เฉลิมชัย รถบ้าน

ที่สุดด้านคุณภาพและบริการ ต้องเฉลิมชัย รถบ้าน
โทร : 095-695-2897เปิดทำการทุกวัน
110/4 หมู่ 1 ต.หนองยาว อ.เมือง จ.สระบุรี

ข่าวสารยานยนต์

ใบขับขี่ มีกี่ประเภท ? และการต่อใบขับขี่ในสถานการณ์โควิด

ด้วยสถานการณ์โควิดระบาดต่อเนื่อง กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ผ่อนผันการบังคับใช้กฎหมาย โดยใบขับขี่ที่หมดอายุแล้ว ยังสามารถใช้ได้ถึง 30 มิถุนายน 2564 หรือจนกว่าจะมีประกาศเป็นอย่างอื่น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนและสำหรับผู้ต้องการต่ออายุใบขับขี่สามารถต่ออายุได้ล่วงหน้า 6 เดือนก่อนใบขับขี่หมดอายุ โดยเข้าอบรมออนไลน์ได้ที่ www.dlt-elearning.com และสามารถนำผลผ่านการอบรมออนไลน์ เพื่อเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกายและออกใบอนุญาตขับรถที่สำนักงานกรมขนส่งที่สะดวก

สำหรับผู้ขับขี่ทุกคน ก่อนที่จะสามารถนำรถมาใช้บนท้องถนน ไม่ว่าจะขับรถชนิดใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่จะต้องมีและเตรียมให้พร้อมก็คือ ใบอนุญาต

ขับรถหรือใบขับขี่ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 11 ชนิด ดังนี้
1. ใบอนุญาตขับรถชนิดชั่วคราว อายุ 1 ปี
   – ใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราว
   – ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อชั่วคราว
   – ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
2. ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล อายุ 5
3. ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล อายุ 5
4. ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ อายุ 3
5. ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ อายุ 3
6. ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล อายุ 5
7. ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ อายุ 3
8. ใบอนุญาตขับรถบดถนน อายุ 5
9. ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์ อายุ 5
10. ใบอนุญาตขับรถชนิดอื่นนอกจาก (1) ถึง (9) อายุ 5
11. ใบอนุญาตขับรถตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี (ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ) อายุ 1

โดยปัจจุบันใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพถูกยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงใบขับขี่แบบชั่วคราว และแบบ 5 ปี ซึ่งมีเอกสารและขั้นตอนในการต่อใบขับขี่ดังนี้

การต่ออายุใบขับขี่ จากชนิดชั่วคราว (2 ปี) เป็น 5 ปี มีเอกสารที่ต้องใช้ต่อใบขับขี่ปี 2564 ดังนี้ :
   – ใบขับขี่ชั่วคราวอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี
   – บัตรประชาชนฉบับจริง
   – ใบรับรองแพทย์แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่งมีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด แต่ต้องออกก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน

ขั้นตอนการต่อใบขับขี่ 
1. ตรวจสอบเอกสาร และออกคำขอ
2. ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ประกอบไปด้วย
   2.1 ทดสอบการมองเห็นสี ที่จำเป็นในการขับรถ
   2.2 ทดสอบสายตาทางลึก
   2.3 ทดสอบสายตาทางกว้าง
   2.4 ทดสอบปฏิกิริยาเท้าในการเหยียบเบรกหลังเห็นไฟสัญญาณ
3. ถ่ายรูปพิมพ์ใบขับขี่
4. ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใบขับขี่ 505 บาท


**หมายเหตุ: ผู้ขับขี่สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 60 วัน หรือ 2 เดือน หากขาดต่ออายุใบขับขี่ กรณีสิ้นอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี จะต้องสอบข้อเขียนใหม่ หากสิ้นอายุเกิน 3 ปี เพิ่มขั้นตอนการอบรม, ทดสอบข้อเขียน และทดสอบขับรถ

การต่ออายุใบขับขี่ จากชนิดชั่วคราว (2 ปี) เป็น 5 ปี มีเอกสารที่ต้องใช้ต่อใบขับขี่ปี 2564 ดังนี้ :
   – ใบขับขี่ชั่วคราวอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี
   – บัตรประชาชนฉบับจริง
   – ใบรับรองแพทย์แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่งมีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด แต่ต้องออกก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน

การต่ออายุใบขับขี่ชนิด 5 ปี เป็น 5 ปี มีเอกสารที่ต้องใช้ต่อใบขับขี่ปี 2564 ดังนี้ :
   – ใบขับขี่เดิม หรือใบแทน    – บัตรประชาชนฉบับจริง

ขั้นตอนการต่อใบขับขี่
1. ตรวจสอบเอกสาร และออกคำขอ
2. ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
   2.1 ทดสอบการมองเห็นสี ที่จำเป็นในการขับรถ
   2.2 ทดสอบสายตาทางลึก
   2.3 ทดสอบสายตาทางกว้าง
   2.4 ทดสอบปฏิกิริยาเท้าในการเหยียบเบรกหลังเห็นไฟสัญญาณ
3. อบรม 1 ชั่วโมง
4. ถ่ายรูปพิมพ์ใบขับขี่
5. ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใบขับขี่ 505 บาท

**หมายเหตุ: ผู้ขับขี่สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน หรือ 3 เดือน หากขาดต่ออายุใบขับขี่ กรณีสิ้นอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี จะต้องสอบข้อเขียนใหม่ หากสิ้นอายุเกิน 3 ปี เพิ่มขั้นตอนการทดสอบข้อเขียน, การสอบขับรถ และใบรับรองแพทย์ที่ขอไว้ไม่เกิน 1 เดือน

อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์โควิดระบาดต่อเนื่อง กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ผ่อนผันการบังคับใช้กฎหมาย ใบอนุญาตขับรถและใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถที่สิ้นอายุแล้ว ยังใช้ได้ถึง 30 มิถุนายน 2564 หรือจนกว่าจะมีประกาศเป็นอย่างอื่น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน

และสำหรับผู้ต้องการต่ออายุใบขับขี่ สามารถต่ออายุได้ล่วงหน้า 6 เดือนก่อนใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุ โดยเข้าอบรมออนไลน์ได้ที่www.dlt-elearning.com และสามารถนำผลผ่านการอบรมออนไลน์ติดต่อสำนักงานขนส่งเพื่อเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกายและออกใบอนุญาตขับรถได้โดยไม่ต้องอบรมที่สำนักงานอีก

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.valvoline.co.th/information/tips/202119.php

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ

เช็คนิสัย จากเลขทะเบียนรถ

ตัวเลขที่อยู่ในชีวิตเราล้วนมีอิทธิพลความเชื่อต่างๆ อยู่เสมอ วันนี้แม่หมอ Smile Insure จะพาทุกคนมาเช็คเลขตัวสุดท้ายของป้ายทะเบียนรถคุณ โดยที่เราจะใช้แค่เลข 1 ตัวเท่านั้น จาก 1 – 9 มาดูกันดีกว่าว่านิสัยคุณตรงตามนี้รึเปล่า? 

อย่างแรกเรามาดูวิธีการคิดกันก่อนดีกว่าค่ะ ตัวอย่างทะเบียนรถ กข 9124 ให้คุณนำตัวเลขทั้งหมดมาบวกกันดังนี้ 9+1+2+4 = 16  แต่ถ้านำมาบวกกันแล้วได้เลขสองหลัก ให้นำทั้งสองหลักนั้นมาบวกกันอีกที จะได้เป็น 1+6 = 7 ค่ะ แต่ถ้าหากได้เป็นเลข 1 หลัก ก็ได้ยึดเลขตามนั้นได้เลย

เลข 1

เลขนี้เป็นเลขที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้นำ นิสัยของคนขับนั้นเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองมาก ค่อนข้างใจร้อน ไม่ชอบเป็นผู้ตาม เวลาขับรถจะเป็นคนที่ชอบขับซิ่งและไม่ชอบให้ใครมาขับจี้ ชอบขับบนถนนโล่ง ไฟสว่างที่มองเห็นชัด ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่ขับรถเลขทะเบียนที่ลงท้ายด้วยเลข 1 ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้บริหาร

เลข 2

เลขทะเบียนที่ลงท้ายด้วยเลข 2 ถ้าผู้ใช้เป็นผู้หญิงจะเป็นอะไรที่ดีมาก แสดงถึงความอ่อนโยนของคนขับ แต่ถ้าเป็นผู้ชายก็จะมีนิสัยการขับรถแบบนุ่มนวล อ่อนโยน มีความน่ารักแบบผู้หญิงซ่อนอยู่ แต่อารมณ์จะแปรปรวนง่ายมาก ตัดสินใจช้า ในบางครั้งใจอาจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไร

เลข 3

เลขนี้บ่งบอกเลยว่าคุณเป็นคนใจกล้า ชัดเจน ตัดสินใจเด็ดขาด และใจร้อนมาก กล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะชอบความท้าทาย ถึงจะเป็นสิ่งที่ไม่ชินก็พร้อมเดินหน้าลุยได้ทุกเมื่อ แต่บางทีการที่ตัดสินใจเร็วไป ก็อาจจะทำให้ต้องระวังในเรื่องความปลอดภัยเวลาขับรถมากขึ้น

เลข 4

นิสัยของคนที่เลขทะเบียนลงท้ายด้วยเลข 4 บ่งบอกเลยว่าคนๆ นี้มีการเดินทางบ่อยทั้งใกล้ และไกลเพื่อเจรจาในเรื่องการทำงาน เพราะเป็นคนที่พูดเก่ง เรียกได้ว่าเป็นคนมีวาทศิลป์ แต่บางครั้งก็อาจจะโลเล และเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง ไม่ค่อยจะเชื่ออะไรง่ายๆ ค่อนข้างยากที่จะเดาทางได้ ไม่มีความแน่นอน สังเกตได้เลยว่ารถของคนเลขนี้มักไม่ค่อยมีระเบียบ หรือเรียกง่ายๆ ว่ารถรกนั่นเอง

เลข 5

เลขนี้แสดงให้เห็นว่าคุณมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ในตัวสูง มีความหนักแน่น ใจเย็น สุขุม และเป็นคนเก่งในด้านวิชาการ เมื่อขับรถก็จะขับช้าๆ ชิลๆ คันที่ตามหลังก็อาจจะหงุดหงิดได้บ้าง บางทีก็ชอบให้ทางผู้อื่น แต่คุณเป็นคนที่รักษากฎและมีวินัยจราจรมากๆ เลยล่ะ 

เลข 6

เลข 6 บ่งบอกเลยว่าคุณเป็นคนมีอารมณ์ศิลป์ ชอบฟังเพลง ร้องเพลงบนรถ มีเสน่ห์ที่น่าสนใจ อารมณ์นุ่มนวล งานที่ทำเหมาะจะเป็นเกี่ยวกับด้านงานศิลปะ บันเทิง แต่ในขณะเดียวกันคุณก็เป็นคนที่มีระเบียบ และก็รักรถมาก จะระมัดระวังในการขับตลอดเวลา ไม่ค่อยเจออุบัติเหตุ แต่ขอเตือนเลยว่า อย่าเพลิดเพลินกับการร้องเพลงจนเกิดอุบัติเหตุได้นะ 

เลข 7

คนเลขนี้ค่อนข้างเป็นขาลุย ใช้งานรถหนักเป็นประจำ เป็นคนที่ค่อนข้างจะมีความอดทน มีความละเอียด มักจะวางแผนไว้ก่อนทำอะไรบางอย่างเสมอ และเป็นคนที่หาเงินเก่งมาก แต่บางครั้งก็ต้องระวังเวลาขับรถเพราะคุณชอบวิตกกังวลแอบคิดเรื่องงานตลอด

เลข 8

เลขนี้เป็นคนที่มีไหวพริบดี พลิกแพลงเก่ง และมักแก้ไขสถานการณ์ได้ดี เพราะเป็นคนที่ชอบตัดสินใจเร็ว เวลาชอบอะไรก็จะชอบแค่แปปเดียว คุณเป็นคนที่ชอบการเสี่ยงโชค และมีความกล้าในการลงทุนกับอะไรบางอย่าง  คุณเป็นคนที่ใจกล้าเวลาขับรถ ชอบหาทางลัดเพื่อให้ถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ซอยแคบแค่ไหนก็พร้อมไปหมด

เลข 9

นิสัยของเลข 9 จะเป็นคนที่มีความขยัน คล่องแคล่ว ชอบเดินทางไกล เป็นคนที่ทันสมัย อัพเดทเกี่ยวกับเรื่องปัจจุบันตลอดเวลา ชอบทำธุรกิจติดต่อการงาน การทำงานหนักของคุณจะทำให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก

เป็นยังไงบ้างคะทุกคน ตรงกันบ้างมั้ยเอ่ย แต่ที่สำคัญกว่านั้น การขับรถอย่างมีสติ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เราได้หายห่วง ยิ่งทำประกันรถยนต์ไว้ก็อุ่นใจกว่าแน่นอน สนใจประกันประเภทไหนปรึกษา Smile Insure ได้เลย ทางเรามีประกันภัยชั้นนำจาก วิริยะ, กรุงเทพ, อาคเนย์, เมืองไทย, คุ้มภัยโตเกียวมารีน, แอลเอ็มจี, ไทยศรี, เอเชีย, สินทรัพย์, ธนชาต ให้คุณได้เลือกตามใจชอบเลยค่า

cr. smileinsure.co.th/blogs/เช็คนิสัย-จากเลขทะเบียนรถ

การดูแล รถมือสอง สีดำ จะต้องทำยังไง

รถสีดำ เป็นรถที่ดูแล้วสวยเข้ม มีเสน่ห์ลึกลับและดูมีพลังในตัว จึงไม่แปลกเลยที่มีคนนิยมใช้รถสีนี้กันมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นระดับผู้บริการ หรือผู้นำ เราจะเห็นว่ามีการใช้รถสีดำเยอะมากกว่าสีอื่น แต่อย่างไรก็ตาม รถสีดำ ถือเป็นรถปราบเซียน ! เนื่องจากมันเป็นรถที่เห็นรอยเปื้อนและรอยขูดขีดได้ง่ายมาก ! คนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรถ แนะนำให้เลือกรถสีอื่นดีกว่า ! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถมือสอง หากว่าเป็นรถสีดำ ต้องเลือกให้ดีตั้งแต่ตอนซื้อ ดูรอยอะไรต่างๆ ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นปัญหาสะสมภายหลังให้ปวดใจ !!

วิธีการดูแล รถมือสอง สีดำ ให้สวยอยู่ได้นาน

1.       หมั่นล้างทำความสะอาดรถอย่างน้อยๆ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง แม้ว่ารถของเราจะเป็น รถมือสอง แต่การล้างทำความสะอาดเป็นประจำทุกอาทิตย์ช่วยคืนความสดใสให้รถของเราได้ เพราะได้รับการชำระฝุ่นผงและคราบสกปรกที่ติดผิวของรถออกไป การปล่อยทิ้งไว้นานไม่มีการล้าง ทำให้เกิดคราบสกปรกฝังแน่น

2.       ในการล้างทำความสะอาดรถสีดำ เราจะต้องใช้น้ำสะอาดฉีดล้างคราบฝุ่นผงออกให้มากที่สุดก็ที่จะมีการใช้ผ้าเปียกเช็ดถูไปเบาๆ และควรเช็ดไปในทางเดียว

3.       ห้ามใช้ไม้ขนไก่ หรือผ้าแห้งๆ เช็ดทำความสะอาดรถเด็ดขาด ! อันนี้สำคัญมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือ รถมือสอง เพราะการที่เราใช้ไม้ขนไก่ หรือผ้ามาปัดๆ เช็ดๆ หวังว่าจะเป็นการทำความสะอาดนั้น มันเป็นตัวการทำให้เกิดรอยขีดข่วนขนาดเล็กที่เรียกว่ารอยขนแมว ! ซึ่งมันเห็นได้ชัดมากๆ ในรถสีดำ !!! ที่เป็นเช่นนี้ก็เกิดจาก เวลาที่เราปัด หรือเช็ด เอาฝุ่นผงออก มันเป็นการไปกดให้เม็ดฝุ่นเม็ดทรายขนาดเล็กที่มีความแข็งกว่าชั้นผิวด้านนอกของสีรถ ครูดไปมา ไม่ต่างจากกระดาษทราบเอาลงไปปัด ! ทำให้เกิดรอยขีดข่วนเล็กๆ ขึ้นได้

4.       ทำการเคลือบสีรถ หากเป็นการใช้แว็กซ์ทั่วไป ก็ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ ควรทำทุกครั้งหลังจากล้างรถเสร็จ แต่หากว่าสามารถทำได้ ก็ไปเคลือบแก้ว เคลือบเซรามิค ที่มั่นใจได้ว่ามีความแข็งและลื่นเคลือบเอาไว้อีกชั้น เป็นการเพิ่มความมั่นใจและลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสีรถ

5.       ในกรณีที่ รถมือสอง ของเรามีรอยขีดข่วนมาเยอะ ก็ควรเอาไปทำการขัดสีและทำเคลือบสีเอาไว้ ก็จะทำให้รถสีดำของเราสวยทนสวยนานมีความเงางามอยู่เสมอ

รอยขนแมวจะเห็นได้ชัดเจนถ้าเป็นรถสีดำ

รอยถลอกก็ชัด

cr. www.carszana.com/articel-detail/การดูแล-รถมือสอง-สีดำ-จะต้องทำยังไง/51/en

จอดรถพื้นลาดเอียง เป็นเวลานาน ส่งผลเสียต่อรถของคุณหรือไม่ ?

ด้วยพื้นที่จอดรถของคนใช้รถเเต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีพื้นที่กว้าง บางคนแคบ หรือบางคนก็ต้องจอดรถบนพื้นที่ไม่เสมอกันหรือพื้นที่เอียงลาดไปด้านใดด้านหนึ่งด้วยความจำเป็นเนื่องจากมีพื้นที่จำกัดไม่สามารถเลี่ยงได้ จึงต้องจอดรถแบบเอียงๆ ทุกวัน คำถามคือ เเล้วถ้าเรา จอดรถบนพื้นเอียงแบบนี้ทุกวันจะส่งผลเสียใดๆ กับรถ ยาง ระบบกันกระแทกของรถหรือไม่

การ จอดรถบนพื้นเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งไม่ว่าทางซ้ายหรือขวา แน่นอนว่าน้ำหนักของตัวรถจะต้องเทไปด้านที่ลาดเอียงมากกว่าปกติอยู่เเล้ว หากจอดติดต่อกันเป็นเวลานานย่อมเกิดการสึกหรอต่อ ยาง โช๊ค สปริง ลูกหมาก ได้ง่าย หากจอดทุกๆ ระบบช่วงล่างของรถย่อมต้องมีปัญหามากกว่ารถที่จอดบนพื้นเรียบปกติ ระดัับความเอียงทีจะส่งผลกระทบต่อรถมากที่สุดคือตั้งแต่ 15 องศาขึ้นไปจนถึง 45องศา เมื่อน้ำหนักของตัวรถเทไปในตำแหน่งที่ไม่เท่ากัน ระบบช่วงล่าง เช่น ยางก็ต้องรับน้ำหนักฝั่งที่เอียงมากกว่าปกติ หากจอดเป็นระยะเวลานาน หรือจอดเป็นประจำ ยางข้างที่รับน้ำหนักบ่อยๆ จะมีปัญหาบวมได้ง่ายกว่าข้างที่ไม่ต้องรับน้ำหนัก เเละรถเสื่อมเสียสมดุลย์ ไม่เท่ากัน หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า กินยาง

นอกจากเรื่องยางเเล้วการ จอดรถบนพื้นเอียงเป็นเวลานานจะทำให้รถสูญเสียสมดุลโครงสร้างของรถจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะรถยนต์ที่โครงสร้่างไม่มีคลัชซีจะยิ่งส่งผลต่อตัวรถมีโอกาสที่โครงสร้างรถเสียหาย บิดตัว รถเสียการทรงตัว รถเอียงตามมา

ดังนั้นการ จอดรถบนพื้นเอียงด้านใดด้านหนึ่งไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาย่อมส่งผลเสียต่อรถแต่หากเป็นการจอดแบบชั่วคราวยังไม่ต้องวิตกเรื่องนี้มากนักเพียงแค่อย่าลืมใส่เกียร์ P ยกเบรกมือขึ้น หรือหากเป็นการจอดบนพื้นลาดเอียงหน้าลอย หรือหน้ารถกดลงพื้น ควรหาก้อนหินมาหนุุนที่ล้อด้วย เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวของรถในเหตุสุดวิสัย

cr.www.รถนิยม.com/จอดรถพื้นลาดเอียง-เป็นเวลานาน-ส่งผลเสียต่อรถของคุณหรือไม่-สาระน่ารู้เรื่องรถ

อายุการใช้งานของ ยางรถยนต์ ไม่ควรใช้เกิน 2 ปี จริงหรือไม่

ยางรถยนต์ ถือว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญอันดับต้นๆ หากเราใช้งานไปสักระยะ ยางรถยนต์ ก็จะเริ่มเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ ตามวันและระยะเวลาของการขับขี่ใช้งาน แต่โดยส่วนใหญ่เรามักจะได้ยินว่า ยางรถยนต์ มีอายุการใช้งานไม่เกิน 2 ปี ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละบุคคล ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร อายุการใช้งานของยางรถยนต์ไม่ควรเกิน 2 ปี จริงหรือไม่ แล้วถ้าใช้ไปเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

หลายคนก็ตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้ว ยางรถยนต์ มีอายุการใช้งานกี่ปีกันแน่ ซึ่งความเป็นจริงแล้วอายุการใช้งานของยางรถยนต์ เราสามารถสังเกตได้จาก 3 ข้อดังนี้

  • ความลึกของดอกยาง ต้องมีความลึกประมาณ 8-9 มิลลิเมตร แต่ไม่ควรตำกว่า 3 มิลลิเมตร เพราะดอกยางมีหน้าที่ช่วยรีดน้ำออก เพื่อให้หน้ายางได้สัมผัสกับพื้นถนนได้เป็นอย่างดี
  • ความชำรุดของโครงสร้างยาง เช่น รอยแผลใหญ่ที่เกิดจากถูกของมีคม และโครงสร้างของหน้ายางโดยเฉพาะแก้มยางบอบช้ำที่เกิดจากปีนขอบข้างทางอย่างแรงจนสะเทือนไปถึงกระทะล้อชำรุด หรือถูกบดในขณะที่ขับรถในระยะทางไกลโดยไม่มีลมยาง
  • อายุของยาง นับตั้งแต่วันผลิต ไม่ควรเกิน 6 ปี สำหรับยางรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงพอ

cr. www.รถนิยม.com/อายุการใช้งานของ-ยางรถยนต์-ไม่ควรใช้เกิน-2-ปี-จริงหรือไม่-สาระน่ารู้เรื่องรถ/

ดูรถมือสองไม่ให้ถูกย้อมแมว

ถ้าหากเราไม่มีความรู้เรื่องรถมือสอง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัท หรือเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ว่ารถยนต์คันดังกล่าวที่เราต้องการซื้อนั้น อยู่ในสภาพพร้อมงานหรือไม่ หรือรถคันนั้นเคยมีอุบัติเหตุชนหนัก น้ำท่วม หรือตัวเครื่องยนต์นั้น ยังคงดีพร้อมใช้งานหรือไม่ ถ้าหากเราไม่มีความชำนาญพอ จึงต้องปรึกษาผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรถยนต์โดยเฉพาะมาตรวจสอบให้

วิธีดูรถมือสอง

ในส่วนของตัวถังรถยนต์นั้น จะต้องไม่มีการชนหนัก อุบัติเหตุ พลิกคว่ำ จนถึงตัวคานรับของตัวรถยนต์ และในส่วนของเครื่องยนต์เครื่องยนต์จะต้องมีการทำงานของระบบเครื่องยนต์เดินเรียบปกติ

อุปกรณ์ภายในห้องเครื่องจะต้องมีการใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีการขาดหรือชำรุด หากอุปกรณ์ภายในห้องเครื่องมีการชำรุดหรือไม่ทำงานตัวใดตัวหนึ่ง จะส่งผลทำให้เครื่องยนต์สามารถสะดุดหรือเกิดความเสียหายในขณะเครื่องยนต์ทำงานอยู่ ทำให้เครื่องพังได้

และที่สำคัญของเหลวภายในเครื่องยนต์จะต้องหมั่นตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้น้ำในหม้อน้ำ หรือน้ำมันเครื่องขาดไปโดยเด็ดขาด เพราะจะส่งผลโดยตรงกับตัวเครื่องยนต์โดยตรง

หรือสามารถสอบถามวิธีการดูรถได้ที่ https://lin.ee/y7VxUsw

การเปลี่ยนยางรถยนต์ จำเป็นมั้ยต้องเปลี่ยนทั้ง 4 ล้อ

การเปลี่ยนยางรถยนต์ จำเป็นมั้ยต้องเปลี่ยนทั้ง 4 ล้อ

เชื่อว่ามีหลายท่านสงสัยเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการเปลี่ยนล้อ ว่า สามารถเปลี่ยนทีละล้อได้หรือไม่ จะได้ประหยัด หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนให้ครบทุกล้อพร้อมๆ กัน มาดูคำตอบกันครับ

การเปลี่ยนยางรถยนต์ ผู้ใช้รถก็จะต้องมองหายางที่มีคุณสมบัติตามต้องการมาเปลี่ยนพร้อมกันทีเดียว ให้ทั้ง 4 ล้อใช้ยางในขนาด, แบรนด์ และ รุ่นเดียวกัน หากมีปัญหาติดขัด งบไม่พอที่จะเปลี่ยนยางพร้อมกันทั้ง 4 เส้น การเปลี่ยนยางรถยนต์ไปก่อน 2 เส้นก็เป็นสิ่งที่พึงนิยมทำได้เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเอายางคู่ใหม่ที่ได้มาไปใส่ที่ล้อหน้าก่อน เพราะว่าล้อหน้าเป็นคู่ที่ทำงานหนักกว่า 2 ล้อหลังนั่นเอง

นั่นเพราะ ยางรถยนต์ที่ใส่อยู่กับล้อหน้า มีอัตราการเสื่อมสภาพสูงกว่าล้อหลัง เนื่องจาก ล้อหน้า จะเป็นล้อที่ทั้ง เลี้ยว, ขับเคลื่อน, เผชิญกับสภาพถนนที่เป็นหลุมบ่อก่อนล้อหลังเสมอ แถมยังต้องแบกรับน้ำหนักของเครื่องยนต์เอาไว้ด้วย ดังนั้น หลักการทั่วไปจึงควรเอายางใหม่ ไปใช้กับล้อคู่หน้าก่อน

ขณะเดียวกัน หากมีกรณีที่อาจจะนำมาซึ่งคำถามว่า จะทำการเปลี่ยนยางแค่เส้นเดียวได้หรือไม่ อย่างเช่นเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย ยางเส้นใดเส้นหนึ่ง โดนตะปูตำ หรือว่า ยางรั่ว สามารถซ่อมโดยการปะยางโดยไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ ยกเว้นเป็นรอยฉีกขาดขนาดใหญ่เกินไป หรือการเสียหายบริเวณของแก้มยาง ซึ่งหากนำมาใช้งานต่อก็จะส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ครับ

สรุป คือ การเปลี่ยนยางรถยนต์ ควรเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 4 ล้อจึงจะดีที่สุดครับ เพราะจะได้นับอายุยางรถยนต์ได้เท่ากัน และยางแต่ละเส้นจะมีอายุการใช้งานเท่ากันด้วย ที่สำคัญดอกยางยังเต็มกว่า และหากยางที่ใส่อยู่กับล้อที่คู่กัน มีสภาพความสมบูรณ์แตกต่างกันมากไป ก็อาจจะส่งผลต่อการใช้งานไม่มากก็น้อยได้ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนควรหมั่นสังเกต และใส่ใจสภาพดอกยางของล้อทั้ง 4 สม่ำเสมอ

credit : https://www.valvoline.co.th/information/tips/202124.php

จอดรถตากแดดเป็นเวลานานมีผลเสียอย่างไร อันตรายหรือไม่ ?

หากจำเป็นต้องจอดรถตากแดดทุกวันจะมีผลเสียอย่างไรกับรถยนต์ อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนไหนจะได้รับอันตรายและจะมีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง

ทุกวันนี้แสงแดดในประเทศไทยนั้นร้อนระอุจนทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างเรานั่นก็คือรถยนต์ ด้วยปริมาณรถที่มากขึ้นสวนทางกับที่จอดรถในร่มมีไม่เพียงพอ ก็จำเป็นต้องจอดรถกลางแดดอันร้อนระอุ แต่รู้หรือไม่ว่ารถจอดตากแดดทุกวันอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก การจอดรถตากแดดนาน ๆ อาจทำให้อะไหล่รถบางชิ้นเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ วันนี้เราจะพามาดูว่าส่วนไหนของรถบ้างที่มีโอกาสพังเร็วเมื่อโดนแดดนาน ๆ

การจอดรถตากแดด ส่งผลเสียอย่างไรบ้าง

          ด้วยความร้อนจากแสงแดดในปัจจุบันที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงกลางวันอยู่ที่ 36-40 องศาเซลเซียส การจอดรถตากแดดย่อมทำให้รถยนต์มีอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในรถที่ปิดสนิท เพราะความร้อนจะถูกสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ตัวรถก่อนถ่ายเทเข้าสู่ห้องโดยสารที่เป็นพื้นที่ปิด โอกาสที่จะเกิดความเสียหายภายในห้องโดยสารก็มีมากขึ้น แม้จะไม่เกิดในทันทีแต่ก็เป็นการลดอายุการใช้งานของอะไหล่ต่าง ๆ ให้มีอายุสั้นลงกว่าปกติ

1. สีรถยนต์

          จุดแรกที่ต้องสัมผัสกับแสงแดดอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ขับรถออกจากบ้าน ยิ่งถ้าต้องจอดรถไว้กลางแจ้งเป็นเวลานาน รังสียูวีอาจทำให้แว็กซ์หรือสารเคมีที่ใช้ในการเคลือบสีรถให้ดูเงางามเสื่อมคุณภาพลง ส่งผลให้สีรถไม่เงางาม ดูหมองลง

2. ยางรถยนต์

          แม้จะเป็นการจอดรถอยู่เฉย ๆ แต่การที่ยางรถยนต์ต้องอยู่กลางแจ้ง ทนต่อความร้อนเป็นระยะเวลานาน ๆ ย่อมส่งผลให้ยางเสื่อมคุณภาพได้เร็วขึ้น ไม่ต่างจากการขับรถในเวลาปกติเลย

3. ฟิล์มกรองแสง

          อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะต้องรองรับกับแสงอาทิตย์โดยตรง แม้ฟิล์มกรองแสงจะมีหน้าที่ป้องกันความร้อนจากแสงแดดและรังสียูวี แต่การที่ฟิล์มต้องเจอกับความร้อนในทุก ๆ วันเป็นเวลานานก็อาจทำให้อายุการใช้งานสั้นลงกว่าปกติ

4. ห้องโดยสาร

          บางคนอาจบอกว่าการจอดรถตากแดดเป็นการฆ่าเชื้อแบคทีเรียภายในห้องโดยสารไปในตัว แต่วิธีนี้ส่วนใหญ่จะมีการเปิดประตูรถเพื่อระบายความร้อน แต่การจอดรถตากแดดเป็นเวลานานโดยที่ทุกอย่างปิดสนิท จะทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในห้องโดยสาร ส่งผลให้วัสดุต่าง ๆ ที่เป็นหนัง ยางหรือพลาสติก เสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น

5. เครื่องยนต์

          ทุกครั้งที่สตาร์ตเครื่องและขับรถ เครื่องยนต์จะต้องเจอกับสภาวะอุณหภูมิที่สูงอยู่แล้ว แต่การจอดรถตากแดดเป็นเวลานาน เครื่องยนต์จะได้รับผลกระทบที่แตกต่างออกไป น้ำมันเครื่องอาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติจนเกิดอาการบวม และระบบปรับอากาศที่ต้องทำงานหนักเพื่อระบายความร้อน

          นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ต้องพึงระวังเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องจอดรถกลางแดดก็คือ อุปกรณ์หรือสิ่งของบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟได้หากอยู่ในที่ที่มีความร้อนเป็นเวลานาน เช่น ไฟแช็ก, แบตฯ สำรอง, โทรศัพท์มือถือ, ขวดสเปร์ย และขวดน้ำพลาสติก

เมื่อต้องจอดรถตากแดดควรทำอย่างไร

          หากคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนำรถจอดตากแดดทุกวันได้ ลองมาดูเคล็ดลับที่อาจทำให้รถยนต์ของคุณเกิดความเสียหายจากรังสียูวีและแสงแดดได้น้อยลง

1. ใช้ม่านบังแดด

          หากไม่สามารถหาที่จอดรถร่ม ๆ ได้ และจำเป็นต้องจอดรถตากแดด ม่านบังแดดเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่คุณควรนำมาใช้ ถึงแม้จะไม่ได้ปกป้องรถภายนอกได้ แต่ม่านบังแดดสามารถลดอุณหภูมิภายในห้องโดยสารไม่ให้สูงเกินไปได้ ทั้งยังช่วยปกป้องวัสดุและอุปกรณต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารได้ในระดับหนึ่ง

2. หุ้มเบาะที่นั่ง

          เบาะรถยนต์ส่วนใหญ่ทำจากหนังหรือวัสดุพีวีซี ที่เมื่อได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์หรืออุณหภูมิภายในรถที่สูงขึ้นย่อมทำให้มีคุณภาพที่เสื่อมลง มีสีที่ซีดจาง และเกิดการแตกลายงาได้ การหุ้มเบาะจึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของเบาะรถยนต์

3. ผ้าคลุมรถ

          หากคุณเป็นคนรักรถที่จำเป็นต้องจอดรถตากแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุก ๆ วัน ขอเพียงแค่มีเวลาสักนิด หลังจากจอดรถเสร็จใช้ผ้าคลุมรถของคุณก็จะช่วยป้องกันรังสียูวีและแสงแดดได้ เพราะผ้าคลุมรถส่วนใหญ่จะมีการเคลือบสารสะท้อนแสงมาแล้วนั่นเอง

4. เคลือบ แว็กซ์สีรถ

          วิธีนี้ไม่ได้ปกป้องสีรถจากแสงแดดได้ 100% แต่ก็ดีกว่าการที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะการลงแว็กซ์หรือเคลือบสีรถจะช่วยปกป้องรถยนต์จากรังสียูวีได้ในระดับหนึ่ง แต่คุณจะต้องหมั่นลงแว็กซ์เป็นประจำเพื่อให้การปกป้องนี้คงประสิทธิภาพไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

5. ติดฟิล์มที่ตัวรถยนต์

          การติดฟิล์มที่ตัวรถหรือเรียกอีกอย่างว่าการ Wrap รถ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมเช่นกัน นอกจากจะช่วยป้องกันริ้วรอย หรือเศษหินที่อาจกระเด็นมาโดนแล้ว การ Wrap รถ ยังช่วยถนอมสีของรถ มีให้เลือกทั้งแบบสีต่าง ๆ และแบบใส สามารถลอกออกได้เมื่อไม่ต้องการใช้งานแล้ว ในส่วนของราคาอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดของรถยนต์

6. ติดฟิล์มกรองแสงที่มีความเข้มข้นสูง

          อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลดความร้อนภายในห้องโดยสารหากต้องจอดรถตากแดดเป็นเวลานาน คือการเลือกติดฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพสูง และมีความเข้มข้นของฟิล์มที่มาก โดยทั่วไปรถที่ออกมาจากศูนย์บริการจะติดฟิล์มกรองแสงที่มีระดับความเข้มประมาณ 40-60% เท่านั้น เราสามารถเพิ่มระดับความเข้มของฟิล์มกรองแสงเป็น 60-80% ได้เช่นกัน แต่ควรเลือกประเภทของฟิล์มที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนในเวลากลางคืน และฟิล์มที่มีส่วนผสมของสารปรอทตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย

7. มองหาที่ร่มไว้ก่อน

          แม้จะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ในการปฏิบัตินั้นถือว่ายาก เพราะการหาที่จอดรถกลางแจ้งที่มีร่มเงาของสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างเช่น ตึก หรือต้นไม้นั้น ถือเป็นขุมทรัพย์อย่างหนึ่งที่คนรักรถทุกคนต่างต้องการในสิ่งเดียวกัน ฉะนั้นถ้าคุณมีโอกาส หรือมีเวลาวนรถหาที่จอดร่ม ๆ ก็ควรทำมันเป็นลำดับแรกเลย เพราะที่จอดร่ม ๆ จะช่วยปกป้องรถของคุณจากแสงแดดได้ดีที่สุดนั่นเอง

          อย่างไรก็ตาม จากวิธีการทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงวิธีแก้ปัญหาในเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องจอดรถตากแดดทุกวัน จอดรถตากแดดนาน ๆ เท่านั้น
ใครที่สะดวกหรือสนใจในวิธีการไหนก็ลองไปทำกันดูได้ตามความเหมาะสม แต่ถึงยังไงวิธีการที่ดีที่สุดที่ช่วยปกป้องรถยนต์ที่เรารักจากแสงแดดและรังสียูวีก็คือการจอดรถในที่ร่มนั่นเอง

credit : https://car.kapook.com/view242391.html

วิธีขับรถส่วนตัวไปรักษาโควิด พาผู้ติดเชื้อโควิดส่งโรงพยาบาลอย่างไรให้ปลอดภัย

วิธีขับรถส่วนตัวไปรักษาโควิด หรือพาผู้ติดเชื้อโควิด ไปหาหมอ รับการรักษาที่โรงพยาบาล มีหลักปฏิบัติอย่างไร ให้ปลอดภัย ไม่เพิ่มโอกาสในการแพร่เชื้อ COVID 19 สู่ผู้อื่น 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด 19 กลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยครั้งนี้ถือว่ามีจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส COVID 19 เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้รถพยาบาลที่ใช้ในการรับ-ส่งผู้ป่วยไม่สามารถให้บริการได้แบบทันท่วงที ซึ่งผู้ป่วยหรือคนในครอบครัวที่ติดเชื้อและมีรถยนต์ส่วนตัวสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาหรือส่งตัวผู้ป่วยได้ แต่ต้องทำตามขั้นตอนและข้อปฏิบัติวิธีใช้ รถยนต์ ตามที่มีการประกาศ

ทั้งนี้ สำนักงานประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร ได้ออกคำแนะนำวิธีการเดินทางไปรับการรักษาสำหรับผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยรถยนต์ส่วนตัว หากผู้ติดเชื้อประสงค์จะเดินทางไปรับการรักษาโดยรถยนต์ส่วนตัวให้แจ้งไปยังสายด่วน 1669 ศูนย์เอราวัณ กทม. ก่อน เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และควรเตรียมเอกสารผล LAB ยืนยันการติดเชื้อ COVID-19 ให้พร้อม และหากมีผู้ขับรถให้ แนะนำผู้ติดเชื้อและผู้ที่ขับรถปฏิบัติดังนี้

ภาพจาก สำนักงานประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร

  • ให้มีฉากกั้นระหว่างคนขับและผู้ติดเชื้อเพื่อให้มีระยะห่างระหว่างกันมากที่สุด
  • ใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น ทั้งคนขับและผู้ติดเชื้อ
  • เปิดกระจกและปิดเครื่องปรับอากาศ
  • คนขับและผู้ติดเชื้อให้นั่งทแยงมุมคนละฝั่ง
  • สำรวจเส้นทางก่อนออกเดินทาง โดยใช้ระยะเวลาในการเดินทางไม่ควรเกิน 30 นาที

เมื่อเดินทางไปถึงยังจุดที่กำหนดให้นั่งรออยู่ภายในรถ จากนั้นให้โทรศัพท์ประสานงานเจ้าหน้าที่เพื่อเข้ารับการรักษาตามช่องทางของโรงพยาบาลต่อไป ส่วนผู้ติดเชื้อโควิด 19 หรือผู้ที่มีญาติพี่น้องติดเชื้อและต้องการประสานรถพยาบาลไปรับผู้ป่วยจากที่พัก สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1669 ศูนย์เอราวัณ กทม.

สำหรับการเดินทางสัญจรในช่วงการระบาดของ โควิด 19 ทั้งโดยรถยนต์ส่วนตัว หรือรถสาธารณะ มีหลักปฏิบัติเพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อการติดเชื้อ คลิกเพื่ออ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก prbangkok.com

credit : https://car.kapook.com/view240729.html

รู้หรือไม่? การเหยียบเบรกบ่อยๆ เป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องและมีข้อเสียตามมาอีกมากมาย ‼

รู้หรือไม่? การเหยียบเบรกบ่อยๆ เป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องและมีข้อเสียตามมาอีกมากมาย

หยุด! พฤติกรรมการขับขี่ เดี๋ยวเร่ง เดี๋ยวเบรก คุณรู้หรือไม่ว่าการขับๆ เบรกๆ แบบนี้บ่อยๆ มีข้อเสียมากกว่าที่คิด มาดูว่าข้อเสียที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง

การเหยียบเบรกเหยียบคันเร่งบ่อยๆ เป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเพราะจะทำให้ชิ้นส่วนต่างๆของรถยนต์อาจจะสึกหรอเร็วกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นผ้าเบรกที่หมดไวกว่าปกติ บางคนเปลี่ยนผ้าเบรกปีต่อปี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผ้าเบรกจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 30,000-40,000 กิโลเมตร รวมถึงเครื่องยนต์ระบบส่งกำลังสึกหรอและยังเกิดการสั่งจ่ายน้ำมันไม่นิ่ง เมื่อการจ่ายน้ำมันไม่นิ่งจะทำให้การสั่งจ่ายน้ำมันมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลาจะทำให้การสั่งจ่ายน้ำมันไม่นิ่ง เมื่อไม่นิ่งก็จะส่งผลต่ออัตราประหยัดนั่นเอง

นอกจากนี้ พฤติกรรมการเหยียบเบรกบ่อยๆยังส่งผลถึงความปลอดภัย เพราะการที่เหยียบเบรกบ่อยๆจะทำให้รถคันหลังต้องเบรกตามโดยไม่มีความจำเป็น อีกทั้งคันหลังต้องคอยรักษาระยะเพิ่มขึ้นนั่นเท่ากับว่าเขาต้องมารับภาระความเสี่ยงและยังสร้างความรำคาญใจอีกด้วย

credit : https://www.valvoline.co.th/information/tips/202115.php

check-credit