระนั้นเพื่อเอาใจนักขับรุ่นใหม่ ทางค่ายได้ผลิตรถสปอร์ตราคาย่อมเยาลงมาอย่าง McLaren Artura ในราคา 16 ล้านบาทเป็นตัวเลือกด้วย ถูกใจรุ่นไหนก็หอบเงินไปเป็นเจ้าของกันได้สำหรับแบรนด์นี้ 

4. Aston Martin Thailand

ภาพลักษณ์รถหรูคู่ความอัจฉริยะที่มาพร้อมกับภาพจำของรถประจำตัวเจมส์ บอนด์ สายลับจากภาพยนตร์ระดับโลกคือมนต์เสน่ห์ที่ใคร ๆ ต่างอยากเป็นส่วนหนึ่งในความล้ำสมัยในรูปแบบนั้น และ Aston Martin พร้อมตอบโจทย์ให้กับคุณได้ ตอนนี้ในไทยได้ขยายฐานการจำหน่ายมาให้กับลูกค้าในประเทศไทยด้วยกำลังซื้อที่น่าจับตามองในงานมอเตอร์โชว์ ทำให้แอสตัน มาร์ตินพร้อมนำเสนอโมเดลรถรุ่นใหม่ที่น่าสนใจจากทางค่ายมามอบให้กับนักขับชาวไทยสัมผัสแล้ว 

โดยเน้นการออกแบบในรูปทรงสปอร์ตที่มีขนาดกะทัดรัด แต่เต็มไปด้วย “พลัง” การขับเคลื่อนชั้นสูง มากไปกว่านั้นคือความหรูหราแบบขั้นสุดที่แบรนด์ไหนก็เทียบได้ยาก โดยทางค่ายยังเลือกผลิตรถในรูปแบบ SUV มาให้พิจารณาเป็นตัวเลือกอีกด้วย รุ่นที่ได้รับความสนใจจากนักขับชาวไทยได้แก่ Aston Martin Vantage V8 ที่สนนราคากะทัดรัดเพียงแค่ 17 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนใครที่ชอบความอเนกประสงค์ในรูปแบบของ SUV ต้องไม่พลาดกับรุ่นนี้ Aston Martin DBX V8 Turbo ด้วยราคาค่าตัว 19 ล้านบาท

5. Mercedes-Benz Thailand

ค่ายรถหรูระดับตำนานที่ยังคงครองใจนักขับชาวไทยอยู่เสมอมาจาก “เมืองเบียร์” เยอรมนี กับการออกแบบรถหรูสำหรับผู้บริหารรวมไปถึงรถสปอร์ตที่ออกแบบมาอย่างงดงามทันสมัย  โดยความพิเศษของรถเบนซ์ Mercedes-Benz คือความแข็งแกร่ง บึกบึน ทนทายาด กับเรื่องราวของ “ ซื้อมาแล้วไม่ต้องกังวลเรื่องซ่อม” เพราะชิ้นส่วนทุกอย่างถูกออกแบบมาในระดับที่เรียกว่า “ดีที่สุดจากวัสดุที่สุดยอดที่สุด” ทำให้ทุกการขับขี่รถเบนซ์ในแต่ละรุ่นนั้นเต็มไปด้วยคุณลักษณะของความเป็นผู้นำ ความล้ำสมัย โดยในปี 2023 ทางค่ายได้ส่ง C220d Avantgarde รถสำหรับผู้บริหารในราคาเบา ๆ เพียง 2.73 ล้านบาทออกมาให้ได้จับจองกันแล้ว

6. BMW Thailand

อีกหนึ่งค่ายรถยักษ์ใหญ่จากประเทศเยอรมันที่ทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี BMW ที่เป็นอีกหนึ่งค่ายรถที่เน้นความโอ่อ่าตระการตา พร้อมกับความแข็งแกร่งทนทานด้านการใช้งาน และด้วยการออกแบบที่เน้นความทันสมัยและดูโฉบเฉี่ยวสะดุดตา ทำให้รถจากค่ายบีเอ็มดับเบิลยูยังคงได้รับการยอมรับในทุกรุ่นที่ถูกนำเสนอเข้ามาสู่ท้องตลาด ในเวลานี้โมเดลสำคัญของทางค่ายได้แก่ BMW XM ที่เน้นโครงสร้างที่ใหญ่โต โอ่อ่า ดูหรูหราเหนือระดับกับราคา 14.89 ล้านบาท 

7. Audi Thailand

ค่ายรถที่เรียกตัวเองว่า “ผู้ผลิตยนตรกรรมแห่งอนาคต” แม้ว่าจะไม่ค่อยเห็นนักขับรถหรูชาวไทยเลือกรถรุ่นนี้มาใช้งานกันมากนัก แต่ด้วยค่านิยมของเศรษฐีระดับไฮเอนด์ที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาต่างเลือกรถรุ่นนี้กันมากยิ่งขึ้น ด้วยความใส่ใจในการผลิตในทุกขั้นตอนทำให้รถจากค่ายออดี้ได้รับเลือกให้เป็นรถประจำตัวกันเพิ่มมากขึ้น โดยรถไอคอนประจำปี 2023 ได้แก่ The new Audi e-tron GT ที่มาจับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า มาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่เน้นความทันสมัยทั้งภายนอกและภายใน โดยสนนราคาค่าตัวที่ 6.39-6.79 ล้านบาทเท่านั้น

8. Porsche Thailand

สุดท้ายกับค่ายรถแบรนด์หรูในตำนานที่ทุกคนต่างอยากเป็นเจ้าของ กับค่ายรถพอร์ชหรือปอร์เช่ กับการออกแบบทางโครงสร้างที่มีความทันสมัยล้ำหน้ากว่าใครอยู่เสมอ ทำให้รถจากค่าย Porsche ได้รับการหมายตามองกันอยู่ตลอดเวลาเมื่อวิ่งอยู่บนท้องถนน เรียกว่าใบจองมีมาเมื่อไหร่ก็หมดไปด้วยความรวดเร็ว ในปี 2023 ที่ออกแบบรถเพื่อตอบสนองความหลากหลาย ทั้งรถสปอร์ตไฮเอนด์ รถเปิดประทุนแบบ coupe  แม้กระทั่งรถเก๋งแนวซิตี้คาร์ก็มีให้เลือก โดยรถที่ถือเป็นเรือธงของค่ายในเวลานี้ได้แก่ Porsche 911 กับราคาสุดพิเศษ 10.99 ล้านบาท

5 ขั้นตอนต่อภาษีรถยนต์ ทำง่าย ออนไลน์-ใกล้บ้าน อัปเดต ปี 2566

ภาษีรถยนต์ เป็นเรื่องที่เจ้าของรถทุกคนต้องให้ความสำคัญอย่างมากในการถือครองเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของรถ สำหรับการต่อภาษีรถยนต์ประจำปี มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน เพียงแต่ต้องหมั่นตรวจเช็คภาษีรถยนต์ ทั้งในส่วนของวันเวลาหมดอายุ ขั้นตอนการเดินเรื่อง เพราะการนำรถที่ไม่ได้ต่อภาษีหรือหมดอายุแล้วออกไปใช้งานตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกจะถือว่า “เป็นรถที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้” เพราะถือว่าผิดกฎหมายจะต้องถูกปรับตามขั้นตอนกระบวนการที่เกิดขึ้น ดังนั้นในแต่ละปีเจ้าของรถควรทำการบันทึกหรือตรวจสอบภาษีรถยนต์ของตนเองอยู่เสมอว่า ถึงเวลาที่จะต่อภาษีใหม่แล้วหรือยัง

วันนี้รู้ใจแชร์ทริคและขั้นตอนการต่อภาษีรถยนต์ ต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์ได้มั้ย? ต้องเตรียมตัวเตรียมเอกสารอะไร? ต้องตรวจสภาพรถมั้ย? เป็นทริคที่ไม่ว่าจะมือใหม่หัดขับและเจ้าของรถทุกคนควรรู้ ด้านล่างนี้เลย

ทำไมต้องจ่ายภาษีรถ?

ภาษีรถยนต์ คือ การจ่ายภาษีสำหรับรถยนต์ของคุณเพื่อการใช้งานบนท้องถนน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้จากภาษีรถที่เจ้าของรถจ่ายไปนั้นนำมาบำรุงถนน ทั้งการสร้างถนนใหม่ ซ่อมแซม ปรับปรุง รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้มีความพร้อมสำหรับการใช้งานอยู่เสมอ และอีกหนึ่งเหตุผลคือ ป้องกันรถผิดกฎหมายเข้ามาในระบบ เช่น รถที่ถูกโจรกรรมมา เป็นต้น โดยการต่อภาษีจะต้องมีการระบุชื่อของเจ้าของรถเอาไว้เพื่อการตรวจสอบและใช้งานอย่างถูกต้อง  

เรื่องควรรู้ก่อนต่อภาษีรถยนต์ในแต่ละครั้ง

การต่อภาษีรถยนต์ในแต่ละรอบที่เจ้าของรถต้องใส่ใจและหมั่นตรวจสอบวงรอบการต่อภาษีในแต่ละครั้งเพื่อให้เจ้าของรถสามารถนำรถไปต่อภาษีได้ตามช่วงเวลา ไม่เกิดความผิดพลาดใด ๆ จึงขอแนะนำขั้นตอนการต่อภาษีแบบง่าย ๆ อ่านครั้งเดียวจบ ดังต่อไปนี้

1. ตรวจสอบเวลาภาษีหมดอายุ

สามารถตรวจสอบเวลาหมดอายุของภาษีรถยนต์ของคุณได้จากแผ่นป้ายรูปสี่เหลี่ยมที่ได้มาหลังจากต่อภาษีในแต่ละครั้ง โดยจะมีการระบุการใช้งานและวันหมดอายุเอาไว้ซึ่งมีระยะเวลา 1 ปี นับจากการต่ออายุ

2. เผื่อระยะเวลาสำหรับการต่อภาษี

เจ้าของรถสามารถนำรถมาต่อภาษีได้ก่อน 90 วันที่ป้ายภาษีจะหมดอายุ เพื่อให้เจ้าของรถสามารถจัดการทุนทรัพย์และเวลาได้ทันท่วงทีก่อนที่ภาษีรถจะหมด

3. เตรียมเอกสารสำคัญก่อนต่อภาษี

การต่อภาษีรถยนต์ เอกสารที่ต้องเตรียมเอาไว้คือสมุดประจำรถ ซึ่งจะใช้เป็นตัวจริงหรือตัวสำเนาก็ได้ พร้อมทั้งหลักฐานการทำประกันภัยที่กฎหมายได้บังคับเอาไว้หรือ พ.ร.บ. รถยนต์นั่นเอง และเอกสารสำหรับการตรวจสภาพรถยนต์ในกรณีที่รถยนต์ที่ใช้อยู่นั้นมีอายุ 7 ปีขึ้นไป หรือรถมีการดัดแปลงสภาพจะต้องมีเอกสารฉบับนี้แนบไปทุกครั้งในการต่อภาษีรถยนต์ด้วย

4. ต่อภาษีรถยนต์ ที่ไหนดี?

ในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ สามารถเลือกใช้บริการได้ตามความสะดวกและความเหมาะสมของเจ้าของรถ ดังนี้

  • สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นรถป้ายทะเบียนของจังหวัดนั้นก็สามารถยื่นเรื่องขอจ่ายภาษีได้
  • ที่ทำการไปรษณีย์
  • เคาน์เตอร์เซอร์วิสทั่วประเทศ
  • การต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์
  • ห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ชอปให้พอแล้วต่อภาษี” (Shop Thru For Tax)
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.)
  • จุดบริการเลื่อนล้อต่อภาษีรถยนต์ (Drive Thru For Tax)
  • จุดให้บริการตรวจสอบสภาพรถยนต์และต่อภาษีรถยนต์ โดยจะมีค่าบริการอยู่ที่ 200-300 บาท ต่อคัน

5. อัตราค่าบริการสำหรับการต่อภาษี

สำหรับอัตราค่าบริการในการต่อภาษีรถยนต์นั้นจะคำนวณจากที่นั่งรถ และขนาดของกำลังเครื่องยนต์เป็นหลัก โดยข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกได้ระบุอัตราการจ่ายภาษีไว้สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเอาไว้ดังต่อไปนี้

  • เครื่องยนต์ขนาด 1-600 ซีซี – คิดอัตราภาษี ซีซี ละ 50 สตางค์
  • เครื่องยนต์ขนาด 601-1,800 ซีซี – คิดอัตราภาษี ซีซี ละ 1.50 บาท
  • เครื่องยนต์ขนาด 1,801 ซีซี ขึ้นไป – คิดอัตราภาษี ซีซี ละ 4 บาท

นอกจากนั้น สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานมาหลายปีแล้ว หากต้องการต่อภาษีรถ ทางกรมการขนส่งทางบกได้ออกระเบียบการมอบส่วนลดให้สำหรับการต่อภาษีให้อีกด้วย โดยมีรูปแบบของส่วนลดต่าง ๆ ดังนี้

  • อายุการรถยนต์เกิน 6 ปี รับส่วนลดค่าภาษี 10%
  • อายุการรถยนต์เกิน 7 ปี รับส่วนลดค่าภาษี 20%
  • อายุการรถยนต์เกิน 8 ปี รับส่วนลดค่าภาษี 30%
  • อายุการรถยนต์เกิน 9 ปี รับส่วนลดค่าภาษี 40%
  • อายุการรถยนต์เกิน 10 ปีขึ้นไป รับส่วนลดค่าภาษี 50% 

แต่ถ้าหากเป็นรถยนต์ประเภทอื่น เช่น รถกระบะสำหรับการขนส่งสินค้า หรือรถโดยสารประจำทาง รถยนต์ที่ใช้ในการรับส่งผู้โดยสาร จะต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดเอาไว้ 

7 เทคนิคขับรถตอนฝนตกอย่างปลอดภัย

ช่วงฤดูฝนถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องมีความระมัดระวังในการขับรถเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นทัศนวิสัยการมองเห็น ยิ่งฝนตกถนนลื่น ความลำบากในการควบคุมรถยิ่งมากขึ้น สถานการณ์โลกร้อนในปัจจุบันที่ทำให้ฝนตกหนักมาก มาพร้อมกับสายลมที่รุนแรงฝนที่โหมกระหน่ำหนัก รวมถึงอาจมีน้ำท่วมอีกด้วย ถ้าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ระหว่างขับรถเราจะต้องทำยังไง โดยเฉพาะมือใหม่หัดขับรถยนต์ควรต้องระวังและใส่ใจมาก เพราะยังมีประสบการณ์และเทคนิคการขับรถน้อย รู้ใจขอพาทุกคนมาเตรียมความพร้อมและเทคนิคการขับรถตอนฝนตกอย่างถูกวิธีที่จะทำให้การเดินทางของคุณในทุกเส้นทางเต็มไปด้วยการขับขี่ปลอดภัย เพื่อให้คุณสามารถขับรถหน้าฝนได้อย่างมีสติอีกด้วย อะไรบ้างที่ทุกคนต้องรู้ ไปดูเลย 

1. ความพร้อมของรถ

สิ่งแรกที่จะทำให้การขับรถในช่วงฤดูฝนเกิดความปลอดภัยอย่างสูงที่สุด คือการเตรียมรถของคุณให้พร้อมนั่นเอง ทั้งระบบยาง ระบบเบรครถยนต์ ระบบไฟส่องสว่าง รวมถึงยางปัดน้ำฝน อุปกรณ์เล็ก ๆ แต่มีผลต่อทัศนวิสัยการมองเห็นของคุณ 

ดังนั้นก่อนเข้าสู่หน้าฝนแต่ละปี เจ้าของรถควรพารถเข้าเช็คสภาพรถว่ามีอุปกรณ์ส่วนใดชำรุดเสียหายหรือมีสภาพไม่สมบูรณ์ไม่พร้อมต่อการใช้งาน ควรทำการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เหล่านั้นในทันทีเพื่อการขับขี่ปลอดภัย อย่าปล่อยให้เข้าถึงหน้าฝนก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน เพราะบางครั้งมันหมายถึงการพารถที่ไม่มีความพร้อมเข้าไปสู่สถานการณ์อันตรายได้นั่นเอง โดยเฉพาะมือใหม่หัดขับรถยนต์ที่ยังมีประสบการณ์และเทคนิคการควบคุมน้อยอาจเกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุได้

2. ตรวจสอบเส้นทางก่อนเดินทาง

ก่อนการเดินทางในช่วงฤดูฝน หากเป็นไปได้ควรทำการตรวจสอบเส้นทางก่อนการเดินทางในแต่ละครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมอยู่บ่อย ๆ ว่ามีการจราจรติดขัดในบริเวณนั้นมั้ยหรือกำลังมีฝนตั้งเค้าเข้ามาในพื้นที่หรือเปล่า การติดตามข้อมูลต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดจะทำให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมให้คุณไม่ต้องเสี่ยงขับรถลุยน้ำเมื่อตกหนักมากได้

3. ลดความเร็ว

สิ่งแรกที่นักขับรถทุกคนควรทำตอนขับรถท่ามกลางสายฝนคือการลดความเร็วในการเดินทางของคุณลงมา เพราะเมื่อฝนตกในแต่ละครั้งไม่ว่าจะหนักหรือเบามีผลต่อการควบคุมและบังคับรถทั้งสิ้น โดยปกติแล้วความเร็วเดินทางที่ปลอดภัยตอนฝนตกควรอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะเป็นความเร็วที่สามารถควบคุมรถได้ง่าย

4. ห้ามลืมเปิดไฟหน้าหรือไฟส่องสว่าง

ไม่ว่าในจะตกหนักหรือเบาควรเปิดไฟหน้าและไฟท้ายให้สว่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น รวมไปถึงเป็นการแจ้งตำแหน่งรถของตัวเองให้กับทุกคนได้ทราบอีกด้วย

5. หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีต้นไม้ใหญ่

หากคุณสามารถเลือกเส้นทางได้ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถในพื้นที่ที่มีต้นไม้หนาแน่นเพราะมีโอกาสที่กิ่งไม้จะหักตกลงมาใส่รถของคุณจนเกิดความเสียหายร้ายแรงได้ แต่หากไม่มีทางเลือกจริง ๆ จำเป็นต้องใช้เส้นทางที่มีต้นไม้เยอะ การเลือกหยุดรถรอจนกว่าฝนจะซาแล้วค่อยเดินทางต่อไปก็จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยมากกว่า

6. จอดรถเมื่อฝนตกหนักมากจนมองไม่เห็นทาง

แต่หากฝนตกหนักมากจนการเปิดไฟหน้ารถไม่ช่วยให้คุณมองเห็นทางได้อย่างชัดเจน ควรจอดรถเพื่อความปลอดภัย ยิ่งในปัจจุบันมีทั้งจุดพักรถ ปั๊มน้ำมัน จุดจอดรถของหน่วยงานราชการอยู่เป็นจำนวนมากสามารถจอดรถหยุดพักได้ ที่สำคัญไม่ควรจอดรถไว้ริมถนนหรือพื้นที่น้ำหลาก เพราะอาจเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันตามมาได้อีกด้วย 

7. ตรวจสอบอุปกรณ์รถยนต์

เมื่อถึงที่หมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การตรวจสอบอุปกรณ์ทุกอย่างให้มีความพร้อมต่อการใช้งานเป็นสิ่งที่จำเป็น  โดยเฉพาะระบบเบรกกับระบบไฟว่ายังคงทำงานได้ดีอยู่มั้ย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมต่อการเดินทางครั้งต่อไปนั่นเอง

ทำไมบริษัทประกันภัยต้องมอบส่วนลดประวัติดีให้ลูกค้า?

การมอบส่วนลดประวัติดีให้กับลูกค้าที่ “ขับดีไม่มีเคลม” ไม่มีปัญหาการเฉี่ยวชน บริษัทประกันภัยเล็งเห็นแล้วว่าเจ้าของรถมีความเสี่ยงน้อยที่จะสร้างการใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในปีนั้น ๆ จึงสามารถนำมาเป็นส่วนลดให้ในปีถัดไป อีกทั้งความทันสมัยในการบันทึกข้อมูลในตอนนี้ แทบจะรู้ในทันทีเลยว่าเจ้าของรถมีประวัติการขับขี่ยังไง หากประวัติการขับขี่ของคุณไม่มีอุบัติเหตุบนท้องถนนหรือมีโดยที่คุณไม่ได้เป็นฝ่ายผิด สิ่งนี้จะสร้างความไว้วางใจให้กับบริษัทประกันภัยที่จะมอบส่วนลดเพิ่มเติมให้อีกในปีถัดไป 

อยากได้ส่วนลดประวัติดี ต้องทำยังไง?

วิธีที่คุณจะเป็นผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ส่วนลดประวัติดีง่าย ๆ คือ ต้องไม่มีการเคลม ยิ่งไม่เคลมนานเท่าไหร่ ส่วนลดประวัติดีก็จะยิ่งมากขึ้น และถ้าคุณปฏิบัติตามข้อแนะนำเหล่านี้ที่เรานำมาฝาก โอกาสที่คุณจะได้รับส่วนลดประวัติดีมีมากขึ้นแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น 

1. พฤติกรรมการขับรถ

สิ่งสำคัญที่สุดที่สามารถพิจารณาได้ว่าคุณคือผู้ถูกเลือกสำหรับการรับส่วนลดประวัติดี นั่นคือ วิธีการขับรถของคุณเองนั้นเป็นยังไง เรื่องนี้ไม่ต้องให้ใครบอกก็สามารถรู้ได้ด้วยตัวของคุณเอง หากคุณคือ ผู้ขับขี่ที่ปฏิบัติตามกฎจราจรทุกครั้ง มีความระมัดระวังในการขับขี่อยู่เสมอ เชื่อเหลือเกินว่า ยังไงคุณมีโอกาสได้รับส่วนลดนี้แน่นอน

2. ประสบการณ์ขับขี่

ประสบการณ์ด้านการขับขี่ก็เป็นสิ่งสำคัญ บางคนแม้ว่าจะขับรถระมัดระวังแค่ไหน แต่มีประสบการณ์การขับรถน้อยเกินไป การตัดสินใจในสภาวะที่คับขัน หรือในพื้นที่ที่เส้นทางจราจรมีขนาดเล็กอาจเลี่ยงโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุได้น้อย ประสบการณ์ในการขับขี่จึงถูกนำมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการมอบส่วนลดประวัติดี

3. หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุ

ทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ คือการไม่นำตัวเองเข้าไปในความเสี่ยง ซึ่งเป็นเรื่องที่ป้องกันคุณจากอุบัติเหตุได้ไม่มากก็น้อย เช่น ถ้าง่วงนอนไม่ต้องฝืนขับ เมาแล้วไม่ควรขับ หรือหากไม่ชำนาญในเส้นทางที่จะไป การขับรถในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น

ส่วนลดประวัติดีคำนวณยังไง?

สำหรับการมอบส่วนลด ประกันรถยนต์ประวัติดี หรือ No Claim Bonus โดยส่วนใหญ่แต่ละบริษัทประกันภัยจะมีเงื่อนไขกำหนดการพิจารณาที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ทุนที่ใช้สำหรับการเคลมประกันว่าใช้ไปแล้วมากน้อยแค่ไหน จำนวนครั้งในการเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน สิ่งเหล่านี้จะถูกนำพิจารณาเป็นส่วนลดในรูปแบบของ “ประวัติดี” เอาไว้ให้เจ้าของรถได้พิจารณาสำหรับการต่อประกันภัยใหม่ด้วย 

NCB จะมอบส่วนลดให้ในรูปแบบขั้นบันไดที่อาจมีความแตกต่างกันไปในส่วนของเปอร์เซ็นต์การลดแต่ก็จะไม่ค่อยหนีกันมาก ดังข้อมูลต่อไปนี้

  • ส่วนลดประวัติดี 20% ของเบี้ยประกันรถยนต์ในปีถัดไป เมื่อขับดีไม่มีการแจ้งเคลมในปีแรก
  • ส่วนลดประวัติดี 30% ของเบี้ยประกันรถยนต์ในปีถัดไป เมื่อขับดีไม่มีการแจ้งเคลม 2 ปี ติดต่อกัน
  • ส่วนลดประวัติดี 40% ของเบี้ยประกันรถยนต์ในปีถัดไป เมื่อขับดีไม่มีการแจ้งเคลม 3 ปี ติดต่อกัน
  • ส่วนลดประวัติดี 50% ของเบี้ยประกันรถยนต์ในปีถัดไป เมื่อขับดีไม่มีการแจ้งเคลม 4 ปี ติดต่อกัน

นั่นหมายความว่า หากคุณเป็น “ผู้ขับที่ดี” ไม่เคยพารถไปประสบอุบัติเหตุ เฉี่ยวชน จนเกิดความเสียหายจนต้องเคลม ในปีที่ 5 คุณจะได้รับส่วนลดในการทำประกันสูงสุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ของยอดเบี้ยประกันรถยนต์ที่ต้องจ่าย ซึ่งนับว่า “เป็นส่วนลดที่สูงมาก”

check-credit